การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. กฎหมายและคำสั่งของโจร มีความแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด เมื่อพิจารณาจากฐานคิดของทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายร่วมสมัยของฮาร์ท (H. L. A. Hart)
นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ต่อคำกล่าวที่ยืนยันว่าบทสรุปพื้นฐานของทฤษฎีกฎหมายดังกล่าวในเรื่องการแยก/สามารถแยกกฎหมายหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายออกจากศีลธรรมหรือหลักคุณค่าใด ๆ (Separation Thesis) ลึกๆ แล้วเป็นบทสรุปที่ตั้งอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรมและมีลักษณะสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยเสรีนิยม ไม่ใช่แนวคิดอำนาจนิยมทางกฎหมายที่มักเข้าใจกันคลาดเคลื่อน
ธงคำตอบ
แนวคิดพื้นฐานทางปรัชญาปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในแบบฉบับของฮาร์ทนั้น ฮาร์ทถือว่าระบบกฎหมายนั้นเป็นระบบแห่งกฎเกณฑ์ทางสังคม (System of Social Rules) รูปแบบหนึ่ง โดยเกี่ยวข้องกับสังคมในสองความหมาย
ความหมายที่หนึ่ง มาจากการที่มันเป็นกฎเกณฑ์ที่ปกครองการกระทำของมนุษย์ในสังคม
ความหมายที่สอง สืบแต่มีแหล่งที่มาและดำรงอยู่จากการปฏิบัติทางสังคมของมนุษย์โดยเฉพาะ
สำหรับฮาร์ทแล้ว เห็นว่า การที่สังคมจะดำรงอยู่ได้นั้นจะต้องมีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ที่กำหนดพันธะหน้าที่ในรูปกฎหมาย (Legal Obligation Rule) เพื่อจำกัดควบคุมความรุนแรง การลักขโมยทรัพย์สินและการหลอกลวงกัน มนุษย์จะค้นพบเสมอว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับตัวเขา เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์เองซึ่งมีลักษณะผสมผสานในตัว ทั้งความเห็นแก่ตัวและความต้องการช่วยเหลือเกื้อกูลกันหรือการเห็นแก่ผู้อื่น บวกกับความปรารถนาในทุกคนที่ต้องการให้ชีวิตอยู่รอด รวมทั้งความจำกัดของทรัพยากรในโลก และความจำกัดในสติปัญญาความสามารถซึ่งมีอยู่ในคนทั่วไป
ในทรรศนะของฮาร์ท กลุ่มสังคมใดก็ตามที่เชื่อว่าอยู่กันอย่างมีกฎเกณฑ์ (Rule) จะต้องมีความจริงสำคัญสองประการปรากฏให้เห็น ประการแรก คือสมาชิกทั่วไปจะต้องประพฤติปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เหมือน ๆ กัน การที่ผู้คนยินยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการแสดงออกถึง “ลักษณะภายนอก” ของกฎเกณฑ์ซึ่งมีสภาพให้คนทั่วไปต้องปฏิบัติตาม ประการที่สอง จะต้องมีสิ่งที่สะท้อนถึงการมีลักษณะภายในของกฎเกณฑ์ หรือความรู้สึกนึกคิดภายในของบุคคลที่เห็นพ้องต่อกฎหมายที่ใช้บังคับ ซึ่งเห็นได้จากท่าทีที่สะท้อนออกถึงการวิพากษ์วิจารณ์หรือปฏิกิริยาของผู้คนส่วนใหญ่ของสังคมที่กระทำต่อบุคคลซึ่งฝ่าฝืนหรือแสดงท่าจะฝ่าฝืนบรรทัดฐานของการประพฤติที่ปรากฏในกฎเกณฑ์ของสังคม และเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อันเกิดจากการยอมรับโดยทั่วไปว่า บรรทัดฐานของการประพฤติดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมอย่างแท้จริง
และที่สำคัญ กฎเกณฑ์ (Rule) จะมีความแตกต่างกับคำสั่ง (Order) กล่าวคือ กฎเกณฑ์โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นบรรทัดฐานความประพฤติซึ่งไม่สามารถมีอำนาจผูกมัดผู้คนเพียงด้วยเหตุผลว่า มีใครคนหนึ่งที่มีอำนาจต้องการให้มีผู้ปฏิบัติตาม ผู้ที่ออกกฎเกณฑ์นั้นจะต้องมีความชอบธรรมหรือมีอำนาจอันชอบธรรมในการบัญญัติกฎนั้นขึ้นมา โดยที่อำนาจอันชอบธรรมนั้นจะต้องได้มาจากกฎเกณฑ์อื่นที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจนั้น ๆ ไม่ใช่อำนาจที่เกิดขึ้นมาลอย ๆ ดังเช่นคำสั่งของมือปืนหรือผู้เป็นหัวหน้าแก๊งคนใดคนหนึ่ง (คำสั่งของโจร)
นอกจากนั้น ฮาร์ทยังประกาศว่าตัวเขาเป็นนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย จากสิ่งที่เขายืนยันว่า กฎหมายและศีลธรรมไม่จำเป็นต้องเกี่ยวโยงกันเสมอไป และการดำรงอยู่หรือความสมบูรณ์ของกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องแยกออกจากเรื่องความชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมภายในกฎหมายนั้น ๆ ถึงแม้ฮาร์ทจะยอมรับว่าบ่อยครั้งทีเดียวที่บางเรื่องของกฎหมายและศีลธรรมจะมีความคาบเกี่ยวกัน แต่เขาก็ยืนยันว่าความจริงนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ในทุกความหมายแล้วกฎหมายจะมีที่มาจากหลักทางศีลธรรม และไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีจุดเชื่อมโยงทางความคิดที่จำเป็นบางประการระหว่างกฎหมายและศีลธรรม การดำรงอยู่ของกฎหมายนั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงทางสังคมที่ซับซ้อนหลาย ๆ ประการ ด้วยเหตุนี้กฎหมายทั้งหมดจึงเปิดช่องให้ทำการวิจารณ์เชิงศีลธรรมได้ และฮาร์ทได้ยอมรับอย่างเปิดเผยในท้ายที่สุดว่า โดยพื้นฐานแท้จริงแล้ว การยึดมั่นของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายในบทสรุปของแนวความคิดเรื่องการแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมนั้น ในตัวของมันวางอยู่บนเหตุผลทางศีลธรรม ซึ่งจากบทสรุปในแนวคิดของปฏิฐานนิยมทางกฎหมายที่ไม่ได้ยืนยันว่ากฎหมายที่ดำรงอยู่นั้นเป็นสิ่งเดียวกับศีลธรรมที่จะต้องถูกต้องดีงามเสมอไป บทสรุปเช่นนี้ยังนับเป็นการสนับสนุนหลักการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมที่เปิดกว้างให้มีการวิพากษ์วิจารณ์และปฏิรูปแก้ไขกฎหมายที่ตราขึ้นได้เสมอ
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว มีความเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ยืนยันว่าบทสรุปพื้นฐานของทฤษฎีกฎหมายดังกล่าวในเรื่องการแยกกฎหมายหรือความสมบูรณ์ของกฎหมายออกจากศีลธรรมหรือหลักคุณค่าใด ๆ ทั้งนี้เพราะที่ผ่านมานั้น ในการออกกฎหมายมาเพื่อบังคับใช้นั้น มีบทบัญญัติของกฎหมายหลายเรื่องที่ตราออกมาโดยไม่เกี่ยวกับศีลธรรม เป็นเพียงหลักกฎหมายที่นักกฎหมายหรือผู้มีอำนาจในการออกกฎหมายได้สร้างหลักกฎหมายขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในคดีที่สลับซับซ้อนโดยที่ไม่มีหลักของศีลธรรมอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นตามหลักการของประชาธิปไตยเสรีนิยมย่อมสามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์และขอให้มีการแก้ไขได้เสมอ
หมายเหตุ นักศึกษาอาจมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นได้ โดยให้เหตุผลตามบทสรุปพื้นฐานของทฤษฎีกฎหมายดังกล่าว
ข้อ 2. แนวความคิดเชิงนิติปรัชญาของสามนักคิดสำคัญชาวเยอรมันที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยเดียวกันในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 : ซาวิญยี่ (Friedrich Carl von Savigny), มาร์กซ์ (Karl Marx) และเยียริ่ง (Rudolf von Jhering) มีความคล้ายคลึงกันหรือไม่อย่างไรเมื่อพิจารณาในแง่เนื้อหาสาระ รากฐานความคิด และอุดมการณ์ทางสังคมการเมือง ในทรรศนะอิสระของนักศึกษา แนวคิดใดดังกล่าวมีความถูกต้องสมจริงในการปรับใช้ในยุคสมัยปัจจุบัน
ธงคำตอบ
แนวความคิดเชิงนิติปรัชญาของสามนักคิดดังกล่าว ได้แก่ ซาวิญยี่ มาร์กซ์ และเยียริ่งนั้น แต่ละคนจะมีแนวความคิดเชิงนิติปรัชญาที่แตกต่างกันดังนี้
1. แนวความคิดของซาวิญยี่
แนวความคิดของซาวิญยี่ที่ว่า “กฎหมายของชาติใดย่อมเป็นไปตามประวัติศาสตร์ของชาตินั้น” มีที่มาจากสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์จากช่วงของการปฏิวัติฝรั่งเศสประกอบกับช่วงเวลาที่ให้ความสำคัญของชาติ ซึ่งจากแนวความคิดของซาวิญยี่ดังกล่าว แสดงให้เห็นความคิดของซาวิญยี่ที่ได้อธิบายว่า กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีอำนาจจะกระทำตามอำเภอใจ แต่กฎหมายนั้นเป็นผลผลิตต่อสังคมที่มีรากเหง้าในประวัติศาสตร์ของประชาชน กำเนิดและเติบโตจากประสบการณ์และหลักความประพฤติทั่วไปของประชาชน ซึ่งปรากฏในรูปประเภทหรือจิตวิญญาณร่วมของประชาชน กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นตามใจชอบ แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยตัวของมันเองแล้วเติบโตเปลี่ยนแปลงคลี่คลายไปตามประวัติศาสตร์ หรือลักษณะของชนชาติเหมือนกับต้นไม้ คน หรือสัตว์ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะค่อย ๆ เติบโตไปตามหลักเกณฑ์วิวัฒนาการ หรือกฎหมายเปรียบเสมือนภาษาประจำชาติ ซึ่งจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการไป ทั้งนี้เพราะกฎหมายเป็นผลผลิตของชนชาติ กฎหมายของชนชาติใดย่อมเป็นไปตามความคิดความรู้สึกของชนชาติหรือที่เรียกว่าจิตวิญญาณของชนชาติ โดยเขาอธิบายว่าชนชาติแต่ละชนชาติมีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ความคิด ความรู้สึกหรือจิตใจย่อมแตกต่างกัน กฎหมายของแต่ละชนชาติเกิดจากจิตวิญญาณของชนชาติที่แสดงออกเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีหรือเป็นกฎหมายประเพณีเป็นสำคัญ
ดังนั้น ซาวิญยี่จึงเสนอว่า ในการบัญญัติกฎหมายจะต้องศึกษาถึงจารีตประเพณีของชนชาติก่อน ฉะนั้นก่อนที่จะมีประมวลกฎหมายจะต้องรู้จารีตประเพณีของชนชาติ ความคิดของซาวิญยี่จึงเน้นจารีตประเพณีและเน้นประวัติศาสตร์ของชนชาติ
2. แนวความคิดของมาร์กซ์
“ทฤษฎีกฎหมายของฝ่ายมาร์กซิสต์” (The Marxist Theory of Law) เป็นทฤษฎีทางกฎหมายของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มองกฎหมายว่าเป็นเพียงกลไกเพื่อรับใช้ประโยชน์ของคนบางกลุ่มบางชนชั้นที่มีอำนาจในสังคม ไม่ใช่เป็นกลไกที่มีความเป็นอิสระในการใช้ประนีประนอมผลประโยชน์ขัดแย้งทั้งหลาย
เนื่องจากตัวมาร์กซ์เองแล้ว เขาเป็นคนค่อนข้างจะเย้ยหยันต่อบทบาทของกฎหมายในระบบทุนนิยม จึงทำให้มีการสรุปธรรมชาติหรือบทบาทของกฎหมายเป็น 3 ประการ คือ
(1) กฎหมายเป็นผลผลิตหรือผลสะท้อนของโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ โดยที่รูปแบบและเนื้อหาของกฎหมายจะแปรเปลี่ยนไปตามความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในสังคมนั้น ๆ โดยมองว่า สังคม ศาสนา วัฒนธรรม การเมือง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคม ล้วนถูกกำหนดโดยระบบการผลิตหรือระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ซึ่งสมมติให้เป็นโครงสร้างส่วนบนของสังคมซึ่งวางอยู่บนฐานของระบบเศรษฐกิจหรือโครงสร้างส่วนล่างของสังคม ซึ่งกฎหมายก็ถือเสมือนว่าเป็นโครงสร้างส่วนบนของสังคม โดยที่รูปแบบและเนื้อหาของกฎหมายนั้นจะเป็นผลสะท้อนของระบบเศรษฐกิจหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
(2) กฎหมายเป็นเสมือนเครื่องมือหรืออาวุธที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อปกป้องอำนาจของตน กฎหมายเป็นเครื่องมือขี่ของชนชั้นปกครอง เป็นข้อสรุปที่มาจาก “คำประกาศของพรรคคอมมิวนิสต์” ที่มาร์กซิสต์และเองเกลส์เขียนขึ้นเพื่อกล่าวเสียดสีกฎหมายของชนชั้นเจ้าสมบัติ จึงทำให้นักทฤษฎีมาร์กซิสต์ทั่วไปมองกฎหมายว่าไม่ได้เกิดจากเจตนาร่วมหรือเจตจำนงทั่วไปของประชาชน แต่กฎหมายนั้นเป็นเพียงการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของชนชั้นปกครอง
(3) ในสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์ กฎหมายในฐานะที่เป็นเครื่องมือของการควบคุมสังคมจะเหือดหาย (Withering Away) และสูญสิ้นไปในที่สุด เป็นการสรุปความเอาเองของบรรดาเหล่าสาวกของมาร์กซ์ที่ตีความของบุคคลจากงานเขียนของเองเกลส์ ชื่อ “Anti-Duhring” ที่กล่าวพยากรณ์ว่า สังคมคอมมิวนิสต์ในอนาคต รัฐหรือรัฐบาลของบุคคลจะเหือดหายและไร้ความจำเป็นในการดำรงอยู่อีกต่อไป ซึ่งเองเกลส์พูดถึงแต่รัฐเท่านั้นไม่ได้พูดถึงกฎหมาย
3. แนวความคิดของเยียริ่ง
แนวความคิดทางกฎหมายของเยียริ่งนั้น เป็นแนวความคิดทางทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา ซึ่งหมายถึง การนำเอาสังคมวิทยาไปใช้ในทางนิติศาสตร์ (นิติปรัชญา) เพื่อสร้างทฤษฎีกฎหมายและทฤษฎีที่ได้ก็จะนำไปสร้างกฎหมายอีกชั้นหนึ่งนั่นเอง เป็นทฤษฎีทางกฎหมายที่ก่อตัวขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของตะวันตก มีที่มาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป ซึ่งความก้าวหน้าของสังคมและเศรษฐกิจในช่วงนั้นได้ก่อให้เกิดปัญหาสังคมโดยเฉพาะจากกลุ่มนายทุนและผู้ใช้แรงงาน มีการเอารัดเอาเปรียบ การกดขี่ข่มเหง จึงทำให้เกิดแนวคิดนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยาขึ้น โดยมีหลักการคือ การนำกฎหมายมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม โดยเฉพาะการสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวมหรืออรรถประโยชน์ของสังคม และเป็นเครื่องมือสำหรับคานผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคมให้เกิดความสมดุล โดยเยียริ่งเน้นความสำคัญของวัตถุประสงค์ โดยถือว่าวัตถุประสงค์เป็นผู้สร้างกฎหมายทั้งหมด ไม่มีกฎเกณฑ์ทางกฎหมายใด ๆ ที่ไม่มีวัตถุประสงค์ กฎหมายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกระทำของมนุษย์ ต้นเหตุสำคัญของกฎหมายอยู่ที่การเป็นเครื่องมือเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม วัตถุประสงค์ของกฎหมายอยู่ที่การปกป้องหรือขยายการปกป้องผลประโยชน์ของสังคม โดยเยียริ่งแบ่งผลประโยชน์ออกเป็น 3 ประเภท คือ
-
ผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล
-
ผลประโยชน์ของรัฐ
-
ผลประโยชน์ของสังคม
บทบาทของกฎหมายในแนวของเยียริ่ง จึงเป็นเรื่องของบทบาททางสังคมของกฎหมายในการสร้างความสมดุลหรือการจัดลำดับขั้นของความสำคัญระหว่างผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลกับผลประโยชน์ของสังคม
ดังนั้น จะเห็นได้ว่าแนวความคิดเชิงนิติปรัชญาของสามนักคิดจะแตกต่างกัน กล่าวคือ แนวความคิดของสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ (ซาวิญยี่) จะมีฐานคิดว่า การบัญญัติกฎหมายจะต้องเน้นถึงจารีตประเพณีและประวัติศาสตร์ของชนชาติ ส่วนทฤษฎีนิติศาสตร์เชิงสังคมวิทยา (เยียริ่ง) จะมีฐานคิดทางกฎหมายแนวปฏิฐานนิยม กฎหมายเป็นพลังทางสังคม โดยเชื่อมั่นต่อกฎหมายว่าสามารถเป็นเครื่องมือในการไกล่เกลี่ยและคานผลประโยชน์อันขัดแย้งในสังคมให้เกิดความสมดุลและเป็นธรรมได้ ขณะที่ฝ่ายทฤษฎีกฎหมายของฝ่ายมาร์กซิสต์ มีฐานคิดแนววัตถุนิยม เศรษฐศาสตร์การเมือง ซึ่งไม่เชื่อถือศรัทธาต่อกฎหมายอันนำไปสู่บทสรุปที่เชื่อว่า เศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดสำคัญต่อกฎหมาย กฎหมายคือการเมือง เป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครองและความเชื่อต่อการเหือดหายของกฎหมาย ในท้ายที่สุดเมื่อเข้าสู่สังคมคอมมิวนิสต์อันสมบูรณ์
และจากแนวคิดเชิงนิติปรัชญาของสามนักคิดดังกล่าว ในทรรศนะของข้าพเจ้า เห็นว่า แนวคิดที่มีความถูกต้องสมจริงที่จะนำมาปรับใช้ในยุคปัจจุบันได้แก่แนวคิดของซาวิญยี่ที่ว่า กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีอำนาจจะกระทำตามอำเภอใจ กฎหมายย่อมสามารถปรับปรุงแก้ไขเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการไปตามสถานการณ์โดยคำนึงถึงความคิดและความรู้สึกของชนชาติหรือประชาชน และแนวคิดของเยียริ่งที่ว่า กฎหมายย่อมนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสังคมส่วนรวม และเป็นเครื่องมือสำหรับคานผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคมให้เกิดความสมดุล ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหรืออาวุธเพื่อปกป้องอำนาจของตน
หมายเหตุ นักศึกษาอาจมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่นได้ โดยให้เหตุผลตามแนวคิดเชิงนิติปรัชญาของสามนักคิดดังกล่าว
ข้อ 3. นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ต่อบทวิพากษ์ที่ว่า ภายใต้ปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมในสภาพที่เป็นจริง เจตจำนงขององค์รัฏฐาธิปัตย์จัดเป็นแหล่งที่มาของกฎหมายมากกว่าคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ (ซึ่งมีบางฝ่ายถือเป็นเสมือนรัฐธรรมนูญ) หรือหลักธรรมทางพุทธศาสนา
เพราะเหตุใดการก่อตัวหรือการพัฒนาวัฒนธรรมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียมกันในสังคมไทยสมัยใหม่ จึงมิได้ถือกำเนิดขึ้นจากอิทธิพลความคิดของปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมดังกล่าว
ธงคำตอบ
“หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย” เป็นหลักบรรทัดฐานทางกฎหมายของพระธรรมศาสตร์ ที่สรุปอนุมานขึ้นมาจากเนื้อหาสาระสำคัญของพระธรรมศาสตร์ โดยอาจจะเรียกเป็นหลักบรรทัดฐานสูงสุดทางกฎหมาย 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายทั่วไป 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายธรรมชาติ 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ก็ได้สุดแท้แต่จะเรียก ซึ่งมีดังต่อไปนี้
-
กฎหมายมิได้เป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินที่อาจจะมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ
-
กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม
-
จุดหมายแห่งกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อความสุขสถาพรหรือเพื่อประโยชน์ของราษฎร
-
การใช้อำนาจทางกฎหมายของพระมหากษัตริย์ (หรือผู้ปกครอง) ต้องกระทำบนพื้นฐานของหลักทศพิธราชธรรม
และเมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าไม่มีเนื้อหาที่ส่งเสริมหรือให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาคเท่าเทียมกันของราษฎรแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะลักษณะที่สำคัญของปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม จะต้องอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม กล่าวคือกฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนหลักพุทธธรรม พระธรรมศาสตร์ ทศพิธราชธรรม รวมทั้งจตุรธรรมแห่งกฎหมายไทยอันเป็นธรรมนิยมแบบพุทธ และขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดกับอิทธิพลความคิดฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิเทวราช และความเป็นจริยธรรมการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผสมผสานหรือคู่ขนานกลมกลืนกันไป
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาสาระของหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงเห็นด้วยกับบทวิพากษ์ว่ากฎหมายและการใช้อำนาจตามกฎหมายในสภาพที่เป็นจริง เป็นภาพสะท้อนแห่งเจตจำนงของรัฏฐาธิปัตย์และพระมหากษัตริย์ มากกว่าการเป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ รวมทั้งไม่ใช่กฎหมายที่เป็นหลักประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันมั่นคงใด ๆ ทั้งนี้เพราะถึงแม้ว่าตามหลักปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมนั้น จะตั้งอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยแนวความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดอยู่กับอิทธิพลความคิดฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิเทวราช รวมทั้งแนวความคิดระบบศักดินา ซึ่งอิทธิพลเป็นอย่างมากในสมัยอยุธยา จนทำให้การใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมมีลักษณะเป็นมาตรฐานสองชั้นที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น ในสมัยอยุธยานั้น พระราชโองการของพระมหากษัตริย์จะไม่ใช่คำสั่งของมนุษย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอีกต่อไป แต่กลายเป็นเทวโองการที่มนุษย์ธรรมดาไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดแย้งหรือวิจารณ์หรือแม้แต่จะแสดงความคิดเห็นไปในทางใดทั้งสิ้น เป็นต้น
เมื่อความคิดเชิงธรรมนิยมหรืออำนาจนิยมในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม มุ่งเน้นศีลธรรมแบบดั้งเดิม และอนุรักษนิยมภายใต้โครงสร้างสังคมแบบศักดินา ซึ่งไม่มีการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียมกัน ดังนั้นการก่อตัวหรือพัฒนาวัฒนธรรมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียมกันในสังคมไทยสมัยใหม่ จึงไม่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมดังกล่าวนั้นแต่อย่างใด แต่จะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากการปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกตามแนวคิดเสรีนิยมตะวันตก โดยเริ่มมีการปฏิรูปตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ) ซึ่งเกี่ยวพันกับเหตุปัจจัยอันซับซ้อน ทั้งกระแสปฏิรูปความคิดทางพุทธศาสนาแบบมนุษยนิยมและธรรมยุติกนิกาย อิทธิพลของวิทยาการตะวันตก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับจากการทำสนธิสัญญาเบาริ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับพลังกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก ตลอดจนเหตุปัจจัยทางการเมืองภายในอันเกี่ยวกับอำนาจเสนาบดีตระกูลบุนนาค
ซึ่งการก่อตัวหรือพัฒนาวัฒนธรรมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดังกล่าว ทำให้เกิดแผนการปฏิรูปสังคมไทยให้เข้าสู่แบบวิถีสังคมสมัยใหม่แบบตะวันตก และแผนปฏิรูปสังคมนับว่าเป็นเหตุที่มาของการปฏิรูปสถาบัน และองค์กรต่าง ๆ ตามมา รวมทั้งการปฏิรูประบบราชการ การคลัง และโดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมาย ทำให้ปรัชญากฎหมายไทยแบบเดิมที่อิงอยู่กับพระธรรมศาสตร์เสื่อมลงอย่างมาก พร้อมกันนั้นปรัชญากฎหมายตะวันตกก็เริ่มปรากฏตัวขึ้น