การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4107 (LAW 4007) นิติปรัชญา

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. เพราะเหตุใด สำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ (Historical School of Law) จึงคัดค้านต่อปรัชญากฎหมายธรรมชาติทั้งในแง่วิธีคิดและการปรับใช้ซึ่งมีมิติด้านอุดมการณ์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ต่อข้อคัดค้านดังกล่าวโดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสถานะและบทบาทความสำคัญของปรัชญากฎหมายธรรมชาติร่วมสมัย/สมัยใหม่ และความเป็นจริงของกระแสอนุรักษ์-จารีตนิยมในสังคมการเมืองไทยปัจจุบัน

ธงคำตอบ

เหตุที่สำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ (Historical School of Law) คัดค้านไม่เห็นด้วยกับปรัชญากฎหมายธรรมชาติทั้งในแง่วิธีคิดและการปรับใช้โดยมีมิติด้านอุดมการณ์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น เป็นเพราะแนวคิดของกฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่ มีจุดเด่นในฐานความคิดแบบเหตุผลนิยม (มีเหตุผล) สากลนิยม (หลักสากลหรือประเทศต่าง ๆ ยอมรับ) มีการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีศีลธรรมเชิงกระบวนการ (การมีศีลธรรมภายในกฎหมายหรือเป็นกฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ) ซึ่งนักคิดที่มีแนวความคิดดังกล่าวที่สำคัญ คือ ลอน ฟุลเลอร์ (Lon Fuller)

ลอน ฟุลเลอร์ (Lon Fuller) นักคิดคนสำคัญของปรัชญากฎหมายธรรมชาติร่วมสมัย มีผลงานเรื่อง “ศีลธรรมภายในกฎหมาย” กล่าวว่าสาระสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกฎหมายจนกลายเป็น “วัตถุประสงค์” กำกับอยู่คือความจำเป็นที่ต้องมีศีลธรรมดำรงอยู่ในกฎหมาย ดังเงื่อนไขสำคัญ 8 ประการที่ฟุลเลอร์ถือเสมือนว่าเป็นบการมีศีลธรรมภายในกฎหมายหรือเป็น “กฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ” ได้แก่

  1. จะต้องมีลักษณะทั่วไป

  2. จะต้องถูกตีพิมพ์เผยแพร่ให้ปรากฏแก่สาธารณะ

  3. จะต้องไม่มีผลย้อนหลัง

  4. จะต้องมีความชัดแจ้งและสามารถเข้าใจได้

  5. จะต้องไม่เป็นการกำหนดบังคับในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

  6. จะต้องไม่มีความขัดแย้งกัน

  7. จะต้องมีความมั่นคง แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป

  8. จะต้องมีความกลมกลืนกันระหว่างกฎเกณฑ์ที่ถูกประกาศใช้กับการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันเป็นเรื่องของความสอดคล้องระหว่างการกระทำของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและตัวบทกฎหมายที่ประกาศใช้

ส่วน สำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ (Historical School of Law) มีแนวคิดว่า กฎหมายไม่ใช่สิ่งที่ผู้มีอำนาจจะกระทำตามอำเภอใจโดยพลการ แต่กฎหมายเป็นผลผลิตของสังคมที่มีรากเหง้าหยั่งลึกลงไปในประวัติศาสตร์ของประชาชาติ กำเนิดและเติบโตจากประสบการณ์และหลักประพฤติทั่วไปของประชาชน ซึ่งปรากฏในรูปจารีตประเพณีหรือจิตวิญญาณร่วมของประชาชน กล่าวคือ สำนักคิดนี้อธิบายว่า กฎหมายคือ จิตวิญญาณร่วมกันของคนในชาติ และที่มาของกฎหมายคือ จารีตประเพณี นั่นเอง

เหตุผลที่แนวคิดของสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์อธิบายเช่นนั้น เพราะพื้นฐานที่มาของเยอรมันในขณะนั้นได้รับอิสรภาพจากการปกครองของฝรั่งเศส ทำให้เกิดการปลุกกระแสความรักชาติด้วยอารมณ์ หัวใจ และจิตวิญญาณความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนในชาติ และความพยายามสร้างกฎหมายที่กำเนิดและเกิดขึ้นมาจากประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชาติที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันของคนเยอรมัน โดยมีพื้นฐานที่เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับจารีตประเพณีที่คนในชาติปฏิบัติกันมาตั้งแต่ต้น กำเนิดและเติบโตหยั่งลึกลงไปในจิตวิญญาณของชนในชาติที่พร้อมจะยึดถือและปฏิบัติร่วมกัน กฎหมายของสำนักคิดนี้จึงถือเป็นจิตวิญญาณร่วมกันของคนในชาตินั้น และมีที่มาจากจารีตประเพณีที่มีความแตกต่างกับชาติอื่น ๆ และถือว่ากฎหมายของชาติหนึ่งจะนำกฎหมายของอีกชาติหนึ่งมาใช้ไม่ได้

มองโดยภาพรวมแล้วแนวความคิดของสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ เน้นไปที่เรื่องราวของอดีตเกือบทั้งหมด แม้นกระทั่งสิ่งที่เรียกว่า “จิตสำนึกร่วมของประชาชน” (Common Consciousness of the People) การที่จะรู้ถึงจิตสำนึกร่วมของประชาชนได้ก็โดยการศึกษาถึงภูมิประวัติศาสตร์ของชนชาตินั้น ๆ เป็นสำนักที่ยกย่องเชิดชูประวัติศาสตร์ รากฐานของสังคมในอดีต หรือการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในลักษณะอารมณ์แบบโรแมนติก (Romantic) ให้ความสำคัญกับอดีตมากเกินไปจนละเลยต่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม รวมถึงการละเลยถึงภูมิปัญญาของปัจเจกชน

หมายเหตุ สำหรับทัศนะของนักศึกษานั้น จะเห็นด้วยหรือไม่ต่อข้อคัดค้านดังกล่าว เป็นอิสระทางความคิดของนักศึกษา เพียงแต่การแสดงออกควรเน้นถึงจุดเด่นและจุดด้อยของความคิดอนุรักษนิยมหรือชาตินิยมทางกฎหมาย เมื่อเปรียบเทียบกับความคิดแบบสากลนิยม/มนุษยนิยมในปรัชญากฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่ และความเป็นจริงของกระแสอนุรักษ์-จารีตนิยมในสังคมการเมืองไทยในปัจจุบัน

ข้อ 2. เพราะเหตุใด ทฤษฎีกฎหมายแนวมาร์กซิสต์ (Marxist Legal Theory) จึงไม่ให้การยอมรับต่อคุณค่าหรือความสำคัญของหลักนิติธรรม (The Rule of Law) และเป็นไปได้หรือไม่ที่การยึดมั่นปฏิบัติตามหลักนิติธรรมอาจนำไปสู่การบัญญัติกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเชิงเนื้อหาสาระ

ธงคำตอบ

หลักนิติธรรม (Rule of Law) หมายถึง “การเคารพเชื่อฟังต่อกฎหมาย หรือหมายถึง การที่รัฐบาลต้องปกครองด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้กฎหมาย” ดังวลีสมัยใหม่ที่ว่า “รัฐบาลโดยกฎหมาย มิใช่โดยตัวบุคคล” ซึ่งหลักนิติธรรมจะสัมพันธ์อยู่กับเรื่องกฎหมาย เหตุผลและศีลธรรม เสรีภาพของประชาชนและรัฐ ความยุติธรรม ความเสมอภาค และเป็นที่เข้าใจกันกว้าง ๆ ว่าหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลและความเป็นธรรม

หลักนิติธรรมของฟุลเลอร์ (Lon Fuller) นั้น ปรากฏอยู่ในหลักกฎหมายธรรมชาติ ซึ่งมีแนวคิดว่าสาระสำคัญที่ขาดไม่ได้ของกฎหมายจนกลายเป็นวัตถุประสงค์กำกับอยู่ก็คือ ความจำเป็นที่ต้องมีศีลธรรมดำรงอยู่ในกฎหมายดังเงื่อนไขสำคัญ 8 ประการที่ฟุลเลอร์ถือเสมือนว่าเป็นการมีศีลธรรมภายในกฎหมาย หรือเป็นกฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ ได้แก่

  1. จะต้องมีลักษณะทั่วไป

  2. จะต้องถูกตีพิมพ์เผยแพร่ให้ปรากฏแก่สาธารณะ

  3. จะต้องไม่มีผลย้อนหลัง

  4. จะต้องมีความชัดแจ้งและสามารถเข้าใจได้

  5. จะต้องไม่เป็นการกำหนดบังคับในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

  6. จะต้องไม่มีความขัดแย้งกัน

  7. จะต้องมีความมั่นคง แน่นอน ไม่เปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป

  8. จะต้องมีความกลมกลืนกันระหว่างกฎเกณฑ์ที่ถูกประกาศใช้กับการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ อันเป็นเรื่องของความสอดคล้องระหว่างการกระทำของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและตัวบทกฎหมายที่ประกาศใช้

คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (International Commission of Jurists : ICJ) มีแนวคิดเกี่ยวกับหลักนิติธรรมว่า หมายถึง หลักการ สถาบัน และกระบวนการที่ไม่จำต้องเป็นสิ่งเดียวกัน แต่คล้ายคลึงกันโดยทั่วไป ซึ่งจากประสบการณ์และประเพณีของนักกฎหมายในประเทศต่าง ๆ ในโลกซึ่งมีโครงสร้างการเมืองและพื้นฐานทางเศรษฐกิจแตกต่างกัน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า หลักการ สถาบัน และกระบวนการนี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการปกครองปัจเจกบุคคลจากรัฐบาลที่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ และทำให้เขาสามารถชื่นชมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ โดยถือว่าเป็นหน้าที่ของการนิติบัญญัติในสังคมแห่งเสรีภาพภายใต้หลักนิติธรรมที่จะต้องสร้างสรรค์และคงไว้ซึ่งเงื่อนไขที่จะส่งเสริมศักดิ์ศรีของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล ศักดิ์ศรีดังกล่าวมีความหมายเรียกร้องให้มีการยอมรับในสิทธิทางแพ่งและทางการเมืองเท่านั้น แต่หากหมายรวมถึงการสถาปนาเงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษา และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาบุคลิกภาพในตัวมนุษย์อย่างเต็มที่

ส่วน “ทฤษฎีกฎหมายของฝ่ายมาร์กซิสต์” (The Marxist Theory of Law) เป็นทฤษฎีทางกฎหมายของคาร์ล มาร์กซ์ ที่มองกฎหมายว่าเป็นเพียงกลไกเพื่อรับใช้ประโยชน์ของคนบางกลุ่มบางชนชั้นที่มีอำนาจในสังคม มิใช่เป็นกลไกที่มีความเป็นอิสระในการใช้ประนีประนอมผลประโยชน์ขัดแย้งทั้งหลาย

เนื่องจากตัวมาร์กซ์เองแล้วเขาเป็นคนค่อนข้างจะเย้ยหยันต่อบทบาทของกฎหมายในระบบทุนนิยม จึงทำให้มีการสรุปธรรมชาติหรือบทบาทของกฎหมายเป็น 3 ประการ คือ

  1. กฎหมายเป็นผลผลิตหรือผลสะท้อนของโครงสร้างทางเศรษฐกิจหรือเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ โดยที่รูปแบบและเนื้อหาของกฎหมายจะแปรเปลี่ยนไปตามความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในสังคมนั้น ๆ โดยมองว่าสังคม ศาสนา วัฒนธรรม การเมือง กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคม ล้วนถูกกำหนดโดยระบบการผลิตหรือระบบเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ ซึ่งสมมติให้เป็นโครงสร้างส่วนบนของสังคมซึ่งวางอยู่บนฐานของระบบเศรษฐกิจหรือโครงสร้างส่วนล่างของสังคม ซึ่งกฎหมายก็ถือเสมือนว่าเป็นโครงสร้างส่วนบนของสังคม โดยที่รูปแบบและเนื้อหาของกฎหมายนั้นจะเป็นผลสะท้อนของระบบเศรษฐกิจหรือการพัฒนาทางเศรษฐกิจ

  2. กฎหมายเป็นเสมือนเครื่องมือหรืออาวุธที่ชนชั้นปกครองสร้างขึ้นเพื่อปกป้องอำนาจของตน กฎหมายเป็นเครื่องมือกดขี่ของชนชั้นปกครอง เป็นข้อสรุปที่มาจาก “คำประกาศของพรรคคอมมิวนิสต์” ที่มาร์กซิสต์และเองเกลส์เขียนขึ้นเพื่อกล่าวเสียดสีกฎหมายของชนชั้นเจ้าสมบัติ จึงทำให้นักทฤษฎีมาร์กซิสต์ทั่วไปมองกฎหมายว่าไม่ได้เกิดจากเจตนาร่วมหรือเจตจำนงทั่วไปของประชาชน แต่กฎหมายนั้นเป็นเพียงการแสดงออกซึ่งเจตจำนงของชนชั้นปกครอง

  3. ในสังคมคอมมิวนิสต์ที่สมบูรณ์ กฎหมายในฐานะที่เป็นเครื่องมือของการควบคุมสังคมจะเหือดหาย (Writering Away) และสูญสิ้นไปในที่สุด เป็นการสรุปความเอาเองของบรรดาเหล่าสาวกของมาร์กซ์ที่มีความของบุคคลจากงานเขียนของเองเกลส์ชื่อ Anti-Duhring ที่กล่าวพยากรณ์ว่า สังคมคอมมิวนิสต์ในอนาคต รัฐหรือรัฐบาลของบุคคลจะเหือดหายไร้ความจำเป็นในการดำรงอยู่อีกต่อไป ซึ่งเองเกลส์พูดถึงแต่รัฐเท่านั้นไม่ได้พูดถึงกฎหมาย

จากแนวความคิดหลักนิติธรรมของฟุลเลอร์เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับทฤษฎีกฎหมายของฝ่ายมาร์กซิสต์แล้ว จะเห็นได้ว่าทฤษฎีกฎหมายของฝ่ายมาร์กซิสต์จะไม่ให้การยอมรับต่อคุณค่าหรือความสำคัญของหลักนิติธรรมหรือหลักความเป็นใหญ่ของกฎหมายที่เป็นธรรมในการปกครอง แต่วิพากษ์หลักนิติธรรมในแง่มายาคติของอุดมการณ์ทางกฎหมายแบบเสรีนิยม

การยึดมั่นปฏิบัติตามหลักนิติธรรมโดยเฉพาะตามแนวคิดของฟุลเลอร์นั้น อาจนำไปสู่การบัญญัติกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเชิงเนื้อหาสาระได้ เพราะหากตีความหมายหรือยึดความหมายของหลักนิติธรรม (อย่างแคบ) ของฟุลเลอร์แล้ว จะเน้นรูปแบบที่เป็นทางการและกระบวนการนิติบัญญัติที่ชอบธรรม โดยไม่คำนึงถึงเป้าหมายเชิงคุณค่าหรือเนื้อหาด้านความยุติธรรม หลักการแห่งการเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพตามหลักนิติธรรมของคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ)

ข้อ 3. เพราะเหตุใด ภายใต้คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หรือหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายดั้งเดิมจึงปรากฏบทวิพากษ์ว่ากฎหมาย/การใช้อำนาจตามกฎหมายในสภาพที่เป็นจริง เป็นภาพสะท้อนแห่งเจตจำนงของรัฐาธิปัตย์/พระมหากษัตริย์ มากกว่าการเป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ (ซึ่งมีบางฝ่ายเชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญแห่งกรุงศรีอยุธยา) รวมทั้งหาใช่เป็นกฎหมายที่เป็นหลักประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันมั่นคงใด ๆ ไม่ นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรต่อบทวิพากษ์ดังกล่าว

ธงคำตอบ

“หลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทย” เป็นหลักบรรทัดฐานทางกฎหมายของพระธรรมศาสตร์ที่สรุปอนุมานขึ้นมาจากเนื้อหาสาระสำคัญของพระธรรมศาสตร์ โดยอาจจะเรียกเป็นหลักบรรทัดฐานสูงสุดทางกฎหมาย 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายทั่วไป 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ หรือหลักกฎหมายธรรมชาติ 4 ประการในพระธรรมศาสตร์ก็ได้สุดแท้แต่จะเรียก ซึ่งมีดังต่อไปนี้

  1. กฎหมายมิได้เป็นกฎเกณฑ์หรือคำสั่งของผู้ปกครองแผ่นดินที่อาจจะมีเนื้อหาอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ

  2. กฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์กับธรรมะหรือศีลธรรม

  3. จุดหมายแห่งกฎหมายต้องเป็นไปเพื่อความสุขสถาพรหรือเพื่อประโยชน์ของราษฎร

  4. การใช้อำนาจทางกฎหมายของพระมหากษัตริย์ (หรือผู้ปกครอง) ต้องกระทำบนพื้นฐานของหลักทศพิธราชธรรม

และเมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าไม่มีเนื้อหาที่ส่งเสริมหรือให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความเสมอภาคเท่าเทียมกันของราษฎรแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะลักษณะที่สำคัญของปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม จะต้องอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม กล่าวคือกฎหมายต้องสอดคล้องสัมพันธ์ธรรมะหรือศีลธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนหลักพุทธธรรม พระธรรมศาสตร์ ทศพิธราชธรรม รวมทั้งจตุรธรรมแห่งกฎหมายไทยอันเป็นธรรมนิยมแบบพุทธ และขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดกับอิทธิพลความคิดฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิเทวราช และความเป็นจริยธรรมการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ผสมผสานหรือคู่ขนานกลมกลืนกันไป

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากเนื้อหาสาระของหลักจตุรธรรมแห่งปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมดังกล่าว ข้าพเจ้าจึงเห็นด้วยกับบทวิพากษ์ว่ากฎหมายและการใช้อำนาจตามกฎหมายในสภาพที่เป็นจริง เป็นภาพสะท้อนแห่งเจตจำนงของรัฐาธิปัตย์และพระมหากษัตริย์ มากกว่าการเป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ รวมทั้งไม่ใช่กฎหมายที่เป็นหลักประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอันมั่นคงใด ๆ ทั้งนี้เพราะถึงแม้ว่าตามหลักปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมนั้น จะตั้งอยู่บนกระแสความคิดพื้นฐานในลักษณะธรรมนิยม แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกทับซ้อนด้วยแนวความคิดอำนาจนิยมที่ผูกติดอยู่กับอิทธิพลความคิดฝ่ายพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิเทวราช รวมทั้งแนวความคิดระบบศักดินา ซึ่งมีอิทธิพลเป็นอย่างมากในสมัยอยุธยา จนทำให้การใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์หรือกฎหมายในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมมีลักษณะเป็นมาตรฐานสองชั้นที่ซับซ้อน ตัวอย่างเช่น ในสมัยอยุธยานั้น พระราชโองการของพระมหากษัตริย์จะไม่ใช่คำสั่งของมนุษย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินอีกต่อไป แต่กลายเป็นเทวโองการที่มนุษย์ธรรมดาไม่อยู่ในฐานะที่จะขัดแย้งหรือวิจารณ์หรือแม้แต่จะแสดงความคิดเห็นไปในทางใดทั้งสิ้น เป็นต้น

เมื่อความคิดเชิงธรรมนิยมหรืออำนาจนิยมในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม มุ่งเน้นศีลธรรมแบบดั้งเดิม และอนุรักษนิยมภายใต้โครงสร้างสังคมแบบศักดินา ซึ่งไม่มีการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียมกัน ดังนั้นการก่อตัวหรือพัฒนาวัฒนธรรมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อันเท่าเทียมกันในสังคมไทยสมัยใหม่ จึงไม่ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมดังกล่าวแต่แต่อย่างใด แต่จะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากการปฏิรูปบ้านเมืองให้เป็นสมัยใหม่แบบตะวันตกตามแนวคิดเสรีนิยมตะวันตก โดยเริ่มมีการปฏิรูปตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 4 (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ) ซึ่งเกี่ยวพันกับเหตุปัจจัยอันซับซ้อนทั้งกระแสปฏิรูปความคิดทางพุทธศาสนาแบบมนุษยนิยมและธรรมยุติกนิกาย อิทธิพลของวิทยาการตะวันตก การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนับจากการทำสัญญาเบาว์ริงในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ได้รับพลังกดดันจากมหาอำนาจตะวันตก ตลอดจนเหตุปัจจัยทางการเมืองภายในอันเกี่ยวกับอำนาจเสนาบดีตระกูลบุนนาค

ซึ่งการก่อตัวหรือพัฒนาวัฒนธรรมเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ดังกล่าว ทำให้เกิดแผนการปฏิรูปสังคมไทยให้เข้าสู่แบบวิถีสังคมสมัยใหม่แบบตะวันตก และแผนปฏิรูปสังคมนับว่าเป็นเหตุที่มาของการปฏิรูปสถาบัน และองค์กรต่าง ๆ ตามมา รวมทั้งการปฏิรูประบบราชการ การคลัง และโดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมาย ทำให้ปรัชญากฎหมายไทยแบบเดิมที่อิงอยู่กับพระธรรมศาสตร์ได้เสื่อมลงอย่างมาก พร้อมกันนั้นปรัชญากฎหมายตะวันตกก็เริ่มปรากฏตัวขึ้น

Advertisement