การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ
ข้อแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. มะนาวเกิดที่ประเทศไทยปี พ.ศ. 2550 จากมารดาคนสัญชาติไทยและบิดาคนสัญชาติลาวที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย โดยบิดาและมารดาของมะนาวไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน
ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า มะนาวจะเป็นผู้ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”
วินิจฉัย
กรณีตามปัญหา การที่มะนาวเกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2550 นั้น แม้มะนาวจะเกิดจากบิดาเป็นคนสัญชาติลาวที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายก็ตาม แต่เมื่อมะนาวเกิดหลังปี พ.ศ. 2535 โดยมีมารดาเป็นคนสัญชาติไทย ดังนั้นมะนาวย่อมได้รับสัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิตจากมารดาตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า บุคคลที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
สรุป มะนาวจะได้สัญชาติไทย
ข้อ 2. นายเคนนี่คนสัญชาติไทยมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ทำสัญญาเช่าเครื่องถ่ายเอกสารจำนวน 100 เครื่อง จากนายอดัมคนสัญชาติอเมริกันซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศอังกฤษ และขณะทำสัญญาเครื่องถ่ายเอกสารทั้งหมดนั้นอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเช่ามาแล้วปรากฏว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องถ่ายเอกสารนั้นอยู่ในสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ นายเคนนี่จึงขอเปลี่ยน แต่นายอดัมไม่ยอมเปลี่ยนให้ โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ให้เช่าไม่จำต้องรับผิดในกรณีการชำรุดที่ว่านี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาไว้ว่าจะให้ใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษบังคับแก่สัญญาฉบับนี้
ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่า หากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยจะสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481
มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้
-
กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ
-
กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา
(ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ
(ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ
กรณีตามปัญหา การที่นายเคนนี่คนสัญชาติไทยมีภูมิลำเนาอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำสัญญาเช่าเครื่องถ่ายเอกสารจำนวน 100 เครื่อง จากนายอดัมคนสัญชาติอเมริกันซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศอังกฤษ และขณะทำสัญญาเครื่องถ่ายเอกสารทั้งหมดนั้นอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อเช่ามาแล้วปรากฏว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องถ่ายเอกสารนั้นอยู่ในสภาพชำรุดใช้การไม่ได้ นายเคนนี่จึงขอเปลี่ยน แต่นายอดัมไม่ยอมเปลี่ยนให้ โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ให้เช่าไม่จำต้องรับผิดในกรณีการชำรุดที่ว่านี้ กรณีดังกล่าวหากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่า นายอดัม (ผู้ให้เช่า) จะต้องรับผิดในกรณีที่เครื่องถ่ายเอกสารนั้นอยู่ในสภาพชำรุดใช้การไม่ได้หรือไม่ อันเป็นปัญหาในเรื่องผลของสัญญาไว้พิจารณา ศาลไทยจะสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าวได้หรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งว่าให้นำกฎหมายของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับกับสัญญา (เช่า) ฉบับนี้ ดังนั้น ศาลไทยจึงสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับกับข้อพิพาทดังกล่าวได้ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง
สรุป ศาลไทยสามารถนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าวได้
ข้อ 3. จงอธิบายความผิดฐานฉ้อโกงระหว่างประเทศที่เรียกว่า White Collar Crimes หรือที่เรียกว่าอาชญากรรมคอเชิ้ตขาว
ธงคำตอบ
ความผิดฐานอาชญากรรมคอเชิ้ตขาว (White Collar Crimes) หรืออาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือความผิดฐานฉ้อโกงระหว่างประเทศ หมายถึง การกระทำความผิดที่ผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลที่มีบุคลิกลักษณะที่น่าเชื่อถือ แต่งตัวสะอาด โก้หรู มีตำแหน่งหน้าที่การงาน และมีฐานะทางสังคม โดยใช้โอกาสทางวิชาชีพตำแหน่งหน้าที่การงาน และฐานะชื่อเสียงของตนมาเป็นประโยชน์ในการกระทำความผิด
ลักษณะของการกระทำความผิดประเภทนี้นั้นจะไม่ใช่ความผิดที่มีลักษณะรุนแรงหรือน่ากลัว แต่เป็นการกระทำที่ใช้กลอุบาย และช่องว่างทางวิชาชีพในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นมักมีมูลค่ามหาศาล ซึ่งจะกระทบต่อสังคมและความมั่นคงของประเทศ เช่น ความผิดฐานคอร์รัปชั่น ความผิดเกี่ยวกับการเงินการธนาคาร การยักยอก การฉ้อโกง ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากร รวมทั้งความผิดเกี่ยวกับการผลิตและการค้ายาเสพติด เป็นต้น
ข้อ 4. ข้อใดกล่าวไว้ถูกต้อง จงพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
(ก) ใช้กับความผิดอาญาที่มีโทษจำคุก 1 ปี ขึ้นไป และคดีต้องไม่ขาดอายุความ
(ข) ไม่ใช้กับบุคคลที่เป็นคนชาติรัฐผู้รับคำร้องขอ หรือมีความคุ้มกันทางการทูต
(ค) ใช้กับความผิดทางการเมืองได้
ธงคำตอบ
การส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือ การที่รัฐซึ่งบุคคลนั้นไปปรากฏตัวอยู่ส่งมอบตัวผู้ต้องหาหรือผู้ซึ่งต้องคำพิพากษาให้ลงโทษแล้วไปยังรัฐซึ่งผู้นั้นต้องหาว่าได้กระทำความผิดอาญา หรือถูกพิพากษาให้ลงโทษทางอาญาแล้วในดินแดนของรัฐที่ขอให้ส่งตัว
โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวนั้นไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย
หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ได้แก่
-
บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้
-
ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใด ได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้
-
บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอหรือประเทศที่ถูกขอหรือประเทศที่สามก็ได้
-
ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว
-
ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี
-
บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว
-
ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่าง ๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
-
ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน
-
ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง
สำหรับการส่งผู้ร้ายข้ามแดน กรณีผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูตซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูตนั้น เป็นเหตุยกเว้นไม่ให้ส่งตัวผู้กระทำความผิด หรือผู้ถูกร้องขอให้ส่งตัวที่เกี่ยวกับฐานะพิเศษของผู้กระทำความผิด ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่จะให้หลักเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต ในการที่จะไม่ถูกฟ้องคดีอาญาในประเทศที่ผู้กระทำความผิดไปประจำอยู่ ไม่ว่าผู้กระทำความผิดยังคงอยู่ในประเทศนั้น หรือหลบหนีไปอยู่ในประเทศอื่นแล้วก็ตาม
ดังนั้น กรณีตามปัญหาเมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว
(ก) จะใช้กับความผิดอาญาที่มีโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไป และคดีต้องไม่ขาดอายุความนั้นถูกต้อง เพราะการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นจะใช้กับความผิดอาญาซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี และต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ
(ข) ไม่ใช้กับบุคคลที่เป็นคนชาติรัฐผู้รับคำร้องขอ หรือมีความคุ้มกันทางการทูตนั้นถูกต้อง เพราะแม้ว่าบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ตาม แต่ถ้าบุคคลนั้นเป็นคนชาติรัฐผู้รับคำร้องขอแล้วโดยหลักรัฐผู้รับคำร้องขอจะไม่ส่งตัวบุคคลในสัญชาติของตนให้กับรัฐผู้ร้องขอ และในกรณีที่เป็นบุคคลในคณะผู้แทนทางการทูตซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต จะถือเป็นเหตุยกเว้นไม่ให้ส่งตัวผู้กระทำความผิด
(ค) ใช้กับความผิดทางการเมืองได้ กรณีนี้ไม่ถูกต้อง เพราะการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นจะไม่ใช้กับคดีความผิดทางการเมือง