การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายมีลักษณะสำคัญกี่ประการ อะไรบ้าง ให้ระบุรายละเอียด
ธงคำตอบ
องค์ประกอบของวิชาชีพนักกฎหมายมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ
1. องค์การวิชาชีพ
เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาดอาชีพไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นอาชีพที่มีความสำคัญและความจำเป็นต่อความสงบสุขและความอยู่รอดของสังคม ดังนั้น การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งเข้ามาผูกขาดภาระหน้าที่อันสำคัญต่อสังคมจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมดูแลให้บุคคลกลุ่มนี้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพและมุ่งรับใช้ประโยชน์ของสังคม และควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพไม่ให้เอาประโยชน์ส่วนตนมากเกินไป ซึ่งหน่วยงานที่เข้ามาควบคุม ได้แก่ องค์การวิชาชีพ โดยผู้ประกอบวิชาชีพจะเข้ามาควบคุมกันเอง และองค์การวิชาชีพนี้ส่วนมากจะมีลักษณะเป็นอิสระไม่ขึ้นกับรัฐบาล และไม่ตกอยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
2. การศึกษาอบรมเป็นพิเศษ
เนื่องจากวิชาชีพมีลักษณะผูกขาด คนอื่นเข้ามาทำไม่ได้ แต่เป็นวิชาชีพที่มีความสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ดังนั้น จึงต้องมีการอบรมกันอย่างพิเศษ กล่าวคือ อบรมความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่และอบรมปลูกฝังอุดมคติในการประกอบวิชาชีพว่าวิชาชีพของตนนั้นทำเพื่อสังคม วิชาชีพของตนนั้นจำเป็นต่อสังคม และผู้ประกอบวิชาชีพต้องเสียสละเพื่อสังคม โดยปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนไม่ว่าจะประกอบวิชาชีพในสาขาใด รวมทั้งการปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ส่วนตนหรือของหมู่คณะ
3. เจตนารมณ์รับใช้ประชาชน
เนื่องจากวิชาชีพมีการผูกขาด และในขณะเดียวกันมีความจำเป็นต่อการอยู่รอดของสังคมและความสงบสุขของประชาชน ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพทุกคนจึงต้องคำนึงตลอดเวลาว่าตนเองนั้นประกอบวิชาชีพเพื่อรับใช้ประชาชนยิ่งกว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ส่วนตัว โดยมุ่งไปที่การบริการประชาชนเป็นหลัก ส่วนค่าตอบแทนที่จะได้รับจากการใช้สติปัญญาและแรงงานของตนนั้นให้ถือเป็นผลพลอยได้ เพราะการรับใช้ประชาชนนั้นถือเป็นวัตถุประสงค์ของวิชาชีพทุกวิชาชีพ
4. เป็นเจ้าหน้าที่ของศาล
ข้อนี้ถือเป็นองค์ประกอบเฉพาะของวิชาชีพกฎหมาย ทั้งนี้เนื่องจากการประกอบวิชาชีพนี้งานหลักต้องไปทำงานร่วมกันอยู่ที่ศาล จึงถือว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของศาล ปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันเพื่อรับใช้ประชาชนในด้านความยุติธรรม ซึ่งต่างจากวิชาชีพอื่น เช่น ทนายความนั้นถึงแม้จะประกอบวิชาชีพของตนเอง
ก็ต้องมาทำงานที่ศาล เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ในห้องพิจารณาคดีต้องมีผู้พิพากษา อัยการ และทนายความเข้าร่วมเพื่อค้นหาความจริงแห่งคดี เพื่อที่จะวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องว่าความยุติธรรมควรจะเป็นอย่างไรในคดีนั้น เมื่อผู้พิพากษา อัยการ และทนายความต่างคำนึงว่าตนเองเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลต้องทำงานร่วมกัน การทำงานในศาลก็จะกลมเกลียวไม่ขัดแย้งกัน
ข้อ 2. (ก) หลักการเป็นทนายความที่ดีต้อง “ไม่ลวงศาล” ท่านเข้าใจคำนี้ว่าอย่างไร จงอธิบาย
(ข) นายจึงโจ้ได้มอบนาฬิการาคาเรือนละ 1 ล้านบาท ให้แก่นางสาวจอมใจแฟนสาวเพื่อเป็นของขวัญวันเกิด ต่อมาทั้งคู่เลิกกัน นายจึงโจ้เอ่ยปากขอนาฬิกาคืน แต่นางสาวจอมใจอ้างว่าได้ขายนาฬิกาไปแล้ว นายจึงโจ้โกรธมากและอยากได้นาฬิกาคืน จึงมาปรึกษาและจ้างนายแจ่มทนายความเพื่อฟ้องคดี นายแจ่มจึงแนะนำว่าจะทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นมา 1 ฉบับ ยอดเงินกู้ 1 ล้านบาท และปลอมลายมือชื่อนางสาวจอมใจเป็นผู้กู้ พร้อมทั้งให้นายจึงโจ้เบิกความต่อศาลว่ามีการกู้ยืมเงินกันจริง โดยอ้างส่งสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวแสดงต่อศาล นายจึงโจ้อยากได้นาฬิกาคืน จึงเบิกความตามที่นายแจ่มแนะนำ ดังนี้ นายแจ่มประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
(ก) หลักการเป็นทนายความที่ดีต้อง “ไม่ลวงศาล” หมายความว่า ทนายความจะต้องไม่กระทำการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความข้อ 7 ที่ว่า “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง” นั่นเอง ทั้งนี้เพราะทนายความเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ และเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม โดยทนายความมีหน้าที่ช่วยศาลหาความจริงในคดี ช่วยศาลรักษาไว้หรือผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม แต่ถ้าหากทนายความเป็นผู้กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายให้ศาลหลงเสียเอง เช่น หนี้การพนันซึ่งเป็นหนี้ที่กฎหมายไม่รับรองให้นำมาฟ้องร้องบังคับคดีกัน แต่ทนายความทำพยานหลักฐานขึ้นใหม่ให้กลายเป็นหนี้เงินกู้ เพื่อมาฟ้องคดี ย่อมถือว่าเป็นการลวงศาลซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง และการกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นความผิดที่มีโทษทางอาญาแล้ว ยังถือว่าเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความอีกด้วย
(ข) หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”
ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมาเสนอต่อศาล หรือสัญญาจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”
วินิจฉัย
การที่นายจึงโจ้ได้มอบนาฬิการาคาเรือนละ 1 ล้านบาท ให้แก่นางสาวจอมใจแฟนสาวเพื่อเป็นของขวัญวันเกิด ต่อมาทั้งคู่เลิกกัน นายจึงโจ้เอ่ยปากขอนาฬิกาคืน แต่นางสาวจอมใจอ้างว่าได้ขายนาฬิกาไปแล้ว นายจึงโจ้โกรธมากและอยากได้นาฬิกาคืน จึงมาปรึกษาและจ้างนายแจ่มทนายความเพื่อฟ้องคดี นายแจ่มจึงแนะนำว่าจะทำสัญญากู้ยืมเงินขึ้นมา 1 ฉบับ ยอดเงินกู้ 1 ล้านบาท และปลอมลายมือชื่อนางสาวจอมใจเป็นผู้กู้ พร้อมทั้งให้นายจึงโจ้เบิกความต่อศาลว่ามีการกู้ยืมเงินกันจริง โดยอ้างส่งสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวแสดงต่อศาล นายจึงโจ้อยากได้นาฬิกาคืน จึงเบิกความตามที่นายแจ่มแนะนำนั้น การกระทำของนายแจ่มถือว่าเป็นการสมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อมเพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ และเป็นการเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จอันเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 8 และการอ้างส่งสัญญากู้เงินฉบับดังกล่าวแสดงต่อศาล ย่อมถือว่าเป็นการกล่าวความหรือทำเอกสารเท็จอันเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 7 ดังนั้น การกระทำดังกล่าวของนายแจ่ม จึงถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 และข้อ 8
สรุป การกระทำของนายแจ่มเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 7 และข้อ 8
ข้อ 3. หลักความเป็นอิสระ มีความเกี่ยวข้องและสำคัญอย่างไรกับจริยธรรมของตุลาการ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักความเป็นอิสระ (Independence) ของตุลาการ
ความเป็นอิสระของตุลาการถือเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นในการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม และเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม ผู้พิพากษาจึงต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระปราศจากอิทธิพลหรือการแทรกแซงใด ๆ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม เพื่อที่จะให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในระบบตุลาการ ดังนั้น การพิจารณาพิพากษาคดีจึงต้องกระทำโดยอาศัยการประเมินข้อเท็จจริงที่ได้รับและความรู้ความเข้าใจทางด้านกฎหมาย นอกจากหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีแล้ว ผู้พิพากษายังมีหน้าที่ต้องสนับสนุนและส่งเสริมหลักประกันในการปฏิบัติหน้าที่ตุลาการเพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ