การสอบซ่อมภาค 2 และภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2559
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. กฎหมายมีองค์ประกอบประการหนึ่งคือมีบทบังคับ จงอธิบายองค์ประกอบข้อนี้ว่ามีความหมายอย่างไร
ธงคำตอบ
มีบทบังคับ คือ สังคมแสดงอำนาจบังคับให้สมาชิกต้องปฏิบัติตาม กฎหมายเริ่มต่างจากระเบียบแบบแผนหรือกฎเกณฑ์อื่น เช่น ศีล 5 เป็นระเบียบแบบแผน แต่การกินเหล้าไม่มีใครบงการห้าม อย่างมากก็ว่าเป็นคนขี้เมาเท่านั้น สังคมไม่ได้ออกกำลังหรือไม่ได้ใช้อำนาจบังคับให้สมาชิกต้องงดเว้นการดื่มเหล้า คือ ไม่จับคนดื่มเหล้าไปลงโทษ แต่บางประเทศใช้กฎหมายศาสนา เช่น ประเทศอิสลามบางประเทศใช้กฎหมายอิสลามปกครอง เรียกว่า Islamic law (Sharia) โดยประเทศมุสลิมที่ใช้ Islamic law จะห้ามประชาชนดื่มเหล้าโดยเด็ดขาด แสดงว่า บ้านเมืองได้รับกฎเกณฑ์มาใช้ และออกกำลังหรือแสดงอำนาจบังคับให้สมาชิกหรือประชาชนทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม ศีลธรรมจึงกลายเป็นกฎหมาย แต่ในประเทศไทยหลักศีลธรรมอยู่ในระดับศีลธรรม ไม่มีการบังคับมาถึงระดับเป็นกฎหมาย แฟชั่นก็เช่นเดียวกัน ถ้าจะล้าสมัยไปบ้าง สมาชิกคนอื่นคงนำไปนินทาว่าไม่ปฏิบัติตามแบบแผนปัจจุบัน แต่สังคมไม่ได้ออกกำลังบังคับว่าจะต้องแต่งตัวอย่างไร เว้นแต่ไม่ใส่เสื้อผ้าเสียเลย สังคมต้องออกกำลังบังคับเพราะอาจจะทำให้บ้านเมืองเกิดความไม่สงบเรียบร้อยได้ ไม่ปฏิบัติตามก็มีบทบังคับ เช่น ในทางอาญามีโทษ ทางแพ่งก็อาจจะต้องถูกขับไล่ออกจากที่ดินหรือต้องชดใช้ค่าเสียหาย ต้องชำระหนี้ ถ้าไม่ชำระก็อาจถูกยึดทรัพย์สินมาขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ เหล่านี้ล้วนเป็นบทบังคับ ซึ่งสังคมใช้เพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ขึ้น
ข้อ 2. นายแกงส้มเป็นทนายความรับว่าต่างในคดีที่นายแกงไก่ฟ้องเรียกคืนเงินกู้จากนายแกงเขียวหวาน 500,000 บาท นายแกงส้มขอให้นายแกงไก่แต่งนายแกงเหลืองเข้าเป็นทนายความร่วมทำคดีด้วย ก่อนวันนัดสืบพยาน ศาลส่งหมายนัดมาที่สำนักงานทนายความของนายแกงส้มและนายแกงเหลือง ทั้งสองทราบนัดแต่ต่างฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายจะไปศาล ปรากฏว่าไม่มีใครไป ทำให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยมีนายแกงไก่ลงลายมือชื่อรับทราบคำพิพากษา นายแกงส้มเห็นว่านายแกงไก่ลงลายมือชื่อแล้ว จึงไม่มาติดตามผลของคำพิพากษาและไม่แจ้งให้นายแกงไก่ทราบถึงสิทธิในการอุทธรณ์จนพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ ดังนี้ นายแกงส้มประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ
(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี
(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแกงส้มเป็นทนายความรับว่าต่างในคดีที่นายแกงไก่ฟ้องเรียกคืนเงินกู้จากนายแกงเขียวหวาน และนายแกงส้มขอให้นายแกงไก่แต่งนายแกงเหลืองเข้าเป็นทนายความร่วมทำคดีด้วย แต่ในวันนัดสืบพยานปรากฏว่าไม่มีใครไปเพราะต่างฝ่ายต่างคิดว่าอีกฝ่ายจะไปศาลนั้น แม้เป็นความประมาทเลินเล่อก็ถือได้ว่านายแกงส้มจงใจขาดนัดไม่ไปศาล เป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 12 (1)
ต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง นายแกงส้มเห็นว่านายแกงไก่ลงลายมือชื่อแล้วจึงไม่มาติดตามผลของคำพิพากษาและไม่แจ้งให้นายแกงไก่ทราบถึงสิทธิในการอุทธรณ์จนพ้นระยะเวลาอุทธรณ์นั้น ถือเป็นการจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดี ถือว่านายแกงส้มประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 12 (2)
สรุป การกระทำของนายแกงส้มเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 12
ข้อ 3. นายวิทยาเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ได้รับเชิญจากสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ของจังหวัดให้ไปเป็นอนุญาโตตุลาการในคดีที่สมาคมฯ ถูกฟ้องเป็นจำเลย นายวิทยาเห็นว่าคดีนี้สามารถประนีประนอมยอมความกันได้ จะเป็นประโยชน์แก่คู่ความทั้งสองฝ่าย จึงรับเป็นอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ เมื่อคดีพิพาทมีข้อยุติแล้ว นายสมภพนายกสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ของจังหวัด เห็นว่านายวิทยาเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ จึงเชิญมาเป็นกรรมการของสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ นายวิทยาเห็นว่าจะได้ใช้ความรู้ของตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม จึงรับเป็นกรรมการของสมาคม ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายวิทยาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 29 “ผู้พิพากษาไม่พึงเป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคม สโมสร ชมรม หรือองค์การใด ๆ หรือเข้าร่วมในกิจการใด ๆ อันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา”
ข้อ 32 “ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นอนุญาโตตุลาการ หรือผู้ประนีประนอมข้อพิพาท”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายวิทยาเป็นผู้พิพากษา และได้รับเชิญจากสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ฯ ให้ไปเป็นอนุญาโตตุลาการในคดีที่สมาคมถูกฟ้องเป็นจำเลยนั้น ถือได้ว่านายวิทยาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 32 ที่กล่าวว่า “ผู้พิพากษาไม่พึงรับเป็นอนุญาโตตุลาการ…”
ต่อมานายกสมาคมนายกสมาคมศิษย์เก่านิติศาสตร์ฯ เห็นว่านายวิทยาเป็นผู้มีความรู้ความสามารถจึงเชิญมาเป็นกรรมการของสมาคม และนายวิทยาก็รับเป็นกรรมการของสมาคม นายวิทยาสามารถกระทำได้ไม่ผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 29 เนื่องจากการที่เป็นกรรมการของสมาคมนั้น ไม่เป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา ดังนั้น นายวิทยาจึงไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 29 แต่อย่างใด
สรุป นายวิทยาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 32 แต่ไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 29