การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. วิชาชีพนักกฎหมายมีลักษณะผูกขาดไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ ซึ่งการผูกขาดนี้ทำให้ต้องมีหน่วยงานเข้ามาควบคุม ซึ่งเรียกว่าองค์การวิชาชีพ ให้นักศึกษาอธิบายโดยละเอียดว่า องค์การวิชาชีพมีหน้าที่อะไรบ้าง กี่ประการ พร้อมยกตัวอย่างองค์การวิชาชีพในประเทศไทยว่าทำหน้าที่อะไรบ้างตามหน้าที่ที่องค์การวิชาชีพควรมีตามที่อธิบายมาข้างต้น อย่างน้อย 2 ตัวอย่าง

ธงคำตอบ

หน้าที่ขององค์การวิชาชีพ แบ่งออกเป็น 2 ประการ คือ

1. หน้าที่ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่

(1) ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ วิชาชีพมีความสำคัญต่อสังคม ดังนั้นความรู้ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ทำความเสียหายแก่ประชาชน เพราะฉะนั้นองค์การวิชาชีพจึงต้องควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพให้มีมาตรฐานสูงในระดับหนึ่ง องค์การวิชาชีพจึงมีการจัดทดสอบมาตรฐานความรู้อยู่เสมอ ดังนั้น เนติบัณฑิตยสภาของเกือบทุกประเทศจึงทดสอบความรู้ของผู้ที่จะเข้าประกอบวิชาชีพก่อนออกใบอนุญาตให้

(2) ควบคุมวินัยและมารยาทของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบของวินัยและมารยาทตามที่กำหนด เช่น ทนายความมีมารยาทข้อหนึ่งว่าเมื่อรับเงินค่าธรรมเนียมศาลจากคู่ความมาแล้วต้องใช้เงินนั้นไปในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้เขา ไม่ใช่เอาเงินนั้นไปหมุนใช้ส่วนตัวก่อน หรือเมื่อลูกความชนะคดี ทนายความรับเงินจากผู้แพ้คดีแทนลูกความก็ต้องนำมามอบให้ลูกความของตน

(3) หน้าที่ควบคุมหวงกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาแย่งอาชีพ องค์การวิชาชีพนักกฎหมายมีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำอาชีพอย่างนักกฎหมาย เช่น การรับทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะต้องออกหนังสือบอกกล่าวทวงหนี้ การให้คำปรึกษากฎหมายก็ต้องเป็นหน้าที่ของทนายความ จะให้ผู้อื่นประกาศให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำสัญญา การดำเนินคดี และการทวงหนี้ ย่อมเป็นการแย่งวิชาชีพทั้งนั้น ซึ่งองค์การวิชาชีพต้องดูแลไม่ให้คนอื่นทำ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพได้นั้นจะต้องมีมาตรฐานความรู้ความสามารถและคุณธรรมอยู่ระดับหนึ่ง หากปล่อยให้บุคคลภายนอกซึ่งยังไม่ได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถและคุณธรรมสูงถึงมาตรฐานเข้ามาทำวิชาชีพนี้ ย่อมทำให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนที่มาใช้บริการได้

2. หน้าที่ส่งเสริมวิชาชีพ

(1) ส่งเสริมความรู้ของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้มีความรู้ความสามารถทันกับวิทยาการใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น องค์การวิชาชีพทุกแห่งจะจัดการเผยแพร่อบรมความรู้ทางกฎหมายแก่ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่เสมอ นอกจากจะอบรมให้ได้มาตรฐานแล้ว ยังต้องอบรมกฎหมายและความรู้อื่น ๆ ให้ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ใหม่ ๆ ด้วย เช่น ความรู้เกี่ยวกับการซื้อขายในระบบออนไลน์และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น

(2) ส่งเสริมการรักษาผลประโยชน์ของวิชาชีพ ด้วยการคอยดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพได้รับผลประโยชน์ ไม่ใช่ได้รับค่าตอบแทนต่ำจนเกินไป จนกระทั่งไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตตามสมควรอยู่ได้ ค่าตอบแทนเกิดจากผู้ประกอบวิชาชีพกำหนดกันเอง องค์การวิชาชีพต้องเข้ามาดูแลไม่ให้มีการตัดราคากัน

(3) ส่งเสริมสถานภาพของผู้ประกอบวิชาชีพให้มีสถานภาพที่ดีของสังคม สถานภาพในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสภาพความเป็นอยู่หรือจำนวนค่าตอบแทนที่ได้รับ แต่หมายความถึงทัศนะของบุคคลภายนอกที่มีต่อผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น สมัยก่อนคนไทยมองทนายความว่าเป็นพวกชอบต่อล้อต่อเถียง เจ้าเล่ห์เจ้ากล องค์การวิชาชีพนักกฎหมายต้องแก้ไขทัศนะเหล่านั้นให้ประชาชนเห็นว่าผู้ประกอบวิชาชีพเป็นบุคคลที่มีคุณค่าต่อสังคม คอยช่วยเหลือสังคม สมควรได้รับการยกย่องเชื่อถือ

สำหรับองค์การวิชาชีพที่มีบทบาทสำคัญสำหรับนักกฎหมายในประเทศไทย และมีหน้าที่ตามหน้าที่ที่องค์การวิชาชีพควรมีตามที่อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้นนั้น ได้แก่ เนติบัณฑิตยสภา ซึ่งจะมีหน้าที่ส่งเสริมการศึกษากฎหมาย และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย โดยให้มีการจัดการทดสอบความรู้ของผู้ที่จะเข้ามาประกอบวิชาชีพกฎหมายก่อนออกใบอนุญาต เป็นต้น และสภาทนายความ ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ เช่น กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร ทดสอบความรู้ของผู้สมัครทั้งทางภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อประเมินความรู้ความสามารถของนักกฎหมายที่ประสงค์ประกอบวิชาชีพทนายความ เปิดอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายใหม่ ๆ ให้แก่ทนายความ รวมทั้งมีการใช้บทลงโทษต่าง ๆ มาบังคับใช้กับทนายความในกรณีที่มีการประพฤติผิดมารยาททนายความเพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานทนายความ เป็นต้น

ข้อ 2. นายรวยเป็นทนายความ โดยนายรวยติดป้ายโฆษณาหน้าสำนักงานทนายความว่า “สำนักงานทนายความรวยและเพื่อนรับว่าความทุกประเภททั่วราชอาณาจักร” เมื่อนายสะอาดเห็นป้ายโฆษณาจึงสนใจมาปรึกษากฎหมาย และตกลงให้นายรวยเป็นทนายความของตนในคดียื่นคำร้องขอตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดก โดยนายสะอาดได้นำพินัยกรรมที่ศาลมีคำพิพากษาว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะให้นายรวยดู ต่อมานายรวยได้นำพินัยกรรมฉบับดังกล่าาวไปยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดกที่อีกศาลหนึ่ง โดยปกปิดความเป็นโมฆะของพินัยกรรมไว้ จนศาลมีคำสั่งตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดก

ขอให้ท่านวินิจฉัยว่า นายรวยประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”

ข้อ 17 “ประกาศโฆษณา หรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้

(2) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายรวยเป็นทนายความ นายรวยติดป้ายโฆษณาหน้าสำนักงานทนายความว่า “สำนักงานทนายความรวยและเพื่อนรับว่าความทุกประเภททั่วราชอาณาจักร” นั้น การกระทำของนายรวยไม่ถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 17 (2) เพราะว่าแม้นายรวยจะได้ประกาศโฆษณาชื่อของตนก็ตาม แต่เป็นการประกาศโฆษณาตามสมควรโดยสุภาพ

แต่การที่นายสะอาดได้ตกลงให้นายรวยเป็นทนายความของตนในคดียื่นคำร้องขอตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดก โดยนายสะอาดได้นำพินัยกรรมที่ศาลมีคำพิพากษาว่าพินัยกรรมตกเป็นโมฆะให้นายรวยดู แล้วต่อมานายรวยได้นำพินัยกรรมฉบับดังกล่าวไปยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดกที่อีกศาลหนึ่ง โดยปกปิดความเป็นโมฆะของพินัยกรรมไว้ จนศาลมีคำสั่งตั้งนายสะอาดเป็นผู้จัดการมรดกนั้น การกระทำของนายรวยถือว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 7 เพราะเป็นการกล่าวความเท็จและใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง

สรุป นายรวยประพฤติผิดข้อบังคับมารยาททนายความข้อ 7 แต่ไม่ผิดข้อ 17 (2)

ข้อ 3. นายประสิทธิ์รับราชการเป็นผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนึ่ง มีเพื่อนสนิทชื่อนายประสงค์ประกอบอาชีพทนายความ ทั้งสองคนจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาโททางด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ระหว่างรับราชการนายประสิทธิ์ได้ออกเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้แก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ในโรงเรียน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กให้เป็นคนดีของสังคม ให้รู้จักสิทธิและหน้าที่อันเป็นขั้นพื้นฐานของพลเมืองที่ดี ต่อมานายประสงค์เพื่อนสนิทได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรค “เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” มีความมุ่งหมายที่จะพัฒนาและยกระดับการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนไม่ให้ถูกละเมิดเอารัดเอาเปรียบ และเมื่อนายประสงค์ดำเนินการจดทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว ได้แจ้งให้นายประสิทธิ์ทราบ และนายประสิทธิ์จึงได้ร่วมบริจาคเงินให้แก่ “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” จำนวน 5,000 บาท

(ก) นายประสิทธิ์ จึงร่วมบริจาคเงินให้แก่ “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” จำนวน 5,000 บาท โดยแสดงความประสงค์ผ่านการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด. 90 ในปีภาษี 2565 โดยยื่นเสียภาษีทางออนไลน์ในเว็บไซต์ของกรมสรรพากร

(ข) เมื่อถึงวันเปิดตัว “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” นายประสิทธิ์เดินทางไปร่วมงาน พิธีกรได้ประกาศให้นายประสิทธิ์ขึ้นเวทีมอบพวงมาลัยให้แก่นายประสงค์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคนั้น

ขอให้นักศึกษาอธิบายว่า การกระทำของนายประสิทธิ์ ตามข้อ (ก) และข้อ (ข) มีความผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 33 “ผู้พิพากษาจำต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ”

ข้อ 34 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ สมาชิก หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง และจักต้องไม่เข้าเป็นตัวกระทำการ ร่วมกระทำการ สนับสนุนในการโฆษณาหรือชักชวนใด ๆ ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาหรือผู้แทนทางเมืองอื่นใด ทั้งไม่พึงกระทำการใด ๆ อันเป็นการฝักใฝ่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดนอกจากการใช้สิทธิเลือกตั้ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) การที่นายประสิทธิ์รับราชการเป็นผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนึ่ง และมีเพื่อนสนิทชื่อนายประสงค์ประกอบอาชีพทนายความ โดยทั้งสองคนจบการศึกษาระดับชั้นปริญญาโททางด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ระหว่างรับราชการนายประสิทธิ์ได้ออกเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายให้แก่เด็กและเยาวชนที่อยู่ในโรงเรียน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กให้เป็นคนดีของสังคม ให้รู้จักสิทธิและหน้าที่อันเป็นขั้นพื้นฐานของพลเมืองที่ดี ต่อมานายประสงค์เพื่อนสนิทได้ก่อตั้งพรรคการเมืองชื่อพรรค “เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” มีความมุ่งหมายที่จะพัฒนาและยกระดับการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนไม่ให้ถูกละเมิดเอารัดเอาเปรียบ และเมื่อนายประสงค์ดำเนินการจดทะเบียนพรรคการเมืองเรียบร้อยแล้ว ได้แจ้งให้นายประสิทธิ์ทราบ และนายประสิทธิ์จึงได้ร่วมบริจาคเงินให้แก่ “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” จำนวน 5,000 บาท โดยแสดงความประสงค์ผ่านการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือ ภ.ง.ด. 90 ของกรมสรรพากรนั้น ถือว่าเป็นการดำเนินการตามมาตรการทางกฎหมายของรัฐที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนพรรคการเมือง อันถือเป็นการส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น การกระทำของนายประสิทธิ์ในกรณีนี้จึงไม่เป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 33 แต่อย่างใด

(ข) การที่นายประสิทธิ์เดินทางไปร่วมงานเปิดตัว “พรรคเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทย” และพิธีกรได้ประกาศให้นายประสิทธิ์ขึ้นเวทีมอบพวงมาลัยให้แก่นายประสงค์ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคนั้น การกระทำของนายประสิทธิ์ดังกล่าว ถือเป็นการกระทำการใด ๆ อันเป็นการฝักใฝ่พรรคการเมืองแล้ว ดังนั้น การกระทำของนายประสิทธิ์จึงเป็นการกระทำผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 34

สรุป การกระทำของนายประสิทธิ์ตาม

ข้อ (ก) ไม่เป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 33

ข้อ (ข) เป็นการกระทำผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 34

Advertisement