การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. วิชานี้มีวัตถุประสงค์กี่ประการ อะไรบ้าง
ธงคำตอบ
วิชานี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ
-
เพื่ออบรมนักศึกษาให้มีความรู้ทางธรรมเนียมและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย กล่าวคือ ให้รู้ว่าการเป็นนักกฎหมายจะต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อวิชาชีพของตน เช่น มีหน้าที่ที่จะต้องให้คำปรึกษาแก่คู่ความอันเกี่ยวแก่คดี รวมทั้งให้คำปรึกษาแก่ประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับคดี การว่าความแก้ต่างในศาลจะต้องนำพยานหลักฐานเสนอต่อศาลเพื่อพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างหรือข้อโต้แย้งของตน มีความสุขุมรอบคอบในการใช้กฎหมาย มีความหนักแน่นในวิชาชีพ รวมไปถึงการปฏิบัติตัวของนักกฎหมายเพื่อไม่ให้ผู้อื่นดูถูกดูแคลน และต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตในวิชาชีพของตน
-
เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษามีจิตสำนึกและอุดมคติสำหรับการประกอบวิชาชีพกฎหมาย เช่น การปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายมีความสำนึกว่าตนจะต้องเป็นผู้ที่ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชน ไม่ใช่ว่าต่างแก้ต่างเพื่อประโยชน์ของลูกความเท่านั้น ปลูกฝังให้ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายคำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นใหญ่ ไม่ใช่คำนึงแต่ประโยชน์ส่วนตนหรือของหมู่คณะ และให้คิดว่าตนเองเป็นคนของประชาชนไม่ใช่เป็นคนของวิชาชีพ
-
เพื่อให้ตระหนักถึงบทบาทและความรับผิดชอบของนักกฎหมายซึ่งมีต่อสังคม เช่น การนำมติมหาชนคือนำทัศนะที่ถูกต้องให้แก่สังคม การดำรงตนเพื่อสาธารณะคือไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน แต่ประกอบวิชาชีพเพื่อประชาชนทั่วไป
ข้อ 2. นายม่วงเป็นทนายความให้กับนายแสงในคดีขับไล่ ก่อนวันสืบพยานหนึ่งวัน นายม่วงได้เรียกนายแหวนซึ่งเป็นพยานในคดีนี้เข้ามาสอบถามและทบทวนความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อจะได้เบิกความได้อย่างถูกต้อง และในเย็นวันนั้นนายม่วงได้ยินยอมให้นายแสงและนายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมาทำความตกลงกัน โดยนายแสงได้จ่ายสินบนให้แก่นายหนึ่งในบ้านของนายม่วง ต่อมาศาลพิพากษาให้นายแสงแพ้คดี และให้นายแสงขนย้ายทรัพย์สินออกจากบ้านพิพาท นายแสงอุทธรณ์โดยมีนายม่วงลงชื่อว่าตนเป็นผู้เรียงพิมพ์ และแนบสัญญาจะซื้อจะขายเป็นเอกสารท้ายอุทธรณ์ ต่อมานายสว่างซึ่งเป็นผู้พิพากษามาตรวจสำนวนพบว่านายม่วงได้พิมพ์ข้อความเพิ่มเติมและปลอมแปลงเอกสารลงบนคู่ฉบับสัญญาจะซื้อจะขายจึงพิพากษาให้นายแสงแพ้คดี
ขอให้ท่านวินิจฉัยว่านายม่วงประพฤติผิดมารยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมารยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 7 “กล่าวความ หรือทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ หรือใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลง หรือกระทำการใดเพื่อทราบคำสั่งหรือคำพิพากษาของศาลที่ยังไม่เปิดเผย”
ข้อ 8 “สมรู้เป็นใจโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อทำพยานหลักฐานเท็จ หรือเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ หรือโดยปกปิดซ่อนงำอำพรางพยานหลักฐานใด ๆ ซึ่งควรนำมายื่นต่อศาล หรือสัญญาว่าจะให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน หรือสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน”
วินิจฉัย
การที่นายม่วงเป็นทนายความให้กับนายแสงในคดีขับไล่ ก่อนวันสืบพยานหนึ่งวัน นายม่วงได้เรียกนายแหวนซึ่งเป็นพยานในคดีนี้เข้ามาสอบถามและทบทวนความจำเกี่ยวกับข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้เบิกความได้อย่างถูกต้องนั้น ไม่ถือว่าการกระทำของนายม่วงเป็นการประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 8 เพราะไม่ใช่การเสี้ยมสอนพยานให้เบิกความเท็จ
แต่อย่างไรก็ตาม การที่นายม่วงได้ยินยอมให้นายแสงและนายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าพนักงานมาทำความตกลงกัน โดยนายแสงได้จ่ายสินบนให้แก่นายหนึ่งในบ้านของนายม่วงนั้น ถือว่านายม่วงประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 8 เพราะเป็นการสมรู้เป็นใจในการให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน และนอกจากนั้น การที่นายม่วงได้พิมพ์ข้อความเพิ่มเติมและปลอมแปลงเอกสารลงบนคู่ฉบับสัญญาจะซื้อจะขายนั้น ถือว่านายม่วงประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 7 เพราะเป็นการทำเอกสารหรือหลักฐานเท็จ และใช้กลอุบายลวงให้ศาลหลงอีกด้วย
สรุป นายม่วงประพฤติผิดมารยาททนายความข้อ 7 และข้อ 8
ข้อ 3. นายสุภาพเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง นายสุภาพได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกันกับที่นายสุภาพรับราชการ โดยเชิญนายสุภาพเข้าร่วมอภิปรายทางวิชาการกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 2 คน ในหัวข้อ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน” นายสุภาพได้แสดงความคิดเห็นในระหว่างการอภิปรายตอนหนึ่งสรุปใจความว่า “รัฐบาลในปัจจุบันบริหารราชการแผ่นดินมีข้อบกพร่องทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ เกิดยุคข้าวยากหมากแพง เนื้อหมูแพง ปุ๋ยเคมีแพง รวมทั้งน้ำมันแพงด้วย ทั้งเกิดปัญหาการทุจริตทุกหน่วยงานรัฐ ทำให้ทางหลวงชำรุดทรุดโทรมเร็วมาก เพราะการบริหารประเทศไม่ดี สมควรลาออกหรือยุบสภาจะได้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว ได้รัฐบาลใหม่มาแก้ไขปัญหา บ้านเมืองคงจะดีกว่านี้” ต่อมาหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นนำไปตีพิมพ์จัดจำหน่ายภายในจังหวัดดังกล่าว ทำให้มีคนในจังหวัดสนใจเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางและหลากหลายในโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งทำนองเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก
ดังนี้ การที่นายสุภาพไปอภิปรายด้วยข้อความดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 28 “ผู้พิพากษาไม่พึงแสดงปาฐกถา บรรยาย สอน หรือเข้าร่วมสัมมนา อภิปราย หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อสาธารณชน ซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา และจักต้องไม่กระทำการดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุภาพเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่งซึ่งทำงานในอำนาจตุลาการย่อมต้องวางตัวเป็นกลางในทางการเมือง เมื่อนายสุภาพได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกันกับที่นายสุภาพรับราชการให้เข้าร่วมอภิปรายทางวิชาการกับผู้ทรงคุณวุฒิอีก 2 คน ในหัวข้อ “การแก้ไขรัฐธรรมนูญไทยกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน” นั้น นายสุภาพกลับแสดงความคิดเห็นในทางการเมืองต่อสาธารณชนด้วยข้อความที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางทางการเมืองและไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ผู้พิพากษา จนกระทั่งมีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในจังหวัดนำไปตีพิมพ์และจัดจำหน่ายทำให้มีคนในจังหวัดร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างแพร่หลายในวงกว้างและหลากหลายในโลกโซเชียลมีเดีย ทั้งทำนองเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยเป็นจำนวนมาก การกระทำของนายสุภาพจึงอาจกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษาได้ ดังนั้น การกระทำของนายสุภาพจึงเป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 28
สรุป การที่นายสุภาพไปอภิปรายด้วยข้อความดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 28