การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2560
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. กฎหมายมีองค์ประกอบประการหนึ่งคือวัตถุประสงค์เพื่อความยุติธรรม นักศึกษาเข้าใจอย่างไร จงอธิบาย
ธงคำตอบ
กฎหมายต่างจากศีลธรรมตรงนี้ คือ ศีลธรรมมุ่งไปสู่ความดี แต่กฎหมายมุ่งไปสู่ความยุติธรรมหรือเรียกว่า “Idea of Justice” คือ ความคิดทั้งหมดของกฎหมายได้แก่ความยุติธรรม ความยุติธรรมจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับหลักการและอุดมการณ์ของวิชาชีพนี้ทั้งหมด
ความหมายของความยุติธรรม Aristotle กล่าวว่า บุคคลที่เท่ากันควรได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ในความหมายของอริสโตเติลนั้น ความยุติธรรมคือความเสมอภาค แต่อย่าลืมว่ามนุษย์จะไม่เท่ากันทั้งหมด Aristotle กล่าวไว้ชัดเจนว่า บุคคลที่เท่ากันจึงจะได้รับการปฏิบัติที่เท่ากัน แสดงว่ามีบุคคลที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่เหมือนกัน ในสมัยนั้นยังมีทาสซึ่งถือว่าไม่ใช่คนที่มีความเท่าเทียมกันกับประชาชนอื่น ตัวอย่างเช่น นักเรียนได้รับการปฏิบัติอย่างนักเรียนอย่างเท่าเทียมกัน แต่ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างที่เป็นอาจารย์ ในขณะเดียวกันอาจารย์ก็ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นอาจารย์เหมือนกับอาจารย์คนอื่น ๆ ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นนักเรียน เพราะฉะนั้นในสังคมยังคงมีบุคคลที่ไม่เท่าเทียมกันอยู่ในบางแง่ตามแต่จะพิจารณา หากจะกล่าวว่านักเรียนกับอาจารย์เป็นประชาชนเท่าเทียมกันในแง่นั้นได้ แต่ถ้าพิจารณาในแง่การเรียนการสอนย่อมไม่เท่ากัน
Aristotle ได้แบ่งประเภทของความยุติธรรมออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ความยุติธรรมทางจัดสรร (Distributive Justice)
คือบุคคลที่เท่าเทียมกันควรได้รับการจัดสรรทรัพยากร ผลประโยชน์ เกียรติยศ สิทธิและหน้าที่อย่างเท่าเทียมกัน เช่น คนงานในโรงงานทำงานเท่ากัน คุณวุฒิคุณสมบัติเท่ากัน ก็ควรได้รับค่าตอบแทนเท่ากัน แต่ถ้ามีคนหนึ่งทำงานดีกว่า ขยันกว่า มีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่า อาจทำให้ได้เงินเดือนมากกว่า หลักที่ว่าบุคคลที่เท่ากันควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอย่างเท่าเทียมกัน มีปัญหาอยู่บ้างในกรณีการเปรียบเทียบระหว่างบุคคลต่างกลุ่ม เช่น ชาวนาควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากแรงงานที่ได้ลงแรงผลิตขึ้นมา ในขณะเดียวกันพ่อค้าที่ขนส่งสินค้าไปขายควรได้รับการจัดสรรผลประโยชน์จากการลงทุน พ่อค้าคนกลางกับผู้ผลิตมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน การจัดสรรผลประโยชน์จึงต่างกันบ้าง อาจเกิดปัญหาว่าฝ่ายหนึ่งอาจได้รับผลประโยชน์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นการไม่สมควร
2. ความยุติธรรมทางชดเชย (Rectificatory Justice)
คำว่า “ชดเชย” หมายความว่า ทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปให้กลับคืนเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น มีคนขับรถยนต์มาชนรถยนต์ของท่านบุบเสียหาย คนชนจะต้องชดเชยกลับมาทำให้รถยนต์ของท่านเหมือนเดิม โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถยนต์
ข้อ 2. นายแดงเป็นทนายความ และเป็นกรรมการบริษัท สยามขนส่ง จำกัด ซึ่งประกอบกิจการจัดส่งแรงงานชาวพม่าที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ต่อมานายแดงเจอนายม่วงหมอดูประจำตระกูล นายม่วงจึงทักนายแดงว่า นายแดงกำลังมีเคราะห์เพราะปีนี้เป็นปีชงของนายแดง ควรจะทำบุญบ้าง นายแดงเห็นดีด้วย นายแดงจึงให้นายม่วงไปติดต่อหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งให้ลงประกาศว่าสำนักงานทนายความแดงรับว่าความฟรีทั่วราชอาณาจักร ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเกิดของนายแดง เพื่อการกุศล ขอให้ท่านวินิจฉัยว่านายแดงและนายม่วงประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้
(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การ หรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง….”
ข้อ 18 “ประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดีหรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงเป็นทนายความ และเป็นกรรมการบริษัท สยามขนส่ง จำกัด ซึ่งประกอบกิจการจัดส่งแรงงานชาวพม่าที่ไม่มีใบอนุญาตฯ เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ถือว่าเป็นการประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 18 เพราะประกอบอาชีพ ดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตนอันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ
และกรณีที่นายม่วงหมอดูทักว่านายแดงกำลังมีเคราะห์เพราะปีนี้เป็นปีชงของนายแดง ควรจะทำบุญบ้าง นายแดงจึงให้นายม่วงไปติดต่อหนังสือพิมพ์แห่งหนึ่งให้ลงประกาศว่าสำนักงานทนายความแดงรับว่าความฟรีทั่วราชอาณาจักร ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเกิดของนายแดงเพื่อการกุศลนั้น การแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ จะต้องเป็นกรณีที่ประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง ฯลฯ กรณีดังกล่าวจึงถือว่าประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 17 (1)
ส่วนกรณีของนายม่วงนั้นไม่ถือว่าประพฤติผิดมรรยาททนายความ เพราะนายม่วงไม่ใช่ทนายความ
สรุป นายแดงประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 17 (1) และข้อ 18
ส่วนนายม่วงไม่ได้ประพฤติผิดมรรยาททนายความ เพราะนายม่วงไม่ใช่ทนายความ
ข้อ 3. นายสุรศักดิ์สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีและปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นกลับมาประกอบธุรกิจของครอบครัวอยู่หลายปีโดยมีตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท SRK Trading จำกัด ระหว่างทำงานนายสุรศักดิ์ไปเรียนกฎหมายเพิ่มเติมที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนกระทั่งสำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิตและเนติบัณฑิตไทย ต่อมานายสุรศักดิ์สอบใบอนุญาตทนายความได้ จึงเปิดบริษัทที่ปรึกษากฎหมายชื่อ SRK Inter Law Office จำกัด โดยนายสุรศักดิ์เป็นกรรมการผู้จัดการในบริษัทดังกล่าว หลังจากนั้นนายสุรศักดิ์มีความคิดที่จะไปสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา จึงมาสอบถามท่านเกี่ยวกับเรื่องการดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการบริษัท SRK Trading จำกัด และตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย SRK Inter Law Office จำกัด ว่าจะสามารถดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไปได้อีกหรือไม่ ท่านจะต้องตอบคำถามนายสุรศักดิ์อย่างไร จึงจะถูกต้องตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 26 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร
ผู้พิพากษาจักต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใดอันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา”
วินิจฉัย
ข้าพเจ้าจะตอบคำถามของนายสุรศักดิ์ว่า การประกอบอาชีพเป็นผู้พิพากษาของนายสุรศักดิ์ จะต้องเป็นไปตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดว่า ผู้พิพากษาจักต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ ที่ปรึกษา หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท ห้างร้าน หรือธุรกิจของเอกชน เว้นแต่จะเป็นกิจการที่มิได้แสวงหากำไร เห็นว่าแม้บริษัท SRK Trading จำกัด จะเป็นบริษัทของครอบครัวที่นายสุรศักดิ์เป็นกรรมการมานาน แต่เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร ดังนั้น นายสุรศักดิ์จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการได้อีกต่อไป นายสุรศักดิ์จึงจำเป็นที่จะต้องลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว
นอกจากนี้ ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 26 วรรคสอง กำหนดว่า ผู้พิพากษาจักต้องไม่ประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพ หรือกระทำกิจการใด อันจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา ดังนั้น นายสุรศักดิ์จึงไม่สามารถดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย SRK Inter Law Office จำกัด ได้อีกต่อไป นายสุรศักดิ์จึงจำเป็นที่จะต้องลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทดังกล่าวด้วย เพราะการประกอบวิชาชีพเป็นที่ปรึกษากฎหมายจะกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา
สรุป หากนายสุรศักดิ์มีความคิดที่จะไปสอบคัดเลือกเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา จำเป็นที่จะต้องลาออกจากตำแหน่งของทั้งบริษัท SRK Trading จำกัด และบริษัท SRK Inter Law Office จำกัด