การสอบไล่ภาค 2 ปีการศึกษา 2558
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. จงอธิบายบ่อเกิดของกฎหมายโดยละเอียด
ธงคำตอบ
สำนักความคิดที่อธิบายบ่อเกิดของกฎหมาย มี 6 สำนัก คือ
-
Demonological School
-
Natural Law School
-
Classical School
-
Positivism
-
Sociological School
-
Value Oriented
หมายเหตุ นักศึกษาต้องอธิบายรายละเอียดในตำราหน้า 4 – 6 ด้วย
ข้อ 2. นายแหวนเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง มอบอำนาจให้นายแก้วทนายความมีหนังสือบอกกล่าวนายเงินผู้เช่าให้ออกจากที่ดินของตนเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด นายเงินยอมออกจากที่ดินโดยไม่ทักท้วง ต่อมานายเงินเห็นว่า ตนยังไม่ได้รับเงินประกันทรัพย์สินที่เช่าคืนจากนายแหวน 100,000 บาท จึงขอให้นายแก้วส่งหนังสือทวงถามไปยังนายแหวนเรียกเงินประกันคืน แต่นายแหวนไม่ยอมคืน นายเงินจึงให้นายแก้วฟ้องคดี นายแก้วตกลงและเรียกค่าจ้างว่าความ 20,000 บาท และขอเงินค่าของขวัญที่จะต้องนำไปให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนอีก 5,000 บาท ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่านายแก้วประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 13 “ได้รับปรึกษาหารือหรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่งแล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปรักปรำอยู่ในกรณีเดียวกัน”
ข้อ 14 “ได้รับเป็นทนายความแล้ว ภายหลังใช้อุบายด้วยประการใด ๆ โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เพื่อจะให้ตนได้รับประโยชน์นอกเหนือจากที่ลูกความได้ตกลงสัญญาให้”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแก้วได้รับมอบหมายจากนายแหวนซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งให้เป็นทนายความ และให้ทำหนังสือบอกกล่าวนายเงินผู้เช่าให้ออกจากที่ดินของตนเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด และนายเงินยอมออกจากที่ดินโดยไม่ทักท้วง แต่ยังไม่ได้รับเงินประกันทรัพย์สินที่เช่าคืนจากนายแหวน จึงขอให้นายแก้วส่งหนังสือทวงถามไปยังนายแหวนเรียกเงินประกันคืน แต่นายแหวนไม่ยอมคืน นายเงินจึงให้นายแก้วฟ้องคดีนั้น ถือว่านายแก้วเป็นทนายความให้นายแหวนในคดีที่ให้ผู้เช่าออกจากที่ดินของตนเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนด และยังรับเป็นทนายความในคดีที่นายเงินฟ้องนายแหวนเรียกเงินประกันคืนอีก ซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกันในเรื่องที่ดิน การกระทำของนายแก้วถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 13
การที่นายแก้วรับเป็นทนายความและเรียกค่าจ้างว่าความแล้ว ยังขอเงินค่าของขวัญที่จะต้องนำไปให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีอีกนั้น ถือว่านายแก้วประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 14
สรุป การกระทำของนายแก้วประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 13 และข้อ 14
ข้อ 3. นายโชคชัยเป็นผู้พิพากษาศาลแห่งหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง นายชัยวัฒน์เป็นลูกศิษย์เคยเรียนวิชาดังกล่าวก่อนกับนายโชคชัย ต่อมานายชัยวัฒน์ประกอบอาชีพเป็นทนายความ และมีลูกความมาปรึกษาคดีเรื่องสินค้าถูกละเมิดลิขสิทธิ์ แต่นายชัยวัฒน์เป็นทนายความที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะคดีแพ่งและคดีอาญา จึงโทรศัพท์ไปขอคำปรึกษากับนายโชคชัยในฐานะที่เป็นอาจารย์ ซึ่งนายโชคชัยเห็นว่านายชัยวัฒน์เป็นลูกศิษย์ที่คุ้นเคยสอบถามเกี่ยวกับวิชาที่ตนเองเคยสอนจึงให้คำแนะนำกับนายชัยวัฒน์ในเรื่องข้อกฎหมายและการหาพยานหลักฐานที่จะมาดำเนินการฟ้องร้องคดีกับผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ และนายโชคชัยยังบอกอีกว่า หากมีข้อสงสัยประการใดอีกก็ให้ค้นหาจากตำราที่ตนเองเคยเขียนไว้และหากยังไม่เข้าใจก็ให้สอบถามทางโทรศัพท์ได้ทุกเมื่อ แต่นายชัยวัฒน์ก็ไม่ได้โทรศัพท์ไปปรึกษาอีกเนื่องจากคู่กรณีสามารถตกลงกันได้และไม่ได้มีการฟ้องร้องคดีต่อกัน
ดังนี้ อยากทราบว่าการกระทำของนายโชคชัยและนายชัยวัฒน์ จะผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 31 วรรคสอง “ผู้พิพากษาจักต้องไม่รับปรึกษาคดีความหรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ และไม่รับเป็นผู้ร่าง ผู้เขียน ผู้พิมพ์ หรือพยานในพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นใด ไม่ว่าเพื่อสินจ้างรางวัลหรือไม่ เว้นแต่เป็นกรณีที่ตัวผู้พิพากษาเอง คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิตหรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งผู้พิพากษาถือเป็นญาติสนิท มีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายชัยวัฒน์โทรศัพท์ไปสอบถามนายโชคชัยผู้พิพากษาศาลแห่งหนึ่งซึ่งเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชากฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อครั้งที่นายชัยวัฒน์เรียนในมหาวิทยาลัยเป็นการสอบถามเมื่อนายชัยวัฒน์ไปประกอบอาชีพเป็นทนายความแล้ว ไม่ใช่สอบถามในเรื่องการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งตามปกตินายโชคชัยเป็นผู้พิพากษาศาลยุติธรรมไม่อาจรับปรึกษาคดีความหรือเรื่องซึ่งอาจจะเป็นคดีความขึ้นได้ เพราะจะทำให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ และนายชัยวัฒน์เป็นเพียงลูกศิษย์ที่คุ้นเคย ไม่ใช่คู่สมรส ผู้บุพการี ผู้สืบสันดานของตน หรือญาติสืบสายโลหิต หรือเกี่ยวพันทางแต่งงาน ซึ่งถือเป็นญาติสนิทมีส่วนได้เสียในคดีหรือเรื่องนั้นโดยตรง ดังนั้น การที่นายโชคชัยให้คำปรึกษาแก่นายชัยวัฒน์เรื่องข้อกฎหมายและการหาพยานหลักฐานที่จะมาดำเนินการฟ้องร้องคดีกับผู้กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์ นอกจากนี้นายโชคชัยยังบอกอีกว่าหากมีข้อสงสัยประการใดอีกก็ให้ค้นหาจากตำราที่ตนเองเคยเขียนไว้ และหากยังไม่เข้าใจก็ให้สอบถามทางโทรศัพท์ได้ทุกเมื่อนั้น การกระทำของนายโชคชัยดังกล่าว ถือว่าประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง
ส่วนกรณีของนายชัยวัฒน์เป็นทนายความไม่ได้เป็นข้าราชการตุลาการ จึงไม่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ
สรุป นายโชคชัยผู้พิพากษาประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 31 วรรคสอง ส่วนนายชัยวัฒน์ทนายความไม่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการแต่อย่างใด