การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วนมี 3 ข้อ
ข้อ 1. เนติบัณฑิตยสภาเป็นองค์กรวิชาชีพที่มีบทบาทในการควบคุม ส่งเสริมมาตรฐานของวิชาชีพนักกฎหมายในแต่ละประเทศ ให้นักศึกษาอธิบายบทบาทของเนติบัณฑิตยสภาของประเทศญี่ปุ่นว่ามีบทบาทต่อการเข้าประกอบวิชาชีพนักกฎหมายไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ และทนายความอย่างไร
ธงคำตอบ
เนติบัณฑิตยสภาของประเทศญี่ปุ่นมีบทบาทต่อการเข้าประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย ดังนี้คือ
นักกฎหมายในประเทศญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ผู้พิพากษา อัยการ และทนายความ โดยนักกฎหมายทุกประเภทจะต้องได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย และจะต้องสอบผ่านเป็นเนติบัณฑิต รวมทั้งจะต้องเข้าสถาบันศึกษากฎหมาย (Legal Training and Research Institute) อีกเป็นเวลา 2 ปี จึงจะสามารถประกอบวิชาชีพเป็นผู้พิพากษา อัยการ และทนายความได้
เมื่อนักเรียนสำเร็จชั้นมัธยมต้องสอบแข่งขันเข้าศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมีหลักสูตร 4 ปี โดย 2 ปีแรกจะศึกษาวิชาทั่ว ๆ ไป และ 2 ปีหลังจะศึกษากฎหมาย ซึ่งมีวิชาหลักคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายแพ่ง กฎหมายพาณิชย์ กฎหมายอาญา และกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเมื่อสำเร็จปริญญากฎหมายจากมหาวิทยาลัยแล้ว หากต้องการประกอบวิชาชีพนักกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษา อัยการ หรือทนายความ ต้องสอบเนติบัณฑิต เนื่องจากกฎหมายบังคับว่านักกฎหมายทุกคนต้องสอบได้เป็นเนติบัณฑิต
เมื่อสอบได้เป็นเนติบัณฑิตแล้วต้องเข้าสถาบันศึกษากฎหมาย (Legal Training and Research Institute) ซึ่งสถาบันนี้เป็นหน่วยงานหนึ่งของศาลสูงสุด ศาลสูงสุดจะแต่งตั้งอาจารย์ประจำสถาบันจากผู้พิพากษา อัยการ และทนายความหมุนเวียนกันเข้ามาสอนในสถาบัน การศึกษาในสถาบันนี้จะใช้เวลา 2 ปี โดย 8 เดือนแรกเป็นการศึกษาในชั้นเรียน และอีก 16 เดือนหลัง เป็นการศึกษาภาคปฏิบัติ ถ้าผู้ใดต้องการเป็นผู้พิพากษาก็ต้องฝึกหัดยกร่างความเห็น ผู้ใดต้องการเป็นอัยการหรือทนายความก็ต้องฝึกหัดการเขียนคำแถลงและการซักถามพยาน และเมื่อผ่านการศึกษา 2 ปี ในสถาบันแห่งนี้ก็สามารถประกอบวิชาชีพเป็นนักกฎหมายได้
และสำหรับทนายความญี่ปุ่น เมื่อจบการฝึกอบรมจากสถาบันศึกษากฎหมายแล้ว ต้องจดทะเบียนต่อเนติบัณฑิตยสภาแห่งชาติ (ระดับประเทศ) และจดทะเบียนต่อเนติบัณฑิตยสภาของจังหวัด (ระดับท้องถิ่น) ณ จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง ซึ่งเนติบัณฑิตยสภาระดับท้องถิ่นนั้นจะมี 52 แห่ง และอย่างน้อยที่สุดแต่ละจังหวัดจะมีเนติบัณฑิตยสภา 1 แห่ง ซึ่งเนติบัณฑิตยสภาของญี่ปุ่นมีความเป็นอิสระและมีอำนาจออกข้อบังคับและควบคุมมรรยาททนายความ
ข้อ 2. นายสุดเขตเป็นทนายความ ย้ายสำนักงานทนายความของตัวเองไปทำการแห่งใหม่ จึงได้ทำใบปลิวแจก มีข้อความว่า “สำนักงานสุดเขตทนายความและเพื่อน ว่าความไม่เคยแพ้ใคร คิดค่าว่าความถูกที่สุดในประเทศไทย” เมื่อนายแดนสยามเห็นข้อความดังกล่าว จึงตกลงจ้างให้นายสุดเขตว่าความให้ตนเอง ต่อมาเมื่อถึงเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว นายสุดเขตไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในเวลากำหนด เป็นเหตุทำให้คดีสิ้นสุดลง ทำให้นายแดนสยามเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ในคดีนั้น ดังนี้ นายสุดเขตประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 12 “กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อันอาจทำให้เสื่อมเสียประโยชน์ของลูกความ
(1) จงใจขาดนัด หรือทอดทิ้งคดี
(2) จงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำอันเกี่ยวแก่การดำเนินคดีแห่งลูกความของตน หรือปิดบังข้อความที่ควรแจ้งให้ลูกความทราบ”
ข้อ 17 “ประกาศโฆษณาหรือยอมให้ผู้อื่นประกาศโฆษณาใด ๆ ดังต่อไปนี้
(1) อัตราค่าจ้างว่าความหรือแจ้งว่าไม่เรียกร้องค่าจ้างว่าความ เว้นแต่การประกาศโฆษณาของทนายความเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ซึ่งดำเนินการโดยสภาทนายความเอง หรือโดยสถาบัน สมาคม องค์การหรือส่วนราชการใดที่เกี่ยวข้อง หรือ
(2) ชื่อ คุณวุฒิ ตำแหน่ง ถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้ เว้นแต่การแสดงชื่อ คุณวุฒิ หรืออื่น ๆ ดังกล่าวตามสมควรโดยสุภาพ”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุดเขตเป็นทนายความ ได้ย้ายสำนักงานทนายความของตัวเองไปที่ทำการแห่งใหม่ จึงได้ทำใบปลิวแจกมีข้อความว่า “สำนักงานสุดเขตทนายความและเพื่อน ว่าความไม่เคยแพ้ใคร คิดค่าว่าความถูกที่สุดในประเทศไทย” เมื่อนายแดนสยามเห็นข้อความดังกล่าวจึงตกลงจ้างนายสุดเขตว่าความให้ตนเองนั้น การที่นายสุดเขตได้ทำใบปลิวโดยมีข้อความดังกล่าวนั้น ย่อมถือว่าเป็นการโฆษณาชื่อ สำนักงาน อันเป็นไปในทางโอ้อวดเป็นเชิงชักชวนให้ผู้มีอรรถคดีมาหาเพื่อเป็นทนายความว่าต่างหรือแก้ต่างให้แล้ว การกระทำของนายสุดเขตจึงเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 17
และต่อมาเมื่อถึงเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีดังกล่าว นายสุดเขตไม่ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาภายในกำหนดเวลา เป็นเหตุทำให้คดีสิ้นสุดลง ทำให้นายแดนสยามเสียสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ในคดีนั้น ย่อมถือว่าเป็น การจงใจละเว้นหน้าที่ที่ควรกระทำเกี่ยวแก่การดำเนินคดีของลูกความ จึงถือว่านายสุดเขตประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 (2) ด้วย
สรุป นายสุดเขตประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 12 และข้อ 17
ข้อ 3. นายทรงศักดิ์เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ไปร่วมงานเลี้ยงที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้ปกครองและนักเรียนเก่าโรงเรียนประจำจังหวัด เมื่อไปถึงได้พบปะและพูดคุยกับนายทรงสิทธิ์นายกสมาคม นายทรงสิทธิ์ได้สอบถามนายทรงศักดิ์เกี่ยวกับข่าวที่มีนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดถูกศาลออกหมายจับ นายทรงศักดิ์จึงเล่าว่านักการเมืองท้องถิ่นชื่อดังตามที่เป็นข่าว ถูกเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่ากระทำความผิดและยื่นคำร้องขอออกหมายจับและตนเองเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาคำร้อง ได้ตรวจดูพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้ว เชื่อว่านักการเมืองท้องถิ่นผู้นี้เป็นผู้กระทำความผิดจริง จึงเห็นสมควรให้ออกหมายจับ นายทรงสิทธิ์สอบถามต่อไปอีกว่า กรณีเช่นนี้ศาลจะตัดสินอย่างไร นายทรงศักดิ์จึงตอบไปว่า สำนวนเรื่องนี้นายทรงฤทธิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลได้มอบหมายให้นายทรงเกียรติซึ่งเป็นเพื่อนของตนเองเป็นเจ้าของสำนวน โดยมีตนเองเป็นองค์คณะที่ต้องร่วมพิจารณาคดีดังกล่าวด้วย และได้ปรึกษากับนายทรงเกียรติในเบื้องต้นแล้ว คงต้องมีคำพิพากษาจำคุกนักการเมืองคนนี้อย่างแน่นอน ดังนี้ การกระทำดังกล่าวของนายทรงศักดิ์เป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 6 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในคดีที่อาจกระทบกระเทือนต่อบุคคลใด ไม่วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือกำลังจะขึ้นสู่ศาล แต่ผู้พิพากษาย่อมมีอำนาจอาจแถลงให้ประชาชนเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาลเมื่อมีเหตุผลสมควร”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายทรงศักดิ์เป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัดแห่งหนึ่ง ได้ไปร่วมงานเลี้ยงที่จัดขึ้นโดยสมาคมผู้ปกครองและนักเรียนเก่าโรงเรียนประจำจังหวัด เมื่อไปถึงได้พบปะและพูดคุยกับนายทรงสิทธิ์นายกสมาคม นายทรงสิทธิ์ได้สอบถามนายทรงศักดิ์เกี่ยวกับข่าวที่มีนักการเมืองท้องถิ่นในจังหวัดถูกศาลออกหมายจับ นายทรงศักดิ์จึงเล่าว่านักการเมืองท้องถิ่นชื่อดังตามที่เป็นข่าว ถูกเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาว่ากระทำความผิดและยื่นคำร้องขอออกหมายจับและตนเองเป็นผู้พิพากษาที่พิจารณาคำร้อง ได้ตรวจดูพยานหลักฐานเบื้องต้นแล้ว เชื่อว่านักการเมืองท้องถิ่นผู้นี้เป็นผู้กระทำความผิดจริง จึงเห็นสมควรให้ออกหมายจับนั้น ถือว่านายทรงศักดิ์ได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงในคดีที่อาจกระทบกระเทือนต่อบุคคลใดตามนัยข้อ 6 แห่งประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการแล้ว จึงถือเป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6
และเมื่อนายทรงสิทธิ์ได้สอบถามต่อไปว่า กรณีเช่นนี้ศาลจะตัดสินอย่างไร นายทรงศักดิ์ได้ตอบไปว่า สำนวนเรื่องนี้นายทรงฤทธิ์ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้นายทรงเกียรติซึ่งเป็นเพื่อนของตนเองเป็นเจ้าของสำนวน โดยมีตนเองเป็นองค์คณะที่ต้องร่วมพิจารณาคดีดังกล่าวด้วย และได้ปรึกษากับนายทรงเกียรติในเบื้องต้นแล้ว คงต้องมีคำพิพากษาจำคุกนักการเมืองคนนี้อย่างแน่นอนนั้น ถือว่านายทรงศักดิ์ได้วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่บุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่กำลังจะขึ้นสู่ศาลซึ่งอาจทำให้บุคคลภายนอกเอาไปคาดหมายว่าในที่สุดแล้วผลของคำพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร อันเป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6 เช่นกัน
ดังนั้น การกระทำของนายทรงศักดิ์จึงเป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6
สรุป นายทรงศักดิ์ประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้อราชการตุลาการข้อ 6