การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2560
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. องค์การวิชาชีพมีหน้าที่ควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพกรณีใดบ้าง จงอธิบาย
ธงคำตอบ
การควบคุมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้แก่
-
ควบคุมคุณภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ ทุกวิชาชีพมีความสำคัญต่อสังคม ดังนั้นความรู้ความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ทำความเสียหายแก่ประชาชน เช่น ถ้าแพทย์วินิจฉัยโรคไม่ได้ ให้ยาไม่ถูก คนไข้อาจตายได้ หรือถ้าทนายความไม่รู้กฎหมาย ไม่ยื่นฟ้องภายในกำหนด คดีอาจขาดอายุความ ทำให้ลูกความเสียหายได้ เพราะฉะนั้นองค์การวิชาชีพจึงต้องควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพมีมาตรฐานสูงในระดับหนึ่ง องค์การวิชาชีพจึงต้องจัดทดสอบมาตรฐานความรู้อยู่เสมอ ดังนั้นเนติบัณฑิตยสภาของทุกประเทศจึงทดลองความรู้ของผู้ที่จะเข้าประกอบวิชาชีพก่อนออกใบอนุญาตให้
-
ควบคุมวินัยและมรรยาทของผู้ประกอบวิชาชีพ ให้ผู้ประกอบวิชาชีพอยู่ในกรอบของวินัยและมารยาทตามที่กำหนด เช่น ทนายความมีมรรยาทข้อหนึ่งว่า เมื่อรับเงินค่าธรรมเนียมศาลจากคู่ความมาแล้วต้องใช้เงินนั้นไปในการยื่นฟ้องคดีต่อศาลให้เขา ไม่ใช่เอาเงินนั้นไปหมุนใช้ส่วนตัวก่อน หรือเมื่อลูกความชนะคดี ทนายความรับเงินจากผู้แพ้คดีแทนลูกความก็ต้องนำมามอบให้ลูกความของตน
-
ควบคุมหวงกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาแย่งทำอาชีพ อาชีพนี้ต้องผูกขาด องค์การวิชาชีพจึงมีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำ ตัวอย่างเช่น องค์การวิชาชีพแพทย์จะต้องดูแลไม่ให้พยาบาลทำงานอย่างแพทย์ หรือองค์การวิชาชีพนักกฎหมายก็มีหน้าที่ดูแลไม่ให้คนอื่นเข้ามาทำอาชีพอย่างนักกฎหมาย เช่น การรับทวงหนี้แทนเจ้าหนี้เป็นหน้าที่ของทนายความที่จะออกหนังสือบอกกล่าวทวงหนี้ การให้คำปรึกษากฎหมายก็ต้องเป็นหน้าที่ของทนายความ ผู้อื่นประกาศให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำสัญญา การดำเนินคดี หรือการทวงหนี้ล้วนเป็นการแย่งวิชาชีพทั้งนั้น ซึ่งองค์การวิชาชีพต้องดูแลไม่ให้ผู้อื่นทำ เพราะผู้ประกอบวิชาชีพได้นั้น จะต้องมีมาตรฐานความรู้ความสามารถและคุณธรรมระดับหนึ่ง ซึ่งบุคคลเหล่านั้นยังไม่ได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถและคุณธรรมสูงถึงมาตรฐาน ถ้าปล่อยให้ประกอบอาชีพก็อาจเกิดอันตรายแก่ประชาชนที่มาขอใช้บริการได้
ข้อ 2. นายมะพร้าวรับเป็นทนายความว่าต่างในคดีที่นายมะนาวฟ้องร้องเรียกเงินกู้ยืมคืนจากนายมะยม 1,000,000 บาท ต่อมานายมะพร้าวและนายมะนาวขัดแย้งกันในวิธีการดำเนินคดี นายมะพร้าวจึงถอนตัวจากการทำหน้าที่โดยนายมะนาวยินยอม และนายมะนาวมอบหมายให้นายมะม่วงเข้ามาเป็นทนายความทำหน้าที่แทน นายมะยมจึงติดต่อนายมะพร้าวและมอบหมายให้นายมะพร้าวเป็นทนายความแก้ต่างให้ตนในคดีนี้ ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องเพราะนายมะนาวไม่นำหลักฐานการกู้ยืมมานำสืบในชั้นศาล นายมะพร้าวจึงแนะนำให้นายมะยมฟ้องนายมะนาวเป็นคดีอาญาฐานฟ้องเท็จ ซึ่งต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ดังนี้ การกระทำของนายมะพร้าวผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529
ข้อ 9 “กระทำการใดอันเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีกันในกรณีอันหามูลมิได้”
ข้อ 13 “ได้รับปรึกษาหารือหรือได้รับรู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่งแล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกัน”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายมะพร้าวถอนตัวจาการทำหน้าที่เป็นทนายความให้กับนายมะนาวและรับเป็นทนายความแก้ต่างให้นายมะยมที่เป็นคู่ความอีกฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ในกรณีเดียวกัน ถือว่านายมะพร้าวฝ่าฝืนข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 13 และต่อมาศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะนายมะนาวไม่นำหลักฐานการกู้ยืมมานำสืบในชั้นศาล นายมะพร้าวจึงแนะนำให้นายมะยมฟ้องนายมะนาวเป็นคดีอาญาฐานฟ้องเท็จซึ่งต่อมาศาลมีคำพิพากษายกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้น ถือว่าเป็นการยุยงส่งเสริมให้มีการฟ้องร้องคดีในกรณีอันหามูลไม่ได้ และต้องห้ามตามข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 9
สรุป นายมะพร้าวประพฤติผิดมรรยาททนายความข้อ 9 และข้อ 13
ข้อ 3. นายเอกนักธุรกิจเจ้าของโรงงานฟอกหนังและเป็นนายกสมาคมโรงงานฟอกหนัง ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน นายเอกได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้เข้าร่วมอภิปรายทางวิชาการกับผู้ทรงคุณวุฒิอีกหลายคนในหัวข้อ “ปัญหาแรงงานไทยในการก้าวไปสู่ยุค 4.00” โดยนายเอกได้แสดงความเห็นมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ตั้งแต่ทหารเข้ามาปฏิวัติยึดอำนาจก็ทำแต่เรื่องแย่ ๆ ทำให้เศรษฐกิจไม่ดี ชาวบ้านเดือดร้อนกันทั่วหน้า ค้าขายไม่ได้ ต่างชาติก็ไม่คบหากับประเทศไทย รัฐบาลเผด็จการทหารมีแต่ยั่วยุ กดดัน กวาดล้างศัตรูทางการเมือง ไม่แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างแท้จริง มีแต่จ้องจะซื้ออาวุธสงคราม แล้วจะไปหวังอะไรกับการที่จะพัฒนา ยกระดับแรงงานไทยให้เข้าสู่ยุค 4.00 มีแต่จะเข้าสู่ยุคไดโนเสาร์ การที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาแย่งงานคนไทยอย่างมากมาย จนทำให้เกิดปัญหามากมาย หากแก้ไขไม่ได้ ก็รีบ ๆ ออกไปเถอะ ให้รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งเขาทำดีกว่า…” จากคำอภิปรายนี้ มีสื่อมวลชนนำไปเสนอข่าวอย่างแพร่หลาย จึงทำให้มีประชาชนเข้ามาแสดงความคิดเห็นหลากหลายมีทั้งโต้แย้งและสนับสนุนเป็นจำนวนมาก ขอให้นักศึกษาอธิบายว่าการอภิปรายของนายเอกเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529
ข้อ 28 “ผู้พิพากษาไม่พึงแสดงปาฐกถา บรรยาย สอน หรือเข้าร่วมสัมมนา อภิปราย หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต่อสาธารณชน ซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษาและจักต้องไม่กระทำการดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ในทางธุรกิจ”
ข้อ 44 “ให้นำประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการนี้มาใช้บังคับแก่ผู้ช่วยผู้พิพากษา ดะโต๊ะยุติธรรมและผู้พิพากษาสมทบด้วยโดยอนุโลม”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบศาลแรงงาน และได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งให้เข้าร่วมอภิปรายทางวิชาการ นายเอกจึงต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และประพฤติตนให้อยู่ในกรอบตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 44 ที่กำหนดให้ผู้พิพากษาสมทบต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติดังกล่าวด้วย เมื่อคำอภิปรายของนายเอกมีลักษณะเป็นการอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อสาธารณชน โดยใช้วาจาไม่สุภาพและพูดจาเหน็บแนมรัฐบาล อันเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำเพราะจะแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นกลางทางการเมืองและไม่เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้น การกระทำของนายเอกจึงเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษา จึงถือได้ว่านายเอกประพฤติผิดจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 28 ด้วย
สรุป นายเอกประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 28 และข้อ 44