การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2558

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. ระบบกฎหมายมีกี่ระบบ อะไรบ้าง จงอธิบายโดยละเอียด

ธงคำตอบ

ระบบกฎหมาย มี 3 ระบบ คือ

  1. Common Law

  2. Civil Law

  3. Socialist Law

    (นักศึกษาต้องอธิบายรายละเอียดในตำราหน้า 9-13 ด้วย)

ข้อ 2. นายทัศน์เป็นทนายความรับแก้ต่างในคดีที่นายทันเป็นจำเลยในคดียาเสพติด โดยในคดีนี้นายทัศน์เรียกค่าทนายความจากนายทัน 5,000,000 บาท กล่าวว่าที่เรียกค่าตอบแทนสูงเป็นเพราะคดีนี้ต้องใช้ความรู้ความสามารถของตนเท่านั้นจึงจะสามารถชนะคดีได้ และเป็นค่าตอบแทนที่คุ้มค่าที่จะไม่ถูกศาลพิพากษาลงโทษ นายทันไม่มีเงินจึงนำโฉนดที่ดินมาให้นายทัศน์ยึดถือไว้เป็นประกัน และมีการตกลงว่าถ้าแพ้คดีนายทัศน์จะไม่เรียกค่าจ้างว่าความ ต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษประหารชีวิตนายทัน นายทันจึงเรียกโฉนดคืนจากนายทัศน์ แต่นายทัศน์ปฏิเสธ อ้างว่าจะคืนต่อเมื่อได้รับค่าจ้างว่าความครบ ดังนี้ นายทัศน์ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 10 “ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ เพื่อจูงใจให้ผู้ใดมอบคดีให้ว่าต่างหรือแก้ต่าง

(1) หลอกลวงให้เขาหลงว่าคดีนั้นจะชนะ เมื่อตนรู้สึกแก่ใจว่าจะแพ้”

ข้อ 15 “กระทำการใดอันเป็นการฉ้อโกง ยักยอก หรือตระบัดสินลูกความ หรือครอบครอง หรือหน่วงเหนี่ยวเงินหรือทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ เว้นแต่จะมีเหตุอันสมควร”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายทัศน์เป็นทนายความรับแก้ต่างในคดีที่นายทันเป็นจำเลยในคดียาเสพติด ซึ่งในคดีนี้นายทัศน์เรียกค่าตอบแทนสูงโดยกล่าวว่าเป็นเพราะคดีนี้ต้องใช้ความรู้ความสามารถของตนเท่านั้นจึงจะสามารถชนะคดีได้ และเป็นค่าตอบแทนที่คุ้มค่าที่จะไม่ถูกศาลพิพากษาลงโทษนั้น กรณีนี้นายทัศน์ใช้อุบายหลอกลวงให้นายทันเชื่อว่าจะทำให้ชนะคดีได้แน่นอน ซึ่งการกระทำของนายทัศน์ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 10 (1)

นอกจากนี้นายทัศน์ได้นำโฉนดที่ดินของนายทันยึดถือไว้เป็นประกัน และมีการตกลงว่าถ้าแพ้คดีจะไม่เรียกค่าจ้างว่าความ ต่อมาปรากฏว่าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษประหารชีวิตนายทัน นายทันจึงเรียกโฉนดคืนจากนายทัศน์ แต่นายทัศน์ปฏิเสธ อ้างว่าจะคืนต่อเมื่อได้รับค่าจ้างว่าความครบนั้น ถือว่าเป็น การหน่วงเหนี่ยวทรัพย์สินของลูกความที่ตนได้รับมาโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องไว้นานเกินกว่าเหตุ โดยมิได้รับความยินยอมจากลูกความ จึงถือว่าการกระทำของนายทัศน์ประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 15 เช่นกัน

สรุป การกระทำของนายทัศน์ถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 10 (1) และข้อ 15

ข้อ 3. นายวิชัยเป็นผู้พิพากษาศาลจังหวัด ก. ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์สมาคมคนแซ่ E ได้พบพ่อค้านักธุรกิจมากมาย รวมทั้งนายวิชิตที่ประกอบธุรกิจทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ระหว่างรับประทานอาหาร มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง และนายวิชิตเล่าให้นายวิชัยฟังว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากศาลยุติธรรม เนื่องจากตนเองมีคดีความที่ศาลจังหวัด ข. แต่ในวันนี้ไม่สะดวกคุยและจะขอไปพูดคุยวันหลัง ต่อมานายวิชิตนัดหมายไปพบนายวิชัยที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และเล่าให้ฟังว่าคดีของตนเองถูกพิพากษาในศาลจังหวัด ข. มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยมีกำหนด 3 ปี และให้นายวิชิตต้องจ่ายเงินคืนให้แก่ลูกค้าทุกคน รวมเป็นเงินจำนวน 30,000,000 บาท โดยที่นายวิชิตอ้างว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นเพราะถูกหุ้นส่วนหักหลัง นายวิชิตจึงยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลจังหวัด ข. และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ นายวิชิตกล่าวกับนายวิชัยว่า “การที่ผู้พิพากษาศาลจังหวัด ข. พิพากษาลงโทษจำคุกตนเองนั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะตนเองไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้องและได้รับความเสียหายมาก เนื่องจากระหว่างถูกดำเนินคดีสื่อมวลชนได้มีการลงข่าวครึกโครม ทำให้ตนเองได้รับความอับอาย” นายวิชัยจึงพูดตอบนายวิชิตไปว่า “ผู้พิพากษาที่ลงโทษจำคุกนายวิชิตนั้น กระทำการโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย ขาดหลักความยุติธรรม ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จะต้องเหนื่อยวิ่งไปขอความยุติธรรมต่อศาลสูง และสิ้นเปลืองเงินทองเพื่อประโยชน์อันใด…. ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง” จากการที่นายวิชัยได้พบปะกับนายวิชิต และมีการกล่าวถึงการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาในศาลจังหวัด ข. เช่นนี้ การกระทำของนายวิชัยขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 6 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงในคดีที่อาจกระทบกระเทือนต่อบุคคลใด ไม่วิจารณ์หรือให้ความเห็นแก่คู่ความหรือบุคคลภายนอกเกี่ยวกับคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือกำลังจะขึ้นสู่ศาล แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจอาจแถลงให้ประชาชนเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาลเมื่อมีเหตุผลสมควร”

ข้อ 43 “ผู้พิพากษาจักต้องละเว้นการคบหาสมาคมกับคู่ความหรือบุคคลอื่นซึ่งมีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคดีความ หรือบุคคลซึ่งมีความประพฤติหรือมีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสียอันอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรมของผู้พิพากษา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายวิชัยเป็นผู้พิพากษาและได้พบปะนายวิชิตซึ่งเป็นผู้มีคดีความและเป็นคู่ความในคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกนายวิชิตในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ถึงแม้นายวิชิตจะอ้างว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด แต่นายวิชัยจักต้องละเว้นการคบหาสมาคมด้วย เพราะการที่ผู้พิพากษาไปคบหากับคู่ความฝ่ายหนึ่ง ย่อมทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเคลือบแคลงสงสัย เมื่อประชาชนทราบอาจจะกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของบุคคลทั่วไปในการประสาทความยุติธรรม แม้ตนเองจะไม่ใช่ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีของนายวิชิตก็ตาม ดังนั้น การกระทำของนายวิชัยจึงถือเป็นการประพฤติผิดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 43

และการที่นายวิชัยพูดตอบกับนายวิชิตว่า “ผู้พิพากษาที่ลงโทษจำคุกนายวิชิตนั้น กระทำการโดยไม่คำนึงถึงหลักกฎหมาย ขาดหลักความยุติธรรม ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน จะต้องเหนื่อยวิ่งไปขอความยุติธรรมต่อศาลสูง และสิ้นเปลืองเงินทองเพื่อประโยชน์อันใด…. ทำอย่างนี้ไม่ถูกต้อง” นั้น ถ้อยคำที่นายวิชัยกล่าวเป็นการกล่าวตำหนิติเตียนการทำงานของผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนต่อนายวิชิตซึ่งเป็นคู่ความในคดี กรณีนี้จึงเป็นการกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาในการทำงานของผู้พิพากษา ถึงแม้ว่านายวิชัยได้ทราบข้อเท็จจริงในคดีและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี ประกอบกับนายวิชัยไม่ใช่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจหน้าที่ที่จะแถลงให้ประชาชนเข้าใจถึงวิธีพิจารณาความของศาล ดังนั้น จึงถือว่าการกระทำของนายวิชัยขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6

สรุป การกระทำของนายวิชัยขัดต่อประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 6 และข้อ 43

Advertisement