การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2557

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4105 (LAW 4005) หลักวิชาชีพและจรรยาบรรณของนักกฎหมาย

Advertisement

 คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. การเริ่มคดีมรรยาททนายความมีกี่วิธี อะไรบ้าง จงอธิบายโดยยกให้ดูมาเป็นข้อ ๆ

 ธงคำตอบ

การเริ่มคดีมรรยาททนายความเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรรยาททนายความได้ 3 วิธี คือ

  1. บุคคลผู้ได้รับความเสียหายหรือทนายความกล่าวหาว่าทนายความคนใดคนหนึ่งประพฤติผิดมรรยาททนายความ อาจจะเป็นลูกความที่ถูกทนายความโกงเงิน หรือรับเงินมาจากลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้วไม่นำเงินมาจ่ายให้ลูกความ อาจจะเป็นคู่ความฝ่ายอื่นมากล่าวโทษทนายความว่าไปข่มขู่ หรืออาจจะเป็นทนายความด้วยกันกล่าวหากันเอง เช่น ทนายความประมูลคดีแย่งกัน

อายุความสิทธิกล่าวหาทนายความเป็นไปตามมาตรา 64 วรรคสอง กล่าวคือ สิทธิกล่าวหาทนายความสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่ผู้มีสิทธิกล่าวหารู้เรื่องการประพฤติผิดมรรยาททนายความ และเมื่อรู้ตัวผู้ประพฤติผิด แต่ต้องไม่เกิน 3 ปีนับแต่วันประพฤติผิดมรรยาททนายความ

  1. ศาล พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวน แจ้งให้ดำเนินคดีเนื่องจากบุคคลเหล่านี้ทำงานร่วมกับทนายความ ย่อมเห็นทนายความประพฤติผิดมรรยาททนายความโดยง่าย

  2. ปรากฏแก่คณะกรรมการมรรยาททนายความเอง

ข้อ 2. นายทองแดงเป็นทนายความให้คำปรึกษาด้านกฎหมายกับนายทองเหลืองในคดีอาญาที่นายทองขาวเป็นโจทก์ฟ้องฐานลักทรัพย์จึงได้สอบสวนข้อเท็จจริง นายทองเหลืองยอมรับว่ากระทำความผิดจริง และเขียนรายละเอียดที่เกิดขึ้นให้นายทองแดงไปใช้ในการเขียนคำให้การ แต่นายทองเหลืองไม่ได้แต่งตั้งนายทองแดงเป็นทนายความแก้ต่างในคดีนี้ ต่อมานายทองขาวทราบเรื่อง จึงขอให้ศาลออกหมายเรียกนายทองแดงไปเป็นพยาน และนายทองแดงเบิกความตามความเป็นจริงที่ทราบมา ดังนี้ นายทองแดงประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529

ข้อ 11 “เปิดเผยความลับของลูกความที่ได้รู้ในหน้าที่ของทนายความ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากลูกความนั้นแล้ว หรือโดยอำนาจศาล”

ข้อ 13 “ได้รับปรึกษาหารือ หรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีใดโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับคู่ความฝ่ายหนึ่ง แล้วภายหลังไปรับเป็นทนายความหรือใช้ความรู้ที่ได้มานั้นช่วยเหลือคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นปรปักษ์อยู่ในกรณีเดียวกัน”

และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 231 “เมื่อคู่ความหรือผู้ใดจะต้องให้การหรือส่งพยานหลักฐานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(2) เอกสารหรือข้อความลับ ซึ่งได้มาหรือทราบเนื่องในอาชีพหรือหน้าที่ของเขา”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายทองแดงทนายความให้คำปรึกษาด้านกฎหมายกับนายทองเหลืองในคดีอาญาที่นายทองขาวเป็นโจทก์ฟ้องฐานลักทรัพย์ นายทองเหลืองยอมรับว่ากระทำความผิดจริง และเขียนรายละเอียดที่เกิดขึ้นให้นายทองแดงไปใช้ในการเขียนคำให้การ ถือว่าเป็นกรณีที่นายทองแดงได้รับปรึกษาหารือ หรือได้รู้เรื่องกรณีแห่งคดีโดยหน้าที่อันเกี่ยวข้องกับนายทองเหลือง ถึงแม้ว่านายทองเหลืองจะไม่ได้แต่งตั้งนายทองแดงเป็นทนายความแก้ต่างในคดีก็ตาม และต่อมานายทองขาวทราบเรื่อง จึงขอให้ศาลออกหมายเรียกนายทองแดงไปเป็นพยานนั้น ถือว่านายทองแดงได้นำความรู้ที่ได้มาไปช่วยเหลือนายทองขาวคู่ความฝ่ายที่เป็นปรปักษ์ การกระทำของนายทองแดงประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 13

ต่อมาปรากฏว่านายทองแดงเบิกความตามความเป็นจริงที่ทราบมา โดยการเปิดเผยความลับของลูกความที่รู้มาในหน้าที่ของทนายความแม้ว่าจะไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นทนายความก็ตาม ถือเป็นเอกสิทธิ์ที่ทนายความสามารถปฏิเสธไม่ยอมเบิกความได้ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 231 (2) ดังนั้น การกระทำของนายทองแดงจึงถือว่าประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 11

สรุป การกระทำของนายทองแดงทนายความประพฤติผิดข้อบังคับมรรยาททนายความข้อ 11 และข้อ 13

ข้อ 3. นายเพชรเป็นผู้พิพากษา มีนางทับทิมเป็นภริยา วันหนึ่งนางมรกตเพื่อนสนิทของนางทับทิมมาพบที่บ้านเพื่อขอให้ช่วยพูดกับนายเพชรเรื่องคดีที่ตนฟ้องเรียกคืนที่ดินจากนางไพลิน 10 ไร่ เพราะไม่เคยทำสัญญายกที่ดินดังกล่าวให้ นายเพชรทราบเรื่องเห็นว่าคดีฟ้องที่ศาลที่ตนทำงานอยู่ จึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ ได้ความว่าคดีนี้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลมอบหมายให้นายทองเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน และให้ตนเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา นายเพชรจึงบอกนางทับทิมว่ามีผู้พิพากษาท่านอื่นเป็นเจ้าของสำนวน และการพิจารณาพิพากษาคดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน นางทับทิมเห็นว่านายทองเป็นรุ่นน้องที่สนิทกัน จึงโทรศัพท์ไปขอให้นายทองช่วยนางมรกตในคดีนี้โดยไม่บอกนายเพชร ดังนี้ นายเพชรและนางทับทิมประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ พ.ศ. 2529

ข้อ 37 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ก้าวก่ายแทรกแซงหรือแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นหรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาพิพากษาคดี”

ข้อ 38 “ผู้พิพากษาจักต้องไม่ยินยอมให้บุคคลในครอบครัวก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของตนหรือของผู้อื่น และจักต้องไม่ยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์อันมิชอบ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเพชรเป็นผู้พิพากษา และมีนางทับทิมเป็นภริยา วันหนึ่งนางมรกตเพื่อนสนิทของนางทับทิมขอให้นางทับทิมช่วยพูดกับนายเพชรเรื่องคดีที่ตนฟ้องเรียกคืนที่ดินจากนางไพลิน นายเพชรทราบเรื่องจึงไปสอบถามเจ้าหน้าที่ และได้ความว่าคดีนี้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคือนายทอง และให้ตนเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา นายเพชรจึงบอกนางทับทิมว่ามีผู้พิพากษาท่านอื่นเป็นเจ้าของสำนวน และการพิจารณาพิพากษาคดีต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานนั้น เห็นได้ว่าเป็นกรณีที่นายเพชรปฏิเสธที่จะแทรกแซง หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาอื่นในการพิจารณาคดี ดังนั้นจึงถือว่านายเพชรไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37 แต่อย่างใด

ต่อมานางทับทิมได้โทรศัพท์ไปขอให้นายทองซึ่งเป็นรุ่นน้องที่สนิทกันช่วยนางมรกตในคดีนี้โดยไม่บอกนายเพชรนั้น ถือเป็นกรณีที่บุคคลในครอบครัวผู้พิพากษาเข้าไปก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อื่น แต่เมื่อนายเพชรไม่ทราบ จึงไม่อาจถือว่านายเพชรให้ความยินยอมในการกระทำดังกล่าว นายเพชรจึงไม่ผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 38

ส่วนนางทับทิม เนื่องจากไม่ใช่ผู้พิพากษา จึงไม่ผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

สรุป นายเพชรผู้พิพากษาไม่ประพฤติผิดประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการข้อ 37 และข้อ 38 ส่วนนางทับทิมไม่ผิดตามประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ

Advertisement