การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4104 (LAW 4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายกรและนายกันเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท วันหนึ่งโรงงานไฟไหม้โดยเหตุสุดวิสัย นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงาน 2 เดือน แต่ก็ไม่สามารถกู้เงินมาก่อสร้างซ่อมแซมโรงงานได้ จึงส่งนายกรและนายกันไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างของเพื่อน นายกรยินยอมไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างนี้ แต่นายกันไม่ยินยอมไป นายจ้างจึงถือว่าลาออกและไม่จ่ายค่าชดเชยให้

เช่นนี้ ถ้านายกรและนายกันทำงานมาแล้ว 4 ปี จะมีผลต่อนายกรในการไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างอย่างไร และมีผลต่อนายกันอย่างไรบ้าง จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 13 “ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง หรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลและมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด หากมีผลทำให้ลูกจ้างคนหนึ่งคนใดไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้นด้วย และให้สิทธิต่าง ๆ ที่ลูกจ้างมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีสิทธิต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่อันเกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการ”

มาตรา 17 วรรคสอง “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย”

มาตรา 75 “ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญ อันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา 55 และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา 70 (1)

ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำการ”

มาตรา 118 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป”

วินิจฉัย

กรณีตามปัญหา การที่นายกรและนายกันเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท วันหนึ่งโรงงานไฟไหม้โดยเหตุสุดวิสัย นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงาน 2 เดือน กรณีนี้ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างตามปกติ ทำให้นายจ้างต้องหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวตามมาตรา 75 ซึ่งนายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างคือนายกรและนายกันด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากที่นายจ้างสั่งให้ลูกจ้างหยุดงาน 2 เดือน นายจ้างก็ไม่สามารถกู้เงินมาก่อสร้างซ่อมแซมโรงงานได้ จึงส่งนายกรและนายกันไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างของเพื่อน นายกรยินยอมไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างนี้ แต่นายกันไม่ยินยอมไป นายจ้างจึงถือว่านายกันลาออกและไม่จ่ายค่าชดเชยให้นั้น ถ้านายกรและนายกันทำงานมาแล้ว 4 ปี กรณีดังกล่าวย่อมมีผลต่อนายกรและนายกัน ดังนี้

กรณีของนายกร

การที่นายกรยินยอมไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างของเพื่อนนายจ้างนั้น ให้สิทธิต่างๆ ที่นายกรมีอยู่ต่อนายจ้างเดิมคงมีสิทธิต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับลูกจ้างนั้นทุกประการตามมาตรา 13 ดังนั้น ระยะเวลาที่นายกรได้ทำงานกับนายจ้างเดิมมาแล้วเป็นเวลา 4 ปี จึงต้องนำมานับรวมกับระยะเวลาในการทำงานกับนายจ้างใหม่ด้วย

กรณีของนายกัน

การที่นายกันไม่ยินยอมไปทำงานที่บริษัทก่อสร้างของเพื่อนนายจ้างนั้น นายกันย่อมสามารถทำได้เพราะตามมาตรา 13 นั้นได้กำหนดไว้ว่า การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างคนนั้นด้วย นายจ้างจะบังคับลูกจ้างไม่ได้ถ้าลูกจ้างไม่ยินยอม และเมื่อนายกันไม่ยินยอมไปทำงานกับนายจ้างคนใหม่นายจ้างมีสิทธิก็แต่เพียงบอกเลิกสัญญาจ้างได้ตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้ทราบก่อน นายจ้างจะถือเอาเหตุดังกล่าวมาอ้างว่าเป็นกรณีที่นายกันได้ลาออกจึงไม่จ่ายค่าชดเชยให้นั้นไม่ได้ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้นายกันเพราะถือว่าเป็นกรณีที่นายจ้างได้เลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง โดยจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้นายกันเป็นเงิน 30,000 บาท x 6 เดือน (180 วัน) = 180,000 บาท ตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3)

สรุป นายจ้างหยุดกิจการชั่วคราวได้ แต่ต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างตามมาตรา 75 แต่การที่นายจ้างส่งลูกจ้างไปทำงานกับนายจ้างคนใหม่แต่นายกันไม่ยินยอมไปนั้น ถือว่าเป็นกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายกันตามมาตรา 13 และมาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบวรรคสอง ส่วนกรณีของนายกรนั้นให้นำระยะเวลาที่ได้ทำงานกับนายจ้างเดิมมารวมกับระยะเวลาในการทำงานกับนายจ้างใหม่ด้วย

ข้อ 2. นายเอกและนายโทเป็นพนักงานบริษัท ชัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ตำแหน่งช่างไฟฟ้า ทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 โดยได้รับเงินเดือน ๆ ละ 15,000 บาท ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2568 นายเอกได้กล่าวกับนายโทว่า “ร่างกายของตนมีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วไปเพราะตนมีวิชาอาคม หากนายโทอยากได้วิชาให้โอนเงินมา 50,000 บาท แล้วจะสอนวิชาดังกล่าวให้” แต่นายโทไม่เชื่อ ดังนั้น นายเอกจึงปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าสูง 10 เมตร แล้วเอามือเปล่าจับสายไฟฟ้าแรงสูงให้นายโทดู ทันใดนั้นกระแสไฟฟ้าแรงสูงได้ช็อตนายเอกจนไฟลุกท่วมตัว ร่างของนายเอกกระเด็นตกลงมาที่พื้นแต่ยังไม่เสียชีวิต นายโทจึงรีบนำนายเอกส่งโรงพยาบาลทันที หลังจากรักษาตัวในห้องไอซียู 2 วัน นายเอกถึงแก่ความตาย

ให้ท่านวินิจฉัยว่า บริษัทฯ จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ และค่าทดแทนหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง

มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”

มาตรา 16 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 18 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี…..”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทนฯ มาตรา 5 กรณีที่จะถือว่าลูกจ้างประสบอันตราย จะต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย หรือผลกระทบต่อจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย เนื่องจาก

  1. การทำงานให้แก่นายจ้าง หรือ

  2. การทำงานเพื่อป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือ

  3. การทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง

กรณีตามปัญหา การที่นายเอกและนายโทเป็นพนักงานบริษัท ชัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ตำแหน่งช่างไฟฟ้า นายเอกได้กล่าวกับนายโทว่า “ร่างกายของตนมีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วไปเพราะตนมีวิชาอาคม หากนายโทอยากได้วิชาให้โอนเงินมา 50,000 บาท แล้วจะสอนวิชาดังกล่าวให้” แต่นายโทไม่เชื่อ นายเอกจึงปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าสูง 10 เมตร แล้วเอามือเปล่าจับสายไฟฟ้าแรงสูงให้นายโทดู และกระแสไฟฟ้าแรงสูงได้ช็อต

นายเอกจนไฟลุกท่วมตัว ร่างของนายเอกกระเด็นตกลงมาที่พื้นแต่ยังไม่เสียชีวิต นายโทจึงรีบนำตัวนายเอกส่งโรงพยาบาลทันที หลังจากรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู 2 วัน นายเอกก็ถึงแก่ความตายนั้น กรณีดังกล่าวไม่ถือว่านายเอกประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานตามคำสั่งของนายจ้างหรือเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างหรือเนื่องจากการทำงานเพื่อป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างตามความหมายของคำว่า “ประสบอันตราย” ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 แต่อย่างใด ดังนั้น บริษัท ชัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา 13 ค่าทดแทนแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างตายตามมาตรา 18 และไม่ต้องจ่ายค่าทำศพให้แก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามมาตรา 16

สรุป บริษัท ชัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทำศพ และค่าทดแทน

ข้อ 3. บริษัท ชัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้าง ปัจจุบันบริษัทฯ มีพนักงานทั้งสิ้น 500 คน แบ่งเป็นแรงงานชาวไทย 400 คน และแรงงานข้ามชาติ 100 คนที่บริษัทฯ นำเข้ามาตาม MOU โดยถูกต้องตามมาตรา 59 แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560

ในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 นางสาวแครอท วิศวกรในแผนกวิศวกรรมโครงสร้าง ได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เรียกร้องดังนี้

  1. ให้ปรับฐานเงินเดือนพนักงานขึ้นคนละ 5% ภายใน 3 ปี

  2. ให้บริษัทฯ จ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพคนละ 3,000 บาท

  3. ให้บริษัทฯ ปรับปรุงที่พักคนงานและจัดให้มีรถรับส่งฟรี

  4. ให้บริษัทฯ ยกเลิกการจ้างลูกจ้างรับเหมาค่าแรง (Sub-Contract)

  5. ให้บริษัทฯ เร่งการขึ้นทะเบียนพนักงานที่ยังไม่ได้เข้าระบบประกันสังคมตามมาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ให้ครบทุกคน

    วันที่ 1 ตุลาคม 2567 บริษัทฯ โดยผู้แทน 6 คน และนางสาวแครอทพร้อมผู้แทน 6 คน (ผ่านการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายลูกจ้างแล้ว) เริ่มการเจรจาข้อเรียกร้องครั้งแรกแต่ยังตกลงกันไม่ได้ ในวันที่ 16 มกราคม 2568 ได้มีการเจรจาข้อเรียกร้องครั้งที่ 2 แต่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นที่ 3 เท่านั้น และได้นัดหมายการเจรจาข้อเรียกร้องครั้งที่ 3 ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2568

    อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 บริษัทฯ ได้ออกคำสั่งให้นางสาวแครอทไปปฏิบัติงานในแผนกธุรการที่สำนักงาน ณ สิงคโปร์ โดยให้เหตุผลว่านางสาวแครอทมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษเพราะสอบ IELTS ได้ 8.0 คะแนน เหมาะสมที่จะทำงานธุรการและติดต่อกับต่างประเทศ

    ให้ท่านวินิจฉัยว่า คำสั่งของบริษัทฯ ต่อนางสาวแครอทชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

มาตรา 31 วรรคหนึ่ง “เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 แล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 29 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงานหรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าว

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ ข้อบังคับระเบียบ หรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าว ดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง

(4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร”

วินิจฉัย

ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปแล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างเจรจากัน กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยไม่สุจริต โดยมีเจตนาเพื่อที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างดังกล่าวให้ออกจากงานไป เพราะถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา 31 วรรคหนึ่งนี้ ก็มีข้อยกเว้นที่ให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ แม้ว่าจะอยู่ในขั้นตอนของการเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นก็ต่าม หากลูกจ้างดังกล่าวได้กระทำผิดต่อนายจ้างในกรณีต่าง ๆ ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง (1) – (4)

กรณีตามปัญหา การที่นางสาวแครอท วิศวกรในแผนกวิศวกรรมโครงสร้างของบริษัท ชัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องเพื่อขอเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต่อบริษัทฯ โดยถูกต้องตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13 และเมื่อข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของนางสาวแครอท แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทฯ ได้ออกคำสั่งให้นางสาวแครอทไปปฏิบัติงานในแผนกธุรการที่สำนักงาน ณ สิงคโปร์ โดยให้เหตุผลว่านางสาวแครอทมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ เหมาะสมที่จะทำงานธุรการและติดต่อกับต่างประเทศ อีกทั้งไม่ปรากฏว่านางสาวแครอทได้กระทำผิดต่อนายจ้างตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง (1) – (4) แต่อย่างใดนั้น การกระทำของบริษัทฯ ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยไม่สุจริต โดยมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างคือนางสาวแครอท การกระทำของบริษัทฯดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง

สรุป คำสั่งของบริษัทฯ ที่มีต่อนางสาวแครอทไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

Advertisement