การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4104 (LAW 4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม
คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. นายเศรษฐาและนางสาวแพรเข้าทำงานที่บริษัท TTN จำกัด โดยนายเศรษฐาอยู่ในตำแหน่งพนักงานขับรถและนางสาวแพรอยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย ทั้งสองคนได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 15,000 บาท นายจ้างให้นายเศรษฐาจัดหาบุคคลมาค้ำประกันการทำงานในตำแหน่งดังกล่าว นายเศรษฐาให้นายสินมาเป็นผู้ค้ำประกันให้ และให้นางสาวแพรนำเงินจำนวน 30,000 บาท มาเป็นหลักประกันการทำงาน ต่อมานายเศรษฐาขับรถไปชนได้รับความเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนนางสาวแพรทำงานได้ 6 เดือน ก็ลาออกจากงาน และนายจ้างให้นางสาวแพรมารับเงินประกันคืนในอีก 30 วันหลังจากที่นางสาวแพรออกจากงานแล้ว ให้นักศึกษาตอบคำถามดังนี้
(ก) นายสินในฐานะผู้ค้ำประกันการทำงานของนายเศรษฐาต้องรับผิดชอบในความเสียหายจากการทำงานของนายเศรษฐาอย่างไร
(ข) การที่นายจ้างนัดให้นางสาวแพรมารับเงินประกันคืนในอีก 30 วันหลังจากที่นางสาวแพรออกจากงาน มีผลทางกฎหมายอย่างไร ให้อธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนเงินประกันตามมาตรา 10 วรรคสอง… ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี
ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน”
มาตรา 10 “ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี”
และตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ. 2551
ข้อ 4 “ลักษณะหรือสภาพของงานที่นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ ได้แก่
(2) งานพนักงานเก็บหรือจ่ายเงิน
(6) งานควบคุมหรือรับผิดชอบยานพาหนะ”
ข้อ 5 “หลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานมีสามประเภท ได้แก่
(1) เงินสด
(2) ทรัพย์สิน
(3) การค้ำประกันด้วยบุคคล”
ข้อ 6 “ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเป็นเงินสด จำนวนเงินที่เรียกหรือรับต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ”
ข้อ 10 “ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน โดยการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเศรษฐาและนางสาวแพรเข้าทำงานที่บริษัท TTN จำกัด โดยนายเศรษฐาอยู่ในตำแหน่งพนักงานขับรถและนางสาวแพรอยู่ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายนั้น ถือว่าเป็นตำแหน่งที่นายจ้างสามารถเรียกหรือรับหลักการประกันการทำงานได้ เพราะเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างและอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบประกาศกระทรวงแรงงานฯ ข้อ 4 (2), (6) และการที่นายจ้างให้นายเศรษฐาจัดหาบุคคลมาค้ำประกันการทำงานในตำแหน่งดังกล่าว นายเศรษฐาจึงให้นายสินมาเป็นผู้ค้ำประกัน ย่อมสามารถทำได้ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบประกาศกระทรวงแรงงานฯ ข้อ 5 และกรณีที่นายจ้างเรียกเงินประกันจากนางสาวแพรจำนวน 30,000 บาทนั้น ก็สามารถเรียกได้เพราะจำนวนที่เรียกเก็บนั้นไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างโดยเฉลี่ยต่อวัน $(\frac{15,000}{30} \times 60)$ ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบประกาศกระทรวงแรงงานฯ ข้อ 5 และข้อ 6
ข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ วินิจฉัยได้ดังนี้
(ก) การที่นายเศรษฐาขับรถไปชนได้รับความเสียหายเป็นเงิน 100,000 บาทนั้น เมื่อนายสินเป็นผู้ค้ำประกันการทำงานของนายเศรษฐา นายสินจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายจากการกระทำของนายเศรษฐา เพราะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการทำงานของนายเศรษฐา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง ประกอบประกาศกระทรวงแรงงานฯ ข้อ 10 ที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันความเสียหายจากการทำงานของลูกจ้างมีความรับผิดไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ ดังนั้น นายสินจึงต้องรับผิดชอบในความเสียหายจากการทำงานของนายเศรษฐาเพียง 30,000 บาทเท่านั้น
(ข) การที่นางสาวแพรทำงานได้ 6 เดือน ก็ลาออกจากงาน และนายจ้างให้นางสาวแพรมารับเงินประกันคืนในอีก 30 วันหลังจากที่นางสาวแพรออกจากงานแล้วนั้น ย่อมไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 10 วรรคสอง ได้กำหนดให้นายจ้างต้องคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายในกำหนด 7 วันนับแต่วันที่ลูกจ้างลาออก หากนายจ้างไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ย่อมถือว่านายจ้างเป็นผู้ผิดนัด นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง และถ้าลูกจ้างพิสูจน์ได้ว่านายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามมาตรา 9 วรรคหนึ่งโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร นายจ้างจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน ตามมาตรา 9 วรรคสอง
สรุป (ก) นายสินผู้ค้ำประกันการทำงานของนายเศรษฐาต้องรับผิดชอบในความเสียหายจากการทำงานของนายเศรษฐาเป็นเงิน 30,000 บาท
(ข) การที่นายจ้างนัดนางสาวแพรมารับเงินประกันคืนในอีก 30 วันหลังจากที่นางสาวแพรออกจากงานนั้น ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อ 2. นายพิธาทำงานมาแล้ว 7 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท และนายธนาธรทำงานมาแล้ว 8 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 40,000 บาท นายจ้างได้นำเครื่องจักรมาใช้ ทำให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างลง แต่นายพิธาไม่ได้มาทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ นายจ้างจึงให้ออกทันทีในวันที่ 30 เมษายน 2566 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้ แต่นายพิธาต่อสู้ว่าจะต้องได้ค่าชดเชย 240,000 บาท และนายจ้างบอกกล่าวแก่นายธนาธรในวันที่ 30 เมษายน 2566 ว่าจะเลิกจ้าง และบอกเลิกจ้างในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 โดยจ่ายค่าชดเชยให้ 320,000 บาท เช่นนี้ นายพิธาและนายธนาธรจะต่อสู้ว่าไม่ถูกต้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายประกอบหลักกฎหมาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(4) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหกปี แต่ไม่ครบสิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสองร้อยสี่สิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสองร้อยสี่สิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป”
มาตรา 119 “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร”
มาตรา 121 “ในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต การจำหน่าย หรือการบริการอันเนื่องมาจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องลดจำนวนลูกจ้าง ห้ามมิให้นำ มาตรา 17 วรรคสอง มาใช้บังคับ และให้นายจ้างแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงาน และลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง
ในกรณีที่นายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง นอกจากจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงานหกสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วยด้วย
ในกรณีที่มีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามวรรคสองแล้ว ให้ถือว่านายจ้างได้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย”
มาตรา 122 “ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างตามมาตรา 121 และลูกจ้างนั้นทำงานติดต่อกันเกินหกปีขึ้นไปให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบหนึ่งปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทำงานครบหนึ่งปีสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย แต่ค่าชดเชยตามมาตรานี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยหกสิบวัน หรือไม่เกินค่าจ้างของการทำงานสามร้อยหกสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณค่าชดเชยพิเศษ กรณีระยะเวลาทำงานไม่ครบหนึ่งปี ถ้าเศษของระยะเวลาทำงานมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ให้นับเป็นการทำงานครบหนึ่งปี”
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว การที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้างนั้น ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 ได้กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างด้วย เว้นแต่จะเป็นการเลิกจ้างเพราะเหตุใดเหตุหนึ่งตามมาตรา 119 ซึ่งนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้าง และในกรณีที่นายจ้างจะเลิกจ้างลูกจ้าง เพราะเหตุที่นายจ้างปรับปรุงกระบวนการผลิตโดยนำเครื่องจักรมาใช้นั้น ให้นายจ้างแจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้างและรายชื่อลูกจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานและลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 60 วันก่อนวันที่จะเลิกจ้าง (มาตรา 121 วรรคหนึ่ง) ถ้านายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน นอกจากจะได้รับค่าชดเชยตามมาตรา 118 แล้ว ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน (มาตรา 121 วรรคสอง)
และในกรณีที่ลูกจ้างได้ทำงานติดต่อกันเกินหกปีขึ้นไป ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยตามมาตรา 118 ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบหนึ่งปี (มาตรา 122 วรรคหนึ่ง)
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายพิธาทำงานมาแล้ว 7 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท และนายธนาธรทำงานมาแล้ว 8 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 40,000 บาท ต่อมานายจ้างได้นำเครื่องจักรมาใช้ทำให้ต้องลดจำนวนลูกจ้างลง แต่นายพิธาไม่ได้มาทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ นายจ้างจึงให้ออกทันทีในวันที่ 30 เมษายน 2566 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้ แต่นายพิธาต่อสู้ว่าจะต้องได้ค่าชดเชย 240,000 บาท และนายจ้างบอกกล่าวแก่นายธนาธรในวันที่ 30 เมษายน 2566 ว่าจะเลิกจ้าง และบอกเลิกจ้างในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 โดยจ่ายค่าชดเชยให้ 320,000 บาท เช่นนี้ นายพิธาและนายธนาธรจะต่อสู้ว่าไม่ถูกต้องได้หรือไม่นั้น แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
กรณีของนายพิธา
การที่นายพิธาไม่ได้มาทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์นั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่นายพิธาได้ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควรแล้ว นายจ้างจึงสามารถบอกเลิกการจ้างได้ทันทีในวันที่ 30 เมษายน 2566 โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวน 240,000 บาท ตามมาตรา 118 (4) และมาตรา 119 (5) ดังนั้น การที่นายพิธาต่อสู้ว่าจะต้องได้ค่าชดเชย 240,000 บาทนั้น ข้อต่อสู้ของนายพิธาจึงฟังไม่ขึ้น
กรณีของนายธนาธร
การที่นายธนาธรลูกจ้างได้ทำงานมาแล้ว 8 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 40,000 บาทนั้น เมื่อนายจ้างบอกกล่าวแก่นายธนาธรว่าจะเลิกจ้างในวันที่ 30 เมษายน 2566 และบอกเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ซึ่งเป็นการแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า 60 วัน โดยจ่ายค่าชดเชยให้นายธนาธร 320,000 บาทนั้น นายธนาธรย่อมสามารถต่อสู้ได้ว่าไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะนายธนาธรมีสิทธิได้รับค่าชดเชย ดังนี้คือ
-
ค่าชดเชยในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างตามมาตรา 118 (4) เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 240 วัน (8 เดือน) เป็นเงินจำนวน 320,000 บาท
-
ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 121 เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 60 วัน เป็นเงิน 80,000 บาท
-
ค่าชดเชยพิเศษตามมาตรา 122 เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำงานครบ 1 ปี (ทำงานปีที่ 7 = 15 วัน และปีที่ 8 = 15 วัน รวม 30 วัน) เป็นเงิน 40,000 บาท
รวมทั้งหมดนายธนาธรจะต้องได้รับเงินค่าชดเชย เป็นเงิน = 320,000 + 80,000 + 40,000
= 440,000 บาท
สรุป นายพิธาจะต่อสู้ว่านายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้นั้นไม่ถูกต้องไม่ได้ แต่นายธนาธรจะต่อสู้ว่านายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้ 320,000 บาทนั้นไม่ถูกต้องได้ ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น
ข้อ 3. จงอธิบายกระบวนการจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง (Collective Bargaining Agreement)
ธงคำตอบ
“ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” หมายความว่า ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือระหว่างนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงานเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
“สภาพการจ้าง” หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน
กระบวนการจัดทำ “ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง” ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มีดังนี้คือ
1. การเรียกร้องโดยลูกจ้างหรือนายจ้าง
1.1 กรณีที่ฝ่ายลูกจ้างเป็นฝ่ายเรียกร้อง
-
ฝ่ายลูกจ้างจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องนั้นไปยังฝ่ายนายจ้าง โดยทำเป็นหนังสือแจ้งไปยังฝ่ายนายจ้าง (มาตรา 13 วรรคหนึ่ง) และข้อเรียกร้องดังกล่าวจะต้อง
(1) มีรายชื่อ และ
(2) มีลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น คือต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน (มาตรา 13 วรรคสาม)
-
ในกรณีที่ลูกจ้างได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาไว้แล้ว ให้ระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีจำนวนไม่เกิน 7 คน พร้อมกับการแจ้งข้อเรียกร้องด้วย ถ้าลูกจ้างยังมิได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ให้ลูกจ้างเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาและระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีกำหนดไม่เกิน 7 คน โดยมิชักช้า (มาตรา 13 วรรคสาม)
1.2 กรณีที่ฝ่ายนายจ้างเป็นผู้เรียกร้อง
ฝ่ายนายจ้างจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ (มาตรา 13 วรรคหนึ่ง) และข้อเรียกร้องของนายจ้างจะต้องระบุชื่อผู้เข้าร่วมเจรจา โดยจะระบุชื่อตนเองเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา หรือจะตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาก็ได้ ถ้านายจ้างตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ผู้แทนของนายจ้างต้องเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือลูกจ้างประจำของนายจ้าง กรรมการของสมาคมนายจ้าง หรือกรรมการของสหพันธ์นายจ้างและต้องมีจำนวนไม่เกิน 7 คน (มาตรา 13 วรรคสอง)
2. ขั้นตอนการเจรจา
เมื่อได้รับข้อเรียกร้องแล้ว ให้ฝ่ายที่รับข้อเรียกร้องแจ้งชื่อตนเองหรือผู้แทนเป็นหนังสือให้ฝ่ายที่แจ้งข้อเรียกร้องทราบโดยมิชักช้า และให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเจรจากันภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับข้อเรียกร้อง (มาตรา 16)
3. การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและการจดทะเบียน
ถ้านายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับลูกจ้างหรือสหภาพแรงงาน สามารถตกลงเกี่ยวกับข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 ได้แล้ว ให้ทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้นเป็นหนังสือลงลายมือชื่อนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างและผู้แทนลูกจ้างหรือกรรมการของสหภาพแรงงาน แล้วแต่กรณี และให้นายจ้างประกาศข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างโดยเปิดเผยไว้ ณ สถานที่ที่ลูกจ้างซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องทำงานอยู่เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน โดยเริ่มประกาศภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้ตกลงกัน (มาตรา 18 วรรคหนึ่ง)
ให้นายจ้างนำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวมาจดทะเบียนต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้ตกลงกัน (มาตรา 18 วรรคสอง)
ข้อ 4. ให้ท่านแสดงความคิดเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับ “มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มดิจิทัลในธุรกิจรับส่งอาหาร (Food Delivery)” หรือ “ไรเดอร์” ดังนี้
(ก) กรณีไรเดอร์ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน ไรเดอร์จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร
(ข) ท่านเห็นว่าควรมีกฎหมายกำหนด “สถานะของไรเดอร์” ให้เป็นลูกจ้างหรือไม่ จงอธิบาย
ธงคำตอบ
(ก) เนื่องจากแรงงานแพลตฟอร์มในธุรกิจรับส่งอาหารเป็นแรงงานรูปแบบใหม่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่อาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินธุรกิจและการจ้างงาน โดยการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มจะเป็นการจับคู่ตามความต้องการของผู้เสนอขายสินค้าและบริการกับความต้องการเสนอซื้อสินค้าหรือบริการโดยทำกลไกดิจิทัล โดยผู้เสนอขายสินค้าหรือบริการกับผู้เสนอซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจะติดต่อกันด้วยสมาร์ทโฟนผ่านแอพพลิเคชั่น ผ่านคนกลางที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มดิจิทัล การดำเนินธุรกิจแพลตฟอร์มจะมีผู้ที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการที่เข้าร่วมกับธุรกิจแพลตฟอร์ม ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมกับธุรกิจแพลตฟอร์มจะอยู่ในฐานะแรงงานแพลตฟอร์ม โดยจะเป็นแรงงานที่รับงานและค่าตอบแทนผ่านช่องทางออนไลน์ มีทั้งการรับงานเป็นรายครั้งหรือตามความต้องการ และทำงานเป็นบางเวลา ซึ่งการรับทำงานเป็นรายครั้งมีผลให้แรงงานดังกล่าวมีสถานะเป็นผู้รับจ้างอิสระไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายจ้าง แรงงานดังกล่าวจึงไม่ถูกนิยามให้เป็นลูกจ้าง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีเจ้าของแพลตฟอร์มที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น Grab, Line Man และ Food panda เป็นต้น โดยผู้ให้บริการที่เข้าร่วมกับธุรกิจแพลตฟอร์มจะเรียกว่า “ไรเดอร์” (พนักงานส่งอาหาร)
และเมื่อแรงงานดังกล่าวไม่ได้ถูกนิยามให้เป็นลูกจ้าง จึงไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ลักษณะต่างๆ ของกฎหมายแรงงานได้ เช่น กรณีไรเดอร์ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน ไรเดอร์ผู้นั้นก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ได้แก่ การไม่มีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้ รวมทั้งค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพจากเจ้าของแพลตฟอร์มได้
(ข) ในความเห็นของข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าควรมีกฎหมายกำหนด “สถานะของไรเดอร์” ให้เป็นลูกจ้างตามกฎหมาย ทั้งนี้เพราะแรงงานหรือบุคคลซึ่งทำงานไม่ว่าทำงานเป็นลูกจ้างประจำหรือแรงงานแพลตฟอร์มควรจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน ซึ่งแม้ว่าจะทำให้ต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้นก็ตาม แต่จะคงไว้ซึ่งหลักการที่ว่า “แรงงานไม่ใช่สินค้า” แต่เป็นคนทำงานซึ่งมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงควรจะบัญญัติบทกฎหมายที่สันนิษฐานให้แรงงานแพลตฟอร์มในธุรกิจรับส่งอาหารหรือไรเดอร์มีสถานะทางกฎหมายเป็นลูกจ้าง และให้ผู้ประกอบการแพลตฟอร์มเป็นนายจ้าง เพื่อให้ไรเดอร์ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541, พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537, พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการดูแลแรงงานแพลตฟอร์มซึ่งเป็นแรงงานที่มีส่วนสำคัญในสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นการทำงานที่มีคุณค่าอันส่งผลถึงความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน