การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4104 (LAW 4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. นายอดิเรกและนายพิศาลทำงานที่บริษัท สยาม จำกัด บริษัทฯ มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่า “ให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 65 ปี” นายอดิเรกทำงานมาจนอายุครบ 62 ปี รู้สึกไม่ค่อยแข็งแรง จึงบอกกล่าวแก่นายจ้างในวันที่ 16 กันยายน ว่าขอลาออก (นายอดิเรกมีระยะเวลาการทำงาน 35 ปี ได้รับค่าจ้าง 60,000 บาท) นายพิศาลเป็นเพื่อนสนิทกับนายอดิเรก ทำงานมาจนอายุ 58 ปี (นายพิศาลมีระยะเวลาการทำงาน 25 ปี ได้รับค่าจ้าง 36,000 บาท) แต่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเช่นกัน จึงได้บอกกล่าวแก่นายจ้างในวันที่ 16 กันยายน ว่าขอลาออกเช่นกัน เช่นนี้ นายอดิเรกและนายพิศาลจะมีสิทธิอะไรบ้าง อย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 30 “ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบหนึ่งปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีได้ปีหนึ่งไม่น้อยกว่าหกวันทำงาน โดยให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดดังกล่าวให้แก่ลูกจ้างล่วงหน้าหรือกำหนดให้ตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน”

มาตรา 67 “ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30

ในกรณีที่ลูกจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างหรือนายจ้างเลิกจ้าง ไม่ว่าการเลิกจ้างนั้นเป็นกรณีตามมาตรา 119 หรือไม่ก็ตาม ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีสะสมที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

การเลิกจ้างตามมาตรานี้ หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้ัรบค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป”

มาตรา 118/1 “การเกษียณอายุตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันหรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง

ในกรณีที่มิได้มีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้ หรือมีการตกลงหรือกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่าหกสิบปี ให้ลูกจ้างที่มีอายุครบหกสิบปีขึ้นไปมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้ โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้างและให้มีผลเมื่อครบสามสิบวันนับแต่วันแสดงเจตนา และให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างที่เกษียณอายุนั้นตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

กรณีนายอดิเรก

การที่นายอดิเรกทำงานที่บริษัท สยาม จำกัด โดยบริษัทฯ มีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานว่า “ให้ลูกจ้างเกษียณอายุเมื่ออายุครบ 65 ปี” นั้น เป็นกรณีที่นายจ้างกำหนดการเกษียณอายุไว้เกินกว่า 60 ปี ตามมาตรา 118/1 วรรคสอง ทำให้นายอดิเรกซึ่งทำงานมาจนอายุครบ 62 ปี ย่อมมีสิทธิแสดงเจตนาเกษียณอายุได้ โดยให้แสดงเจตนาต่อนายจ้าง และเมื่อนายอดิเรกได้บอกกล่าวแก่นายจ้างในวันที่ 16 กันยายน ว่าขอลาออก การลาออกของนายอดิเรกจึงมีผลเมื่อครบ 30 วันนับแต่วันแสดงเจตนา คือวันที่ 15 ตุลาคม และการลาออกของนายอดิเรกดังกล่าวให้ถือว่าเป็นการเกษียณอายุ และเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง (มาตรา 118/1) ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายอดิเรกตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง

เมื่อนายอดิเรกมีระยะเวลาทำงาน 35 ปี และได้รับค่าจ้างเดือนละ 60,000 บาท ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายอดิเรกตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง (6) คือนายจ้างต้องจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน เป็นเงิน 800,000 บาท (60,000 ÷ 30 × 400) และจะต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีก 6 วันทำงานตามมาตรา 67 ประกอบมาตรา 30

กรณีนายพิศาล

การที่นายพิศาลได้บอกกล่าวแก่นายจ้างว่าขอลาออกในวันที่ 16 กันยายน เนื่องจากสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงเช่นเดียวกับนายอดิเรกนั้น เมื่อนายพิศาลมีอายุเพียง 58 ปี ยังไม่ครบ 60 ปี การบอกกล่าวขอลาออกของนายพิศาลจึงมิใช่การแสดงเจตนาเกษียณอายุตามมาตรา 118/1 วรรคสอง จึงไม่ถือว่าเป็นการเลิกจ้างตามมาตรา 118 วรรคสอง (มาตรา 118/1) ดังนั้น นายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 วรรคหนึ่ง ให้แก่นายพิศาล แต่นายพิศาลยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วันทำงาน ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 67 ประกอบมาตรา 30

สรุป นายอดิเรกมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเป็นเงิน 800,000 บาท และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีอีก 6 วันทำงาน ส่วนนายพิศาลจะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย แต่จะได้รับค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 6 วันทำงาน

ข้อ 2. นายอมรเทพได้ทำสัญญาจ้างนายมานะเป็นพนักงานเก็บเงิน และทำสัญญาจ้าง น.ส. นิสา เป็นพนักงานทำความสะอาด โดยตกลงให้ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท นายอมรเทพได้เรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานคนละ 40,000 บาท และเขียนข้อตกลงจะคืนเงินประกันความเสียหายให้ภายหลังจากเลิกสัญญาจ้าง 30 วัน เช่นนี้ ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนหลักประกันที่เป็นเงินตามมาตรา 10 วรรคสอง… ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี

ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน”

มาตรา 10 “ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี”

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนการนั้นเป็นโมฆะ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายอมรเทพได้ทำสัญญาจ้างนายมานะเป็นพนักงานเก็บเงิน และทำสัญญาจ้าง น.ส. นิสา เป็นพนักงานทำความสะอาด โดยตกลงให้ค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท นายอมรเทพได้เรียกเงินประกันความเสียหายในการทำงานคนละ 40,000 บาท และเขียนข้อตกลงว่าจะคืนเงินประกันความเสียหายให้ภายหลังจากเลิกสัญญาจ้าง 30 วันนั้น ถูกต้องหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายมานะ การที่นายอมรเทพได้ทำสัญญาจ้างนายมานะเป็นพนักงานเก็บเงิน ซึ่งลักษณะหรือสภาพของงานที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ดังนั้น นายอมรเทพจึงเรียกให้นายมานะวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานได้ (ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง) แต่นายอมรเทพสามารถเรียกได้เพียงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวง คือเรียกได้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างโดยเฉลี่ยต่อวัน ซึ่งเท่ากับ 30,000 บาทเท่านั้น $(\frac{15,000}{30} \times 60)$ ดังนั้น การที่นายอมรเทพเรียกให้นายมานะวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง

และการที่ในสัญญามีข้อตกลงว่า นายจ้างจะคืนเงินประกันความเสียหายให้ภายหลังจากเลิกสัญญาจ้าง 30 วันนั้น ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เพราะเป็นข้อตกลงที่ขัดกับมาตรา 10 วรรคสอง ที่กำหนดให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกแล้วแต่กรณี ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การเขียนข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น นายอมรเทพจะต้องคืนเงินประกันการทำงานให้นายมานะภายใน 7 วันนับแต่วันเลิกจ้างหรือลาออก ถ้าไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้นายอมรเทพนายจ้างเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัด (ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง) และถ้านายอมรเทพจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร นายอมรเทพจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน (ตามมาตรา 9 วรรคสอง)

กรณีของ น.ส.นิสา การที่นายอมรเทพทำสัญญาจ้าง น.ส.นิสาเป็นพนักงานทำความสะอาดนั้น ถือว่าลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้น ไม่ใช่ตงานที่ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ (ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง) นายอมรเทพจึงไม่สามารถเรียกให้ น.ส.นิสาวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานได้ ดังนั้น การที่นายอมรเทพเรียกให้ น.ส.นิสา วางเงินประกันความเสียหายในการทำงานเป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง

สรุป การทำสัญญาจ้างของนายอมรเทพนายจ้างโดยให้ลูกจ้างวางหลักประกันความเสียหาย และข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวไม่ถูกต้องตามเหตุผลและหลักกฎหมายข้างต้น

ข้อ 3. นายสุเทพ (ลูกจ้าง) เป็นพนักงานขับรถได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท นายเจริญ (นายจ้าง) มีคำสั่งให้นายสุเทพขับรถยนต์ของบริษัทไปส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าที่จังหวัดเชียงราย ในระหว่างทางเกิดฝนตกหนักทำให้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำทำให้นายสุเทพได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลนานถึง 6 เดือน และกลายเป็นคนทุพพลภาพ จากข้อเท็จจริงดังกล่าว นายสุเทพจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจหรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”

มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”

มาตรา 15 “กรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 18 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี

(3) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพ โดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี

ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเจริญ (นายจ้าง) มีคำสั่งให้นายสุเทพ (ลูกจ้าง) ขับรถยนต์ไปส่งสินค้าให้ลูกค้าที่จังหวัดเชียงราย และในระหว่างทางเกิดฝนตกหนักทำให้เกิดอุบัติเหตุรถยนต์พลิกคว่ำทำให้นายสุเทพ บาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวนานถึง 6 เดือน และกลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น ย่อมถือว่านายสุเทพประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างตามมาตรา 5 แล้ว นายสุเทพจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 (ซึ่งมีการปรับแก้ไขใหม่ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป) และกฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล และค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย ดังนั้น นายเจริญ (นายจ้าง) จะต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่นายสุเทพ ดังนี้คือ

1. ค่ารักษาพยาบาล ตามมาตรา 13 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นายสุเทพเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ดังนี้

(1) ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาท

(2) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (1) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท

(3) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (2) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นอีก โดยเมื่อรวมค่ารักษาพยาบาลตาม (1) และ (2) แล้วต้องไม่เกิน 300,000 บาท

(4) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (3) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นตามความเห็นของคณะกรรมการแพทย์ โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) และ (3) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

(5) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (4) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) (3) และ (4) แล้วต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท

2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ตามมาตรา 15 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้แก่นายสุเทพเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนี้

(1) ค่าใช้จ่ายในทางกายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 24,000 บาท

(2) ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน 40,000 บาท

(3) ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูหน่วยละไม่เกินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่รวมแล้วไม่เกิน 160,000 บาท

(4) ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพฯ ไม่เกิน 24,000 บาท

รวมค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่นายจ้างจะต้องจ่ายไม่เกิน 248,000 บาท

3. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้ ตามมาตรา 18 (1) เมื่อนายสุเทพไม่สามารถทำงานได้ เพราะประสบอันตรายบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัว 6 เดือน และกลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายสุเทพในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่นายสุเทพไม่สามารถทำงานได้ เมื่อนายสุเทพได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ร้อยละ 70 ของ 12,000 บาท คือ 8,400 บาท ดังนั้นนายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้นายสุเทพเป็นเงิน (8,400 × 6) 50,400 บาท

4. ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ตามมาตรา 18 (3) เมื่อนายสุเทพกลายเป็นผู้ทุพพลภาพนายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายสุเทพในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนคือ 8,400 บาท ให้แก่นายสุเทพทุกเดือนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี

สรุป นายสุเทพจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ดังนี้

  1. ค่ารักษาพยาบาลรวมแล้วไม่เกิน 1,000,000 บาท

  2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานจำนวนไม่เกิน 248,000 บาท

  3. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้เป็นเงิน 50,400 บาท

  4. ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพเดือนละ 8,400 บาท เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี

ข้อ 4. ในกรณีที่ลูกจ้างต้องการยื่นการเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

ให้นักศึกษาอธิบายว่า ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 กำหนดขั้นตอนการดำเนินการไว้ให้ทำอย่างไร ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดขั้นตอน

ธงคำตอบ

ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนในกรณีที่ลูกจ้างต้องการยื่นการเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ดังนี้คือ

ขั้นตอนการแจ้งข้อเรียกร้องของลูกจ้าง

  1. ฝ่ายลูกจ้างจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องนั้นไปยังฝ่ายนายจ้าง โดยทำเป็นหนังสือแจ้งไปยังฝ่ายนายจ้าง (มาตรา 13 วรรคหนึ่ง) และข้อเรียกร้องดังกล่าวจะต้อง

    (1) มีรายชื่อ และ

(2) มีลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น คือต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน (มาตรา 13 วรรคสาม)

  1. ในกรณีที่ลูกจ้างได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาไว้แล้ว ให้ระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีจำนวนไม่เกิน 7 คน พร้อมกับการแจ้งข้อเรียกร้องด้วย ถ้าลูกจ้างยังมิได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ให้ลูกจ้างเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาและระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีกำหนดไม่เกิน 7 คน โดยมิชักช้า (มาตรา 13 วรรคสาม)

ขั้นตอนการเจรจา

เมื่อนายจ้างได้รับข้อเรียกร้องแล้ว ต้องแจ้งชื่อตนเองหรือผู้แทนเป็นหนังสือให้ฝ่ายลูกจ้างทราบโดยมิชักช้า และให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเจรจากันภายใน 3 วัน นับแต่วันที่นายจ้างได้รับข้อเรียกร้อง (มาตรา 16)

การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและการจดทะเบียนข้อตกลง

  1. ให้นายจ้างและลูกจ้างทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้ตกลงร่วมกันเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างและผู้แทนลูกจ้างหรือกรรมการของสหภาพแรงงาน แล้วแต่กรณี

  2. ให้นายจ้างติดประกาศข้อตกลงดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยภายใน 3 วัน นับแต่ที่ตกลงกันเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน

  3. ให้นายจ้างนำข้อตกลงที่เกี่ยวกับสภาพการจ้างไปจดทะเบียนต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ตกลงกัน (มาตรา 18)

ผลผูกพันของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

  1. ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้าง และลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน (มาตรา 19 วรรคหนึ่ง)

  2. เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า (มาตรา 20)

แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่ลูกจ้างได้แจ้งข้อเรียกร้องไปยังฝ่ายนายจ้างแล้ว แต่ไม่มีการเจรจากันภายใน 3 วันนับแต่วันที่นายจ้างได้รับข้อเรียกร้อง หรือได้เจรจากันแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดให้ถือว่าได้มีข้อพิพาทแรงงานเกิดขึ้น ให้ฝ่ายที่ยื่นข้อเรียกร้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาพ้นกำหนด 3 วัน หรือนับแต่วันที่ตกลงกันไม่ได้ แล้วแต่กรณี (มาตรา 21)

เมื่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับแจ้งแล้ว ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้อง และฝ่ายรับข้อเรียกร้องตกลงกันภายในกำหนด 5 วันนับแต่วันที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับหนังสือแจ้ง (มาตรา 22)

Advertisement