การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. ในคดี Barcelona Traction (1970) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก (ICJ) ชี้ให้เห็นว่า
“รัฐหนึ่ง ๆ มีพันธกรณีต่อประชาคมโลกโดยส่วนรวม (erga omnes obligations) ซึ่งรัฐทั้งหลาย
ย่อมมีส่วนได้เสียตามกฎหมายและมีข้อกังวลของตนได้ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง เช่น มิให้ถูก
รุกราน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค้าทาส เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งแตกต่างจากพันธกรณีปกติที่มีเฉพาะต่อ
รัฐคู่กรณีเท่านั้น (obligations vis-à-vis another state)” ดังที่ได้ตกลงกันไว้อันสอดคล้องกับหลัก
pacta sunt servanda
ถ้อยคำที่ปรากฏดังกล่าวข้างต้นได้กล่าวถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law สาม (3)
ประเภท อยากทราบว่าได้แก่ประเภทใดบ้าง และมีลักษณะทางกฎหมายอย่างไร จงอธิบายให้ชัดเจน
ธงคำตอบ
กฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่เป็น
Hard Law (กฎหมายที่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่รัฐต้องปฏิบัติตาม) ได้แก่
-
อนุสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจง ซึ่งวางหลักอันเป็นที่
ยอมรับของรัฐ ซึ่งหมายถึงสนธิสัญญา
-
จารีตประเพณีระหว่างประเทศ ที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติทั่วไปที่ได้รับการยอมรับว่า
เป็นกฎหมาย
-
หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยอารยประเทศทั้งหลาย คือ หลักกฎหมายซึ่งเป็นที่
ยอมรับและใช้กันตามกฎหมายภายในรัฐ
-
คำพิพากษาของศาล และคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดต่าง ๆ ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริม
ในการกำหนดหลักกฎหมาย
และ Hard Law ให้หมายความรวมถึง Jus cogens คือ กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด
หรือหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รัฐต้องปฏิบัติโดยไม่มีข้อยกเว้นด้วย
ในคดี Barcelona Traction (1970) ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก (ICJ) ชี้ให้เห็นว่า
“รัฐหนึ่ง ๆ มีพันธกรณีต่อประชาคมโลกโดยส่วนรวม (erga omnes obligations) ซึ่งรัฐทั้งหลายย่อมมีส่วนได้
เสียตามกฎหมายและมีข้อกังวลของตนได้ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง เช่น มิให้ถูกรุกราน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค้าทาส
เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งแตกต่างจากพันธกรณีปกติที่มีเฉพาะต่อรัฐคู่กรณีเท่านั้น (obligations vis-à-vis
another state)” ดังที่ได้ตกลงกันไว้อันสอดคล้องกับหลัก pacta sunt servanda นั้น ถ้อยคำที่ปรากฏดังกล่าว
ข้างต้นได้กล่าวถึงกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law 3 ประเภท ได้แก่
ประเภทแรก ได้แก่ พันธกรณีที่เป็นผลผูกพันทั่วไปโดยส่วนรวม (erga omnes) ซึ่งเป็นผลทาง
กฎหมายของจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่รัฐต่าง ๆ ย่อมมีส่วนได้เสียตามกฎหมายและมีข้อกังวลของตนได้
เช่นเดียวกัน โดยที่ศาล ICJ ใช้ในการพิจารณาพิพากษาคดีตามข้อ 38 ย่อหน้า/ข้อย่อยที่ 1 (b)
ประเภทที่สอง ได้แก่ พันธกรณีปกติที่มีเฉพาะต่อรัฐคู่กรณีเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามหลักสัญญาต้อง
ได้รับการเคารพและปฏิบัติตาม ซึ่งมีลักษณะเป็นสนธิสัญญาหรืออนุสัญญาตามข้อ 38 ย่อหน้า/ข้อย่อยที่ 1 (b) (1)
ประเภทที่สาม ได้แก่ กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus cogens) ได้แก่ รุกราน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ค้าทาส เลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งจารีตประเพณีและ Jus cogens
ข้อ 2. ในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 42 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2023 โดยมีประเทศ
สาธารณรัฐอินโดนีเซียเป็นประธาน รัฐสมาชิกทั้งหลายของอาเซียนได้ยอมรับปฏิญญาอาเซียน
ว่าด้วยการบรรจุเข้าทำงานและการคุ้มครองแรงงานประมงข้ามชาติ ค.ศ. 2023 (The 2023 ASEAN
Declaration on the Placement and Protection of Migrant Fishers) ที่มุ่งให้รัฐสมาชิก
รับไปดำเนินการตามความสมัครใจให้สอดคล้องกันทางนโยบาย กฎหมาย และกฎระเบียบของตน
โดยเพิ่มการคุ้มครองสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนของแรงงานประมงข้ามชาติที่ทำงานใน
เรือประมงเชิงพาณิชย์ ซึ่งมักจะเผชิญอันตราย ถูกละเมิดสิทธิ และถูกแสวงประโยชน์ใน
หลากหลายรูปแบบ ปฏิญญานี้ยังได้ระบุถึงปฏิญญาหลายฉบับที่เกี่ยวข้องโดยตรงซึ่งมีเจตนารมณ์
และแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปในทำนองเดียวกัน โดยที่มีเนื้อหาที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อ
รัฐสมาชิกอาเซียน เช่น ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หลักการและแนวปฏิบัติแนะนำที่
ระบุไว้ในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและการส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติ (ปฏิญญา
เซบู) เป็นต้น
ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการบรรจุเข้าทำงานและการคุ้มครองแรงงานประมงข้ามชาติ ค.ศ. 2023
มีลักษณะเข้าข่ายเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย
เหตุผลให้ชัดเจน
ธงคำตอบ
อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 (Vienna Convention on the
Law of Treaties : VCLT) ข้อ 2 มาตรา 2 ได้ให้คำจำกัดความของสนธิสัญญาไว้ว่า “สนธิสัญญา คือ ความตกลง
ระหว่างประเทศที่ได้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐ และอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้
ไม่ว่าสนธิสัญญานั้นจะได้กระทำในรูปเอกสารฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับ หรือไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเฉพาะ
เป็นอย่างใดก็ตาม”
และจากคำจำกัดความของคำว่า “สนธิสัญญา” ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมาย
สนธิสัญญา ค.ศ.1969 ข้อ 2 มาตรา 2 ดังกล่าวข้างต้นนั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ
จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ
-
สนธิสัญญานั้นจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ
-
ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร
-
ข้อตกลงที่กระทำขึ้นนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมาย
ระหว่างประเทศ
-
สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้นอาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใด
ก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น
-
สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึงรัฐและองค์การระหว่าง
ประเทศ
กรณีตามปัญหา เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วย
กฎหมายสนธิสัญญาฯ จะเห็นได้ว่า ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการบรรจุเข้าทำงานและการคุ้มครองแรงงานประมง
ข้ามชาติ ค.ศ. 2023 นั้น ไม่มีลักษณะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะแม้ว่าจะเป็น
ข้อตกลงเป็นทางการระหว่างรัฐที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม การใช้ชื่อว่า “ปฏิญญา” นั้น โดยทั่วไป
มีลักษณะเป็นเพียงการระบุเจตนารมณ์และข้อปฏิบัติที่ตกลงร่วมกัน มุ่งประสงค์เป็นแนวปฏิบัติให้แต่ละรัฐสมาชิก
นำไปดำเนินการตามความสมัครใจ โดยไม่อาจบังคับได้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับปฏิญญาอื่น
ที่เกี่ยวข้องกันโดยตรงตามที่ปฏิญญานี้ได้ระบุไว้ คือ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หลักการและแนวปฏิบัติ
แนะนำที่ระบุไว้ในปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและการส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งมีเนื้อหาที่
ไม่มีผลทางกฎหมาย
ดังนั้น ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการบรรจุเข้าทำงานและการคุ้มครองแรงงานประมงข้ามชาติ
ค.ศ. 2023 จึงไม่มีลักษณะเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วย
กฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969
ข้อ 3. เนื่องในโอกาสที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (Fédération Internationale de Football Association
(FIFA)) จัดการประชุมใหญ่ (FIFA Congress) ครั้งที่ 74 ที่กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 13 – 17
พฤษภาคม 2567 โดยมี 211 สมาชิกเข้าร่วมประชุมใหญ่ในครั้งนี้ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ
ถูกก่อตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งแห่งสวิตเซอร์แลนด์โดยสมาคมฟุตบอลแห่งชาติของ 7 รัฐ
ได้แก่ ฝรั่งเศส เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ สเปน สวีเดน และสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 21
พฤษภาคม ค.ศ. 1904 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองซูริค สวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาสมาคมฟุตบอล
ของรัฐและตัวตนที่ไม่ใช่รัฐทุกภูมิภาคของโลกเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ปัจจุบัน
การดำเนินงานอยู่ภายใต้ธรรมนูญ FIFA (FIFA Statutes) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ค.ศ. 2022
ซึ่งกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ฉันท์มิตรระหว่างสมาคมและสหพันธ์ของกีฬานี้
สนับสนุนการจัดแข่งขันฟุตบอลในทุกระดับในทุกภูมิภาคของโลกผ่านโครงการต่าง ๆ กำหนด
กฎเกณฑ์การเล่น กำกับดูแลการโอนย้ายผู้เล่นระหว่างประเทศ มาตรฐานของกรรมการ ผู้ฝึกสอน
และเวชภัณฑ์ทางกีฬา ฯลฯ
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เป็นองค์การระหว่างประเทศ
(IGO) ที่เป็นผู้ทรงสิทธิอันมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะเหตุใด
จงอธิบายให้ชัดเจน
ธงคำตอบ
ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ องค์กรที่จะถือว่าเป็น “องค์การระหว่างประเทศ” (International
Organization) และจะเป็นผู้ทรงสิทธิอันมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น จะต้องมีองค์ประกอบ
ดังต่อไปนี้คือ
-
จะต้องเป็นองค์การระหว่างประเทศในระดับรัฐบาล กล่าวคือ บุคคลที่สามารถแสดงเจตนา
เข้าไปเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศแทนรัฐได้นั้น จะต้องเป็นผู้แทนของรัฐบาลเท่านั้น
-
จะต้องมีการก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศขึ้นโดยสนธิสัญญาหรือตราสารจัดตั้งอื่น
-
จะต้องเป็นองค์กรที่มีลักษณะถาวร เช่น มีการจัดตั้งสำนักงานใหญ่เพื่อประชุมดำเนิน
กิจการ เป็นต้น
-
จะต้องเป็นองค์ที่มีความเป็นอิสระ มีอำนาจในการตัดสินใจแทนรัฐสมาชิก มีสิทธิหน้าที่
และความรับผิดชอบเป็นของตนเอง โดยได้รับการรับรองสถานะเป็นนิติบุคคลจากรัฐสมาชิก
ตัวอย่างขององค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สหประชาชาติและองค์กรต่าง ๆ ของสหประชาชาติ
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ องค์การอนามัยโลก หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ เป็นต้น
กรณีตามปัญหา สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นโดยสมาคมฟุตบอล
ของ 7 รัฐ ซึ่งมิใช่รัฐหรือผู้แทนของรัฐ แต่ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายภายในของรัฐ 7 รัฐดังกล่าว รวมถึงธรรมนูญ
ของ FIFA และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องนั้น ได้ร่วมกันจัดทำขึ้นโดยสมาชิกที่เป็นสมาคมและสโมสรฟุตบอลของรัฐ
จึงไม่เข้าลักษณะของความเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาฯ (VCLT) ที่จะก่อให้เกิดพันธกรณีต่อรัฐ
และองค์การระหว่างประเทศ มีลักษณะเป็นเพียงสหพันธ์ที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างการรวมกลุ่ม
หรือเครือข่ายเฉพาะด้านที่มีกลไกการบริหารเป็นของตนเองเท่านั้น ดังนั้น สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA)
จึงไม่เป็นองค์การระหว่างประเทศที่เป็นผู้ทรงสิทธิอันมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด
ข้อ 4. หลังจากเมื่อสิ้นปี ค.ศ. 2015 ที่ได้ก่อตั้งเป็นประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) สมาชิก
อาเซียนทั้ง 10 รัฐ ได้ผูกพันในพิธีสารอาเซียนว่าด้วยกลไกการระงับข้อพิพาทที่เพิ่มขึ้น ค.ศ. 2019
(The 2019 ASEAN Protocol on Enhanced Dispute Mechanism) โดยร่วมกันตกลงไว้ใน
ข้อ 4 ว่า หากรัฐสมาชิกมีข้อพิพาทกันเมื่อใดก็ตาม รัฐสมาชิกตกลงให้ใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ
(Good Office) การประนีประนอม (Conciliation) หรือการไกล่เกลี่ย (Mediation) และตกลงให้
เลขาธิการอาเซียนมีความสามารถโดยตำแหน่งในการเสนอให้ใช้วิธีการดังกล่าวข้างต้นเพื่อมุ่งหมาย
ช่วยเหลือให้รัฐสมาชิกระงับข้อพิพาทกันได้
นักศึกษาจงอธิบายเหตุผลให้ชัดเจนในคำถามดังต่อไปนี้
(1) วิธีการระงับข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติอย่างไร
(2) วิธีใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ (Good Office) แตกต่างจากวิธีการไกล่เกลี่ย (Mediation) อย่างไร
ธงคำตอบ
(1) การที่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ได้ผูกพันในพิธีสารอาเซียนว่าด้วยกลไก
การระงับข้อพิพาทที่เพิ่มขึ้น ค.ศ. 2019 โดยร่วมกันตกลงไว้ในข้อ 4 ว่า หากสมาชิกมีข้อพิพาทกันเมื่อใดก็ตาม
รัฐสมาชิกตกลงให้ใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ (Good Office) การประนีประนอม (Conciliation) หรือการไกล่เกลี่ย
(Mediation) และตกลงให้เลขาธิการอาเซียนมีความสามารถโดยตำแหน่งในการเสนอให้ใช้วิธีการดังกล่าวข้างต้น
เพื่อมุ่งหมายช่วยเหลือให้รัฐสมาชิกระงับข้อพิพาทกันได้นั้น วิธีการระงับข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้นถือว่าสอดคล้อง
กับกฎบัตรสหประชาชาติ บทที่ 6 ว่าด้วยการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี และข้อที่ 33 (1) ซึ่งกำหนดว่า ผู้เป็นฝ่าย
ในกรณีพิพาทใด ๆ ซึ่งหากดำเนินอยู่ต่อไปน่าจะเป็นอันตรายแก่การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง
ประเทศ ก่อนอื่นจักต้องแสวงหาการแก้ไขข้อพิพาทโดยการเจรจา การไต่สวน การไกล่เกลี่ย การประนีประนอม ฯลฯ
เป็นการกำหนดให้ใช้วิธีการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี ซึ่งเป็นทางเลือกในการระงับข้อพิพาทกัน และเป็นวิถีทาง
การทูตในระดับภูมิภาคมิให้รัฐคู่พิพาทใช้กำลังต่อกัน
(2) วิธีใช้คนกลางที่น่าเชื่อถือ (Good Office) เป็นกรณีที่รัฐที่สามจะเป็นสื่อกลางให้รัฐคู่กรณี
เข้าเจรจากันโดยตรง โดยปล่อยให้รัฐคู่กรณีพูดคุยเจรจากันเอง คนกลางดังกล่าวไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือไม่ได้มี
ส่วนร่วมแข็งขันแต่อย่างใด การเข้ามาเป็นคนกลางของรัฐที่สามนี้ อาจเข้ามาเพราะคู่กรณีฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย
ร้องขอ หรืออาจจะเข้ามาเองโดยสมัครใจก็ได้ ซึ่งวิธีนี้นั้นไม่สามารถแน่ใจได้ว่าคู่กรณีจะยุติข้อพิพาทกันได้หรือไม่
ซึ่งจะแตกต่างจากวิธีการไกล่เกลี่ย (Mediation) ซึ่งรัฐที่สามซึ่งเป็นคนกลางจะเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันโดย
ร่วมพูดคุยและถกเถียงร่วมกันกับคู่กรณีในประเด็นข้อพิพาท โน้มน้าวให้ยอมลดความรุนแรงและฟังเหตุผลของ
คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ไม่สามารถไปโน้มน้าวเลือกใช้ทางออกตามที่ตนชี้หรือเสนอแนะไปได้ ซึ่งจะยุติข้อพิพาท
สำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคู่กรณี