การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. จากข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 ยูเครนฟ้องสหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย) เป็นคดีต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค.ศ.1948 ร้องขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวโดยให้รัสเซียระงับปฏิบัติการทางทหารไว้ชั่วคราว ศาลรับคดีไว้พิจารณาพิพากษา เพราะทั้งสองประเทศได้ให้สัตยาบันเป็นภาคีอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ ถึงแม้ว่าไม่ได้ยอมรับเขตอำนาจทั่วไปของศาลตามข้อบทของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ.1945 ก็ตาม

ในคดี Ukraine v. Russia (2022) นี้ ยูเครนชี้ให้เห็นว่ารัสเซียกำลังปฏิบัติการตามที่วางแผน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครนในดินแดนของยูเครน และโต้แย้งว่าการที่รัสเซียอ้างว่ายูเครน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนเชื้อสายรัสเซียในแคว้นลูฮันสก์และแคว้นโดเนตสก์นั้นไม่ถูกต้อง ซึ่งรัสเซียใช้ข้ออ้างนี้ในการรุกรานยูเครน ขณะที่รัสเซียยังไม่ได้เข้าร่วมในการไต่สวนสืบพยานในประเด็นต่าง ๆ มีเพียงส่งหนังสือโต้แย้งมายังศาล โดยระบุว่าอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้กำลังระหว่างรัฐและการรับรองรัฐ ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอนุสัญญาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่เป็นการใช้สิทธิตามกฎบัตรสหประชาชาติ ฯลฯ

ศาลได้ดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาแบบรวดเร็ว ซึ่งศาลเห็นว่ารัสเซียไม่มีหลักฐานต่อข้อกล่าวหาการกระทำของยูเครนที่เข้าข่ายฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และชี้ให้เห็นว่าประเทศภาคีต้องกระทำการใด ๆ โดยสุจริต (in good faith) และสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ศาลคำนึงถึงมติของสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2565 ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนและรัสเซีย โดยศาลวิตกกังวลต่อการใช้กำลังของรัสเซียในยูเครนซึ่งเป็นประเด็นที่ร้ายแรงมากเมื่อพิจารณาจากการที่รัฐต่าง ๆ มีความรับผิดชอบร่วมกันในการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและระงับข้อพิพาทในทางสันติภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติและธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งต้องปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2565 ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) จึงมีคำตัดสินเบื้องต้นด้วยมติ 13 ต่อ 2 ให้ใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราว ได้แก่ ให้รัสเซียระงับปฏิบัติการทางทหารไว้ชั่วคราวโดยทันที ไม่ให้หน่วยทหาร บุคคล หรือองค์การในความควบคุมของตนทำให้ปฏิบัติการทางทหารคืบหน้าต่อไป และทั้งสองฝ่ายต้องงดเว้นไม่ทำให้เพิ่มหรือขยายข้อพิพาทออกไปจนยากที่จะยุติลงได้

จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาข้างต้น มีความเกี่ยวข้องกับบุคคลระหว่างประเทศใดบ้าง และบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศประเภทใดบ้างตามข้อที่ 38 (Article 38) แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Statute of ICJ)

ธงคำตอบ

  1. บุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ รัฐ และองค์การระหว่างประเทศ

    (1) รัฐ (State) เป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้ รัฐจะต้องมีลักษณะเป็นรัฐอธิปไตยและมีเอกราช

    (2) องค์การระหว่างประเทศ (International Organization) ซึ่งจะมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศเช่นเดียวกับรัฐ เช่น สหประชาชาติ (The United Nations : UN) ซึ่งประกอบด้วยองค์กรหลัก 6 องค์กร ได้แก่ สมัชชาใหญ่ คณะมนตรีความมั่นคง คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม คณะมนตรีภาวะทรัสตี สำนักเลขาธิการสหประชาชาติ และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ), องค์การชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ, องค์การอนามัยโลก (WHO) เป็นต้น

ดังนั้น จากข้อเท็จจริงตามปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลระหว่างประเทศ คือ

(1) รัฐ ได้แก่ รัฐยูเครน และสหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย)

(2) องค์การระหว่างประเทศ ได้แก่ สหประชาชาติ (UN) และองค์กรย่อยของสหประชาชาติ คือ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)

  1. บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้แก่

    (1) อนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ

    (2) จารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย

    (3) หลักกฎหมายทั่วไปซึ่งเป็นที่ยอมรับของอารยประเทศ

    (4) คำพิพากษาของศาลและคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุด ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริมในการกำหนดหลักกฎหมาย

ดังนั้น จากข้อเท็จจริงตามปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะมีความเกี่ยวข้องกับบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ดังนี้คือ

(1) อนุสัญญาระหว่างประเทศหรือสนธิสัญญา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจงซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและการลงโทษอาชญากรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ค.ศ.1948 ธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ.1945 และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอื่นที่เกี่ยวข้อง

(2) หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับของชาติอารยะ ซึ่งได้แก่ หลักสุจริต

แต่ในส่วนของมติของสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติเป็นเพียง Soft Law (เป็นมาตรฐานและแนวทางให้คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันโดยไม่มีผลผูกพันจากรัฐ) และคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เป็นเพียงคำตัดสินเบื้องต้นต่อคำร้องขอให้ใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ และยังไม่ใช่คำพิพากษาของศาลตาม 2 (4) เพราะยังไม่ได้มีการชี้ขาดข้อพิพาทโดยสมบูรณ์และเป็นที่สุดในคดี

ข้อ 2. สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อ 1. ของคดี Ukraine v. Russia (2022) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้มีคำตัดสินเบื้องต้นให้ใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราว เมื่อพิจารณาจากข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศหรือบังคับตามคำพิพากษา/คำตัดสินของศาลระหว่างประเทศ การใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ของรัฐสมาชิกถาวร (ซึ่งได้แก่ รัสเซีย จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส) ในการลงมติของคณะมนตรีความมั่นคงขององค์การสหประชาชาติให้ใช้มาตรการบังคับหรือมาตรการที่จำเป็นต่อการรักษาสันติภาพ และสถานะทางกฎหมายของคำตัดสินเบื้องต้น นักศึกษาคิดว่า รัสเซียและยูเครนจะปฏิบัติตามคำตัดสินเบื้องต้นดังกล่าวของศาลหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย

ธงคำตอบ

สืบเนื่องจากข้อเท็จจริงในข้อ 1. ของคดี Ukraine v. Russia (2022) ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ได้มีคำตัดสินเบื้องต้นให้ใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวนั้น โดยหลักแล้วจากเนื้อหาของคำตัดสินเบื้องต้นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ย่อมส่งผลให้ทั้งรัสเซียและยูเครนต้องปฏิบัติตามในฐานะเป็นรัฐสมาชิกของสหประชาชาติ (UN) แต่อย่างไรก็ตาม ก็เป็นไปได้สูงที่ทั้งสองฝ่ายอาจไม่ปฏิบัติตามคำตัดสินเบื้องต้นดังกล่าวของศาลก็ได้ ทั้งนี้เพราะ

  1. คำตัดสินเบื้องต้นของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ยังไม่ใช่คำพิพากษาของศาลตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพราะยังไม่ได้มีการชี้ขาดข้อพิพาทโดยสมบูรณ์และเป็นที่สุดในคดี รวมทั้งยังไม่ได้มีการต่อสู้คดีในศาลในประเด็นแห่งคดีต่าง ๆ

  2. ระบบกฎหมายระหว่างประเทศและสหประชาชาติ (UN) ไม่มีกลไกที่มีทรัพยากรและความสามารถในการบังคับใช้ และบังคับตามคำพิพากษาและคำตัดสินของศาลได้อย่างมีประสิทธิผล

  3. เป็นไปได้ที่รัฐสมาชิกถาวร (ซึ่งได้แก่ รัสเซีย จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส) รัฐหนึ่งรัฐใดหรือหลายรัฐอาจใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงก็ไม่อาจลงมติที่มีผลผูกพันตามกฎหมายให้ต้องปฏิบัติตาม พร้อมกับให้ใช้มาตรการบังคับหรือมาตรการที่จำเป็นต่อการรักษาสันติภาพ มาตรการบังคับลงโทษ อย่างเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อสหรัฐอเมริกาใช้สิทธิยับยั้งมติอันเกี่ยวข้องกับคดี Nicaragua v. The United States (1986) ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) พิพากษาให้สหรัฐอเมริกาแพ้คดีและต้องปฏิบัติตามทันที

ข้อ 3. ประเทศบาร์เบโดส (Barbados) ตั้งอยู่แถบหมู่เกาะแคริบเบียน ซึ่งเคยเป็นดินแดนภายใต้อาณานิคมของอังกฤษมาก่อน ได้มีการประกาศเอกราชในปี ค.ศ.1966 หลังจากนั้นบาร์เบโดสยังคงอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ (Commonwealth) โดยมีกษัตริย์ควีนเอลิซาเบธที่ 2 เป็นประมุขแห่งรัฐและปกครองโดยผู้สำเร็จราชการแทนเรื่อยมา ต่อมาเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 สมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 ของประเทศบาร์เบโดส ให้ความเห็นชอบรัฐบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยไม่ต้องทำประชามติ จึงส่งผลให้บาร์เบโดสเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) มาเป็นสาธารณรัฐ โดยมีอดีตผู้สำเร็จราชการฯ เป็นประธานาธิบดีของบาร์เบโดส และได้มีพิธีเฉลิมฉลองเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2564 รวมทั้งต้องมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นตามมา

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.2564 เป็นต้นมา ส่งผลให้บาร์เบโดสกลายเป็นรัฐใหม่หรือไม่ และต้องได้รับการรับรองรัฐหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

ธงคำตอบ

ตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอ (Montevideo Convention) ค.ศ.1933 ว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ได้ให้คำจำกัดความคำว่า “รัฐ” ไว้ว่า รัฐคือบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ

  1. ดินแดน คือ รัฐต้องมีดินแดนให้ประชาชนได้อยู่อาศัย โดยจะมีดินแดนมากน้อยเพียงใดไม่ใช่ข้อสำคัญ

  2. ประชากร คือ มีประชากรอาศัยอยู่ในดินแดนที่มีความแน่นอน โดยจะมีจำนวนประชากรมากน้อยเพียงใดก็ได้ เพียงแต่ต้องมีจำนวนมากพอสมควรที่จะสามารถดำรงความเป็นรัฐได้

  3. รัฐบาล คือ ต้องมีคณะบุคคลที่ใช้อำนาจเหนือดินแดนและประชากรมาทำการบริหารงานทั้งภายในและภายนอกรัฐ

  4. อำนาจอธิปไตย คือ รัฐสามารถที่จะดำเนินการต่าง ๆ ได้อย่างอิสระทั้งภายในและภายนอกรัฐ โดยไม่ต้องฟังคำสั่งจากรัฐอื่น และได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคกับรัฐอื่น

ดังนั้น เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของรัฐตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอฯ ดังกล่าวแล้วจะเห็นได้ว่า บาร์เบโดสมีความเป็นรัฐที่ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากการประกาศเอกราชในปี ค.ศ.1966 บาร์เบโดสจึงไม่ได้กลายสภาพเป็นรัฐใหม่แต่อย่างใด เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองใหม่เป็นสาธารณรัฐ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนชื่อประเทศหรือไม่ก็ได้ แต่จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างและกลไกภายในของรัฐให้เหมาะสมและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งบาร์เบโดสก็ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว กล่าวคือ หลังจากได้มีการประกาศเอกราชแล้ว สมาชิกรัฐสภา 2 ใน 3 ของประเทศบาร์เบโดสก็ได้ให้ความเห็นชอบในการบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง รวมทั้งจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นตามมา และได้มีพิธีเฉลิมฉลองเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวข้างต้นตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นมานั้น เมื่อไม่ได้ทำให้บาร์เบโดสกลายสภาพเป็นรัฐใหม่ จึงไม่ต้องได้รับการรับรองรัฐแต่อย่างใด เพราะการรับรองรัฐจะใช้กับกรณีของการเกิดรัฐใหม่เท่านั้น อีกทั้งการรับรองรัฐเป็นเพียงการกระทำในทางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ความเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบ 4 ประการตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอฯ เท่านั้น มิได้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ว่าจะต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่นด้วยหรือไม่

ดังนั้น กรณีตามปัญหาสรุปได้ว่าจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2564 เป็นต้นมา ไม่ได้ส่งผลให้บาร์เบโดสกลายเป็นรัฐใหม่ จึงไม่ต้องได้รับการรับรองจากรัฐอื่น

ข้อ 4. เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างกฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) และปฏิญญา (Declaration) ของประเทศสมาชิกอาเซียน เช่น ปฏิญญาร่วมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนว่าด้วยการเพิ่มความเป็นเอกภาพของอาเซียนให้เป็นประชาคมที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวและมั่นคง ค.ศ. 2012 (The 2012 Joint Declaration of the ASEAN Defense Ministers on Enhancing ASEAN Unity for a Harmonized and Secure Community)

ตราสารระหว่างประเทศอันใดที่มีผลผูกพันตามกฎหมายเป็นสนธิสัญญาซึ่งประเทศสมาชิกอาเซียนต้องปฏิบัติตาม จงอธิบายโดยอาศัยองค์ประกอบความเป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศเป็นสำคัญ (ไม่จำเป็นต้องอธิบายโดยกล่าวถึงขั้นตอนการทำสนธิสัญญาแต่อย่างใด)

ธงคำตอบ

ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญามาตรา 2 นั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ

  1. สนธิสัญญาจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

  2. ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

  3. ข้อตกลงที่กระทำขึ้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ

  4. สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้น อาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใดก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น

  5. สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศซึ่งหมายถึงรัฐ และองค์การระหว่างประเทศ

กรณีตามปัญหา เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาฯ จะเห็นได้ว่า

  1. กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) มีองค์ประกอบของการเป็นสนธิสัญญาครบถ้วน กล่าวคือ เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ เป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรโดยรัฐสมาชิกอาเซียน ก่อให้เกิดข้อผูกพันทางกฎหมายที่อยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเสมือนธรรมนูญของอาเซียนที่วางกรอบกฎหมาย แนวปฏิบัติ ขอบเขต ความรับผิดชอบ โครงสร้างองค์กรให้กับอาเซียนให้อยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน

  2. ปฏิญญาโดยทั่วไป (Declaration) รวมถึงปฏิญญาร่วมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนฯ ดังกล่าว ไม่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law (กฎหมายที่มีผลผูกพันทางกฎหมายที่รัฐต้องปฏิบัติตาม) แต่เป็นเพียง Soft Law ซึ่งเป็นมาตรฐานและแนวทางให้รัฐคู่สัญญาปฏิบัติต่อกันโดยไม่มีผลผูกพันรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละรัฐที่จะนำไปใช้หรือนำไปปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามย่อมไม่มีมาตรการบังคับหรือลงโทษแต่อย่างใด

Advertisement