การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. ให้นักศึกษาอธิบายหลักการดังกล่าวว่าคืออะไร และมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างไร

(ก) กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus Cogens)

(ข) การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ (Unilateral Act)

(ค) หลักการในรูปแบบ Soft Law

ธงคำตอบ

(ก) กฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus Cogens)

ตามร่างข้อสรุปเกี่ยวกับการบ่งชี้และผลที่ตามมาทางกฎหมายของบรรทัดฐานต้องห้ามของกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป ของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ จะมีลักษณะดังนี้ คือ

  1. เป็นหลักกฎหมายพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ

  2. เป็นหลักกฎหมายที่เป็นที่ยอมรับและรับทราบโดยประชาคมระหว่างประเทศของรัฐโดยรวมว่าเป็นบรรทัดฐานซึ่งไม่อนุญาตให้มีการจำกัดสิทธิได้ และสามารถแก้ไขได้เฉพาะโดยบรรทัดฐานที่ตามมาของกฎหมายระหว่างประเทศโดยทั่วไปที่มีลักษณะเหมือนกันเท่านั้น

เพราะฉะนั้น หลักกฎหมายที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus Cogens) จึงเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งประชาคมระหว่างประเทศให้การยอมรับและรับทราบ เป็นพันธกรณีผูกพันเป็นการทั่วไป (Erga Omnes) และมีผลผูกพันทุกรัฐให้ต้องยอมรับและปฏิบัติตาม เป็นหลักกฎหมายที่ไม่มีรัฐใดขอยกเว้นไม่ปฏิบัติตามได้ ซึ่งหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีลักษณะบังคับเด็ดขาด (Jus Cogens) ได้แก่ หลักการห้ามใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลักการห้ามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลักการห้ามค้าทาส และหลักการห้ามกระทำการอันเป็นโจรสลัด

(ข) การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ (Unilateral Act)

การกระทำฝ่ายเดียวของรัฐซึ่งก่อให้เกิดผลทางกฎหมายตามนัยของกฎหมายระหว่างประเทศนั้นจะต้องมีองค์ประกอบดังนี้

  1. จะต้องเป็นการกระทำของผู้แทนของรัฐหรือในฐานะที่เป็นรัฐ เช่น ในฐานะประมุขของรัฐ หรือในฐานะผู้นำรัฐ ซึ่งได้กระทำโดยใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ

  2. จะต้องเป็นการกระทำฝ่ายเดียว

  3. จะต้องมีเจตนาที่จะผูกพันตามที่ได้กระทำ

  4. จะไม่มีการจำกัดรูปแบบ โดยอาจอยู่ในรูปแบบการประกาศฝ่ายเดียว ไม่ว่าจะเป็นทางวาจา หรือเป็นข้อความลายลักษณ์อักษรก็ได้ แต่ต้องประกาศในที่สาธารณะ

  5. จะต้องมีวัตถุประสงค์ชอบด้วยกฎหมาย

แต่อย่างไรก็ดี หากเป็นการใช้คำกว้าง ๆ และไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการปฏิบัติตามข้อผูกพัน อาจกลายเป็นเพียงเรื่องการเมืองระหว่างประเทศที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายก็ได้

และผลของการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐนั้น ย่อมก่อให้เกิดพันธกรณีในทางกฎหมายผูกพันกับรัฐที่มีการกระทำนั้นให้มีพันธกรณีในการที่จะต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่กระทำการฝ่ายเดียวนั้น ซึ่งตัวอย่างของการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐ คือ การแถลงการณ์ของประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่จะไม่ทดลองอาวุธนิวเคลียร์บนเกาะอันเป็นอาณานิคมของตน ฝรั่งเศสจึงต้องผูกพันในการไม่ทดลองอาวุธนิวเคลียร์บนเกาะนั้นอีก (คดี Nuclear Tests Cases (New Zealand V. France ; Australia V. France) I.C.J. Reports 1974)

(ค) หลักการในรูปแบบ Soft Law

Soft Law เป็นหลักการที่มีที่มาจากหลักการซึ่งเป็นแนวทางการปฏิบัติโดยทั่วไปของชาติต่าง ๆ เช่น ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ เป็นกฎหมายที่ไม่มีสถานภาพบังคับทางกฎหมาย เป็นเพียงแนวปฏิบัติสำหรับรัฐ ซึ่งจะเป็นไปตามความสมัครใจของรัฐต่าง ๆ ตามเหตุผลเฉพาะของตน โดยรัฐจะนำไปปฏิบัติหรือไม่ก็แล้วแต่รัฐนั้น ๆ เช่น ปฏิญญาสต็อกโฮม ปฏิญญาริโอ ซึ่งกำหนดแนวปฏิบัติในเรื่องการคุ้มครองรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ในทางกฎหมายนั้น Soft Law จะไม่มีผลผูกพันรัฐ กล่าวคือ การที่รัฐใดไม่นำ Soft Law ไปปฏิบัตินั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นการละเมิดพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ดี หากรัฐมีการนำหลักการในเรื่องใดที่เป็น Soft Law ไปปฏิบัติ เช่น นำไปออกเป็นกฎหมายภายในหรือปรับปรุงกฎหมายภายในของตนให้เป็นไปตามแนวทางของ Soft Law แล้ว จากหลักการ Soft Law ดังกล่าวก็จะกลายเป็น Hard Law (กฎหมายที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย) ของรัฐและผูกพันรัฐนั้นได้

ข้อ 2. เมื่อพิจารณาการที่หลายรัฐจัดตั้งเป็นองค์การระหว่างประเทศ (Inter-governmental Organizations) ระดับสากล ทั้งที่เป็นทบวงการชำนัญพิเศษและองค์การที่เกี่ยวข้องในระบบองค์การสหประชาชาติ (UN) รวมทั้งการจัดตั้งเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับภูมิภาค ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสถาบันที่ถาวรและมีเจตจำนงแยกต่างหากจากรัฐ

จงอธิบายเหตุผลและความจำเป็นของการจัดตั้งเป็นองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับหลักนานาชาตินิยม (Internationalism)

ธงคำตอบ

เหตุผลและความจำเป็นของการจัดตั้งเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับสากลนั้น สืบเนื่องมาจากเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาหรือความขัดแย้งกันกับชาติอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอดีตนั้น คู่พิพาทมักจะใช้กำลังกับชาติอื่นทำให้เกิดสงครามหรือการสู้รบระหว่างกันบ่อยครั้งมาก เพราะเห็นว่าเป็นมาตรการเด็ดขาดและได้ผลรวดเร็วจนเกิดความสูญเสียมหาศาลตลอดมา โดยที่ไม่มีหลักเกณฑ์ แบบแผน และกลไกของการอยู่ร่วมกันในทางสันติของชาติ/รัฐต่าง ๆ ในสังคมระหว่างประเทศ และไม่มีองค์การหรือสถาบันที่มีอำนาจเหนือรัฐอธิปไตยสามารถเข้าไปแทรกแซง แก้ไข หรือยุติปัญหาหรือความขัดแย้งด้วยสันติวิธีอย่างมีประสิทธิผล

ด้วยเหตุดังกล่าว จึงได้มีการพัฒนาหรือขยายขอบเขตจากการประชุมระหว่างประเทศ ให้มีหลักเกณฑ์ แบบแผน และกลไกของการอยู่ร่วมกันในทางสันติของชาติ/รัฐต่าง ๆ ผสานผลประโยชน์ร่วมกันของ

รัฐสมาชิก ยอมรับกฎระเบียบให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยยึดถือหลักการนานาชาตินิยม จัดตั้งเป็นองค์การหรือสถาบัน โดยจัดทำเป็นสนธิสัญญาเพื่อแสวงหาความร่วมมือ เข้าไปแทรกแซง แก้ไขหรือยุติปัญหาหรือความขัดแย้งหรือข้อพิพาทของรัฐต่าง ๆ และจำเป็นต้องมีโครงสร้างความร่วมมือ และการรวมตัวกันของรัฐต่าง ๆ ในลักษณะที่เป็นสถาบันที่ถาวรเพื่อขับเคลื่อนงานในหลากหลายด้าน และให้เป็นศูนย์กลาง/กลไก/เครื่องมือดำเนินกิจกรรมระหว่างประเทศด้านการพัฒนาร่วมกัน พบปะหารือกัน ประสานงาน ร่วมมือสนับสนุน และช่วยเหลือกันในด้านต่าง ๆ

องค์การระหว่างประเทศระดับสากลที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ได้แก่ สหประชาชาติ (UN), องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO), สหภาพยุโรป (EU), องค์การการค้าโลก (WTO) และศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เป็นต้น

ข้อ 3. “เขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านมีความยาวประมาณ 5,656 กิโลเมตร แยกเป็นเขตแดนไทย – กัมพูชา ประมาณ 798 กิโลเมตร, ไทย – ลาว ประมาณ 1,810 กิโลเมตร, ไทย – เมียนมา ประมาณ 2,401 กิโลเมตร และไทย – มาเลเซีย ประมาณ 647 กิโลเมตร เขตแดนดังกล่าวเป็นผลจากการตกลงกำหนดเขตแดนในคริสต์ศตวรรษที่ 19 และ 20 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจเจ้าอาณานิคม และไทยต้องเสียอาณาเขตซึ่งเคยเป็นหัวเมืองประเทศราชมาช้านานให้แก่ประเทศทั้งสองเพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกราชและเพื่อให้ได้คืนมาซึ่งอธิปไตยทางศาล

โดยหลักการแล้วประเทศไทยเคารพพันธกรณีตามสนธิสัญญาที่ได้จัดทำขึ้นในอดีต และยึดถือว่าเส้นเขตแดนระหว่างกันเป็นไปตามที่ได้ปักปันกันไว้แล้ว อย่างไรก็ดี โดยที่เขตแดนส่วนใหญ่เป็นไปตามสันปันน้ำกับร่องน้ำลึกซึ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ” (ที่มา กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย 2567)

จากข้อความข้างต้น

(ก) เส้นเขตแดนของรัฐเกี่ยวข้องอย่างไรกับองค์ประกอบของรัฐ (10 คะแนน)

(ข) สันปันน้ำกับร่องน้ำลึกใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดนของรัฐในกรณีใดบ้าง จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างประกอบ (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

(ก) เส้นเขตแดนของรัฐจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบของรัฐตรงที่ว่า เส้นเขตแดนของรัฐถือเป็นสิ่งที่จะกำหนดอาณาเขตของรัฐหรือดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงของรัฐ อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของความเป็นรัฐภายใต้อนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933

ตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 มาตรา 1 ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของความเป็นรัฐไว้ดังนี้ “The State as a person of international law should possess the following qualifications : (a) permanent population; (b) a defined territory; (c) government; and (d) capacity enter into relations with the other states.”

จากบทบัญญัติข้างต้นแสดงให้เห็นว่า รัฐ (State) มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. มีประชากรถาวร หมายถึง การมีประชากรที่อยู่อาศัยในรัฐนั้นเป็นการถาวร ไม่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมา ซึ่งประชากรในแต่ละรัฐอาจมีจำนวนมากหรือน้อยแตกต่างกันก็ได้ และไม่ว่าประชากรของรัฐจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม

  2. มีอาณาเขตที่กำหนดได้ หมายถึง รัฐจะต้องมีดินแดนของรัฐที่กำหนดอาณาเขตแน่นอน อาจเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐอื่นหรือไม่ก็ได้ โดยอาณาเขตของรัฐประกอบไปด้วยอาณาเขตทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

  3. รัฐบาล หมายถึง คณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐ เนื่องจากเมื่อรัฐมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การทำหน้าที่ของรัฐจึงต้องมีตัวแทนของรัฐด้วย ซึ่งรัฐบาลของแต่ละรัฐอาจมีวิธีการได้มาที่แตกต่างกันตามระบอบการปกครองของรัฐ และมีวาระหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นคราว ๆ ไป

  4. ความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่น จะเห็นว่าการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นรัฐ ซึ่งความสามารถนี้จะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐอื่น กล่าวคือ รัฐจะต้องมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือรัฐนั้นเอง

(ข) ในการกำหนดเส้นเขตแดนต่าง ๆ ของรัฐนั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐแต่ละรัฐอาจใช้วิธีการกำหนดเส้นเขตแดนแตกต่างกันไปตามลักษณะของเขตแดน เช่น กรณีเป็นเขตแดนทางบก รัฐอาจกำหนดจากเขตแดนตามธรรมชาติ เช่น ใช้สันปันน้ำ (Watershed) ซึ่งหมายถึง แนวสันเขาบริเวณที่แบ่งน้ำให้ไหลลาดลงไปยังลุ่มแม่น้ำทั้งสองฟากของแนวเทือกเขานั้น เป็นเส้นแบ่งเขตแดนของรัฐที่มีแนวเทือกเขาหรือสันเขาคั่นกลางระหว่าง 2 รัฐ เช่น แนวเทือกเขาพนมดงรักที่คั่นกลางระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา เป็นต้น หรือในกรณีที่เป็นเขตแดนทางน้ำ (แม่น้ำคั่นระหว่างประเทศ) เช่น กรณีแม่น้ำโขงที่คั่นกลางระหว่างประเทศไทยกับ สปป. ลาว ก็จะใช้ร่องน้ำลึก (Thalweg) คือกึ่งกลางของร่องเดินเรือหลักของการเดินเรือ เป็นเส้นแบ่งเขตแดนของรัฐ เป็นต้น

 

ข้อ 4. โปรดอธิบายการอนุญาตให้ใช้กำลังตามกฎบัตรสหประชาชาติ

ธงคำตอบ

ตามกฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดหลักการที่เกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้กำลังไว้ ดังนี้

ข้อ 39 “คณะมนตรีความมั่นคงจะต้องกำหนดว่า การคุกคามต่อสันติภาพ การละเมิดสันติภาพ หรือการกระทำการรุกรานได้มีขึ้นหรือไม่ และจะต้องทำคำแนะนำหรือวินิจฉัยว่าจะใช้มาตรการใดตามข้อ 41 และ 42 เพื่อธำรงไว้หรือสถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ”

ข้อ 42 “หากเห็นว่ามาตรการตามมาตรา 41 ไม่เพียงพอ คณะมนตรีความมั่นคงอาจดำเนินการใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดินเช่นที่เห็นจำเป็น ซึ่งอาจรวมถึงการแสดงแสนยานุภาพ การปิดล้อม และการปฏิบัติการอย่างอื่นโดยใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดินของบรรดาสมาชิกสหประชาชาติ”

ข้อ 51 “ไม่มีข้อความใดในกฎบัตรฉบับปัจจุบันจะรอนสิทธิประจำตัวในการป้องกันตนเองโดยลำพังหรือโดยร่วมกัน หากการโจมตีด้วยกำลังอาวุธบังเกิดแก่สมาชิกของสหประชาชาติ จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะได้ดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ มาตรการที่สมาชิกได้ดำเนินไปในการใช้สิทธิป้องกันตนเองนี้จะต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบโดยทันที และจะต้องไม่กระทบกระเทือนอำนาจและความรับผิดชอบของคณะมนตรีความมั่นคงตามกฎบัตรฉบับปัจจุบันแต่ประการใด ในอันที่จะดำเนินการเช่นที่เห็นจำเป็นไม่ว่าในเวลาใด เพื่อธำรงไว้หรือสถาปนากลับคืนมาซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

จากการบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ตามกฎบัตรสหประชาชาติได้อนุญาตให้มีการใช้กำลังได้ 2 ประการ คือ 1. การป้องกันตนเอง และ 2. การใช้มาตรการรักษาสันติภาพร่วมกัน

1. การป้องกันตนเองตามตามข้อ 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ การป้องกันตนเองโดยลำพังหรือโดยร่วมกันจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธก่อน รัฐจึงสามารถใช้กำลังได้ (เทียบเคียงคดี Military and Paramilitary Activities in und against Nicaragua (Nicaragua v. United States of America), Merits, Judgment, I.C.J. Reports 1986, para, 191) และต้องรายงานให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบโดยทันที ซึ่งการป้องกันตนเองนี้จะต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนด้วยว่าครบองค์ประกอบ (เทียบเคียงคดี Oil Platforms (Islamic Republic of Iran v. United States of America), Judgment, I.C.J. Reports 2003, para 76)

2. การใช้มาตรการรักษาสันติภาพร่วมกันภายใต้หมวด 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงจะต้องกำหนดว่า ได้มีการคุกคามต่อสันติภาพ การละเมิดสันติภาพ หรือการกระทำการรุกราน ตามข้อ 39 เป็นหน้าที่ลำดับแรกของคณะมนตรีความมั่นคงในฐานะผู้รักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ (เทียบเคียงคดี Certain expenses of the United Nations (Article 17, paragraph 2, of the Charter), Advisory Opinion of 20 July 1962 : I.C.J. Reports 1962, p. 151.) และจะต้องทำคำแนะนำหรือวินิจฉัยว่าจะดำเนินการใช้กำลังทางอากาศ ทางทะเล หรือทางพื้นดินเช่นที่เห็นจำเป็น ตามข้อ 42

Advertisement