การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4102 (LAW 4002) การว่าความและการจัดทำเอกสารทางกฎหมาย
คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ในการจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงานทุกชนิด มีนายสุชาติ โชคธนวรรธน์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 ได้ขายสินค้าเป็นอุปกรณ์สำนักงานแบบเหมาในราคา 880,000 บาท ให้กับบริษัท ไทยกรีนที จำกัด จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์ทำธุรกิจขายชาเขียวนำเข้าจากต่างประเทศ และร้านคาเฟ่จำหน่ายกาแฟและชาเขียว มีนางสาวมีนา จงเจริญ และนายประสงค์ จันทรา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนบริษัท ไทยกรีนที จำกัด โดยบริษัทได้ออกใบแจ้งหนี้แทนหนังสือสัญญาซื้อขาย เลขที่ 145/2567 โดยในหนังสือมีการกำหนดวันส่งมอบสินค้า และการแบ่งชำระเป็นสองงวด งวดละ 50% งวดที่หนึ่งคือวันที่ 10 มกราคม 2567 และงวดที่สองคือวันที่ 31 มกราคม 2567 ซึ่งถือเป็นวันส่งมอบสินค้า
เมื่อถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 บริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้รับมอบสินค้าทั้งหมดจากผู้ส่งของ บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด และตัวแทนได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าแทนบริษัท ไทยกรีนที จำกัด เรียบร้อย และในวันนั้นเองตัวแทนของบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้ส่งมอบเช็คเงินสด จำนวน 440,000 บาท ให้กับผู้ส่งของบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด แต่ในอีก 10 นาทีต่อมา ตัวแทนของบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้ขอคืนเช็คฉบับนั้นและแจ้งว่าทางฝ่ายบัญชีบริษัท ไทยกรีนที จำกัด จะทำการโอนเงินจำนวน 440,000 บาท เข้าบัญชีของบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด ด้วยตนเองในนามบริษัท
แต่เวลาก็ล่วงเลยมา 7 วัน บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด ก็ยังไม่ได้รับเงินจำนวน 440,000 บาท จากบริษัท ไทยกรีนที จำกัด เลย จึงได้ให้ฝ่ายบัญชีบริษัทตามเงินจำนวนดังกล่าวกับบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ทันที แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบว่าจะโอนเงินชำระส่วนที่เหลืออีกเมื่อไหร่
และเวลาก็ผ่านไปจนกระทั่งถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด ได้ให้ทนายความของบริษัทฯ ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับไปยังบริษัท ไทยกรีนที จำกัด เพื่อให้ชำระคืนเงินนั้นภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามฉบับนี้ แต่บริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับก็กลับเพิกเฉยตลอดมา
ดังนั้น เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด จึงได้มอบอำนาจให้นายสามารถ ชิโนทัย ผู้จัดการฝ่ายการตลาด เป็นตัวแทนในการฟ้องคดีแพ่งเรียกเงินจำนวน 440,000 บาทนี้ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ซึ่งคิดเพียง 1 ปีเต็มเท่านั้น จำนวน 22,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 462,000 บาท จากบริษัท ไทยกรีนที จำกัด
การฟ้องคดีแพ่งได้เริ่มขึ้น ศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องไปยังจำเลยคือบริษัท ไทยกรีนที จำกัด เมื่อบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ได้รับ ทำให้นางสาวมีนา จงเจริญ โกรธมาก ในวันที่ 20 สิงหาคม 2567 เวลา 13.45 นาฬิกา นางสาวมีนาฯ จึงทำการโพสต์ข้อความลงในไลน์กลุ่มธุรกิจชาเขียว (Application Line) ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 4,955 คน ว่า “เตือนภัย ระวังบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด บริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ผ่านคิวซีหลายอย่าง แต่ยังคงนำมาขายให้กับลูกค้า พอลูกค้าเห็นว่าไม่รับผิดชอบจึงไม่ชำระเพราะรอให้รับผิดชอบก่อน กลับเอาคดีไปฟ้องศาล ไม่ควรทำธุรกิจร่วมด้วย ช่วยกระจายข่าวไปให้เยอะที่สุด” ซึ่งในวันเดียวกันนั้นเอง มีคนถ่ายรูปหน้าจอไลน์กลุ่มดังกล่าวส่งไปให้กับนายสุชาติฯ กรรมการบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด นายสุชาติฯ
ต้องการให้บริษัทดำเนินการฟ้องคดีนางสาวมีนาฯ ข้อหาหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” โดยไม่แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน
ดังนั้น หากท่านเป็นทนายความในคดีนี้ ให้ท่านจัดทำเอกสารทางกฎหมายดังนี้
ข้อ 1. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีแพ่ง (40 คะแนน)
ข้อ 2. ร่างหนังสือมอบอำนาจในการฟ้องคดีแพ่ง (15 คะแนน)
ข้อ 3. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีอาญา (20 คะแนน)
ธงคำตอบ
ข้อ 1. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีแพ่ง
ข้อ 1. โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ใช้ชื่อว่า “บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด” มีวัตถุประสงค์ในการจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องใช้สำนักงานทุกชนิด โดยมีนายสุชาติ โชคธนวรรธน์ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1
ในการฟ้องคดีนี้ โจทก์ได้มอบอำนาจให้นายสามารถ ชิโนทัย เป็นผู้ฟ้องคดีแทนโจทก์ รายละเอียดปรากฏตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2
ข้อ 2. จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ใช้ชื่อว่า “บริษัท ไทยกรีนที” มีวัตถุประสงค์ทำธุรกิจขายชาเขียวนำเข้าจากต่างประเทศและร้านคาเฟ่จำหน่ายกาแฟและชาเขียว โดยมีนางสาวมีนา จงเจริญ และนายประสงค์ จันทรา เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนบริษัท รายละเอียดปรากฏตามหนังสือรับรองเอกสารท้ายคำฟ้อง หมายเลข 3
ข้อ 3. เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2567 โจทก์ได้ขายสินค้าเป็นอุปกรณ์สำนักงานแบบเหมาในราคา 880,000 บาท (แปดแสนแปดหมื่นบาทถ้วน) ให้กับจำเลย โดยโจทก์ได้ออกใบแจ้งหนี้แทนหนังสือสัญญาซื้อขาย เลขที่ 145/2567 โดยในหนังสือมีการกำหนดวันส่งมอบสินค้า และการแบ่งชำระเป็น 2 งวด งวดละ 50% งวดที่หนึ่ง คือวันที่ 10 มกราคม 2567 และงวดที่สองคือวันที่ 31 มกราคม 2567 ซึ่งถือเป็นวันส่งมอบสินค้า รายละเอียดปรากฏตามใบแจ้งหนี้เลขที่ 145/2567
ข้อ 4. เมื่อถึงวันที่ 31 มกราคม 2567 จำเลยได้รับมอบสินค้าทั้งหมดจากผู้ส่งของโจทก์ และตัวแทนได้ลงลายมือชื่อในช่องผู้รับสินค้าแทนจำเลยเรียบร้อย และในวันนั้นเองตัวแทนของจำเลยได้ส่งมอบเช็คเงินสด จำนวน 440,000 บาท (สี่แสนสี่หมื่นบาทถ้วน) ให้กับผู้ส่งของโจทก์ แต่ในอีก 10 นาทีต่อมา ตัวแทนจำเลยได้ขอคืนเช็คฉบับนั้นและแจ้งว่าทางฝ่ายบัญชีจำเลยจะทำการโอนเงินจำนวน 440,000 บาท (สี่แสนสี่หมื่นบาทถ้วน) เข้าบัญชีของโจทก์ด้วยตนเองในนามจำเลย รายละเอียดปรากฏตามใบส่งสินค้าฉบับลงวันที่ 31 มกราคม 2567 เอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 4
แต่เวลาก็ล่วงเลยมา 7 วัน โจทก์ก็ยังไม่ได้รับเงิน 440,000 บาท จากจำเลย จึงได้ให้ฝ่ายบัญชีโจทก์ตามเงินจำนวนดังกล่าวกับจำเลยทันที แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบว่าจะโอนเงินชำระส่วนที่เหลืออีกเมื่อไหร่
รวมเป็นเงินค่าสินค้าที่จำเลยค้างชำระจำนวน 440,000 บาท (สี่แสนสี่หมื่นบาทถ้วน)
ข้อ 5. จนกระทั่งถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567 โจทก์ได้ให้ทนายความของโจทก์ส่งหนังสือบอกกล่าวทวงถามลงทะเบียนไปรษณีย์ตอบรับไปยังจำเลยเพื่อให้ชำระคืนเงินจำนวน 440,000 บาท ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถาม แต่จำเลยได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับก็กลับเพิกเฉยตลอดมา รายละเอียดปรากฏตามสำเนาหนังสือทวงถามและไปรษณีย์ตอบรับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 และ 6
ข้อ 6. จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าสินค้าที่ค้าง และดอกเบี้ยเป็นเวลาทั้งหมดสามเดือน รวมจำนวน 5,500 บาท รวมเป็นเงิน 445,500 บาท (สี่แสนสี่หมื่นห้าพันห้าร้อยบาทถ้วน) ที่ต้องชำระให้โจทก์
โจทก์ไม่มีทางอื่นใดที่จะบังคับกับจำเลยได้ จึงขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
คำขอท้ายฟ้อง
-
ให้จำเลยชำระค่าสินค้าที่ค้างรวมดอกเบี้ยทั้งหมดเป็นเงิน 445,500 บาท (สี่แสนสี่หมื่นห้าพันห้าร้อยบาทถ้วน)
-
ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 5 ของต้นเงิน 440,000 บาท (สี่แสนสี่หมื่นบาทถ้วน) นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระคืนให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น
-
ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์
ธงคำตอบ
ข้อ 2. ร่างหนังสือมอบอำนาจในการฟ้องคดีแพ่ง
ทำที่……………………………………………
…………………………………………………….
วันที่ 20 เมษายน 2567
โดยหนังสือฉบับนี้ข้าพเจ้า บริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด โดยนายสุชาติ โชคธนวรรธน์ กรรมการผู้มีอำนาจลงนามและประทับตราสำคัญแทนบริษัท ขอมอบอำนาจให้นายสามารถ ชิโนทัย ผู้รับมอบอำนาจ เป็นตัวแทนในการฟ้องร้องและดำเนินคดีแพ่งกับบริษัท ไทยกรีนที จำกัด ดังนี้
ข้อ 1. ฟ้องคดีแพ่งต่อบริษัท ไทยกรีนที จำกัด แทนข้าพเจ้า ต่อศาลที่มีเขตอำนาจเหนือคดีนั้น ๆ
ข้อ 2. ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ไปในทางจำหน่ายสิทธิของข้าพเจ้าได้ เช่น การยอมรับตามที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการชี้ขาดตัดสินคดี การสละสิทธิหรือการใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่
ข้อ 3. ให้มีอำนาจรับเงิน เอกสาร หรือสิ่งของอื่นใดจากศาล เจ้าพนักงาน หรือบุคคลอื่นแทนข้าพเจ้าได้
ข้อ 4. ให้มีอำนาจในการแต่งตั้งตัวแทนช่วงหรือทนายความคนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อกระทำการทั้งหลายดังกล่าวข้างต้นแทนตามได้ด้วย
ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบในการที่ผู้รับมอบอำนาจได้กระทำไปตามหนังสือมอบอำนาจนี้ เสมือนว่าข้าพเจ้าได้ทำด้วยตัวเองทั้งสิ้น
เพื่อเป็นหลักฐานข้าพเจ้าได้ลงลายมือชื่อ/ลายพิมพ์นิ้วมือไว้เป็นหลักฐานไว้เป็นสำคัญต่อหน้าพยานแล้ว
ลงชื่อ …………………………………………… ผู้มอบอำนาจ
นายสุชาติ โชคธนวรรธน์
กรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด
ลงชื่อ …………………………………………… ผู้รับมอบอำนาจ
นายสามารถ ชิโนทัย
ลงชื่อ …………………………………………… พยาน
ลงชื่อ …………………………………………… พยาน
ธงคำตอบ
ข้อ 3. ร่างคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องคดีอาญา
ข้อ 1. เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 เวลากลางวัน จำเลยได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมายกล่าวคือ จำเลยได้ใส่ความโจทก์ โดยจำเลยได้ทำการโพสต์ข้อความลงในไลน์กลุ่มธุรกิจชาเขียว (Application Line) ซึ่งมีสมาชิกอยู่ 4,965 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่สามโดยมีข้อความว่า “เตือนภัย ระวังบริษัท ฟีลกู๊ด จำกัด บริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานไม่ได้มาตรฐาน สินค้าไม่ผ่านคิวซีหลายอย่าง แต่ยังคงนำมาขายให้กับลูกค้า พอลูกค้าเห็นว่าไม่รับผิดชอบจึงไม่ชำระเพราะรอให้รับผิดชอบก่อน กลับเอาคดีไปฟ้องศาล ไม่ควรทำธุรกิจร่วมด้วย ช่วยกระจายข่าวให้เยอะที่สุด” ซึ่งหมายถึงเป็นการกล่าวหาว่าโจทก์ทำธุรกิจโดยไม่จริงใจต่อลูกค้า เอาอุปกรณ์สำนักงานที่ไม่ได้มาตรฐานมาขายให้กับลูกค้าและไร้ความรับผิดชอบ ซึ่งถือว่าเป็นการทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร
ข้อ 2. จากการกระทำดังกล่าวของจำเลยตามฟ้องข้อ 1. ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถตกลงกันได้ จึงขอศาลได้โปรดรับคดีเข้าสู่ระบบเพื่อออกหมายเรียกจำเลยมาศาลและไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมายทั่วไป
อนึ่ง คดีนี้โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพราะโจทก์ประสงค์จะฟ้องคดีนี้ด้วยตนเอง
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด