การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. นายเออายุ 18 ปี นายบีอายุ 20 ปี บุคคลทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายหนึ่ง และบุคคลทั้งสองอยู่ในประเทศไทยเพียงระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2564 ถึง 30 เมษายน 2565 ต่อเนื่องกันรวมเป็นระยะเวลา 8 เดือน ต่อมาในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนนายเอไปนอกประเทศไทย นายหนึ่งโอนหุ้นบริษัทในประเทศไทย 1 แสนหุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท ให้แก่นายเอ ต่อมาในช่วงเวลาที่นายเออยู่นอกประเทศไทย นายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทดังกล่าวจำนวน 5 แสนบาท และต่อมานายหนึ่งได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดภูเก็ต 1 ไร่ มูลค่า 50 ล้านบาท ให้แก่นายบีในวันที่ 30 ตุลาคม 2565 ให้ท่านวินิจฉัยว่า รายการทรัพย์สินดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุผลใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”
มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
(4) เงินได้ที่เป็น
(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือสถาบันการเงิน…
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา…”
มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
………”
มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
(27) เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี ผู้สืบสันดาน หรือคู่สมรส เฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทตลอดปีภาษีนั้น”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ รายการทรัพย์สินดังกล่าวจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
-
การที่นายหนึ่งได้โอนหุ้นบริษัทในประเทศไทย 1 แสนหุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท ให้แก่นายเอ บุตรชายของตนก่อนที่นายเอจะไปนอกประเทศไทยนั้น หุ้นที่นายเอได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามนัยมาตรา 39 และเป็นเงินได้พึงประเมินที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งโดยหลักแล้วเข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามหุ้นที่นายเอได้รับจากบิดานั้น เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับจากการอุปการะหรือจากการให้โดยเสน่หาจากบุพการี และมีจำนวนไม่เกิน 20 ล้านบาท จึงเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 42 (27) ดังนั้น รายการทรัพย์สินกรณีนี้จึงไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
-
ในช่วงที่นายเออยู่นอกประเทศไทยนั้น นายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทดังกล่าวจำนวน 5 แสนบาท เงินปันผลดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) และเป็นเงินได้เนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ดังนั้น เงินได้ดังกล่าวจึงเข้าเงื่อนไขที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 39 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้มีเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ข) คือ เงินปันผลนั้น เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี จึงให้ถือว่าเงินปันผลที่นายเอได้รับเป็นเงินได้ของนายหนึ่งซึ่งเป็นบิดา ดังนั้น นายหนึ่งบิดาจึงมีหน้าที่นำเงินได้ดังกล่าวไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 40 (4) (ข) วรรคสอง
-
ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น จะต้องเป็นกรณีที่ผู้มีเงินได้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ตามหลักเกณฑ์เงินสด กล่าวคือ ผู้มีเงินได้จะต้องได้รับเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินแล้วในปีภาษี ถ้าเป็นเพียงสิทธิที่จะได้รับในอนาคตแต่ยังไม่ได้รับจริง ย่อมยังไม่ต้องเสียภาษีแต่อย่างใด
ดังนั้น การที่นายหนึ่งได้ทำพินัยกรรมยกกรรมสิทธิ์ที่ดินที่จังหวัดภูเก็ต มูลค่า 50 ล้านบาท ให้แก่นายบีนั้น เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายหนึ่งผู้ทำพินัยกรรมได้ตายลงหลังจากทำพินัยกรรมดังกล่าว จึงยังไม่ถือว่านายบีมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 แต่อย่างใด (นายบียังไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว) นายบีจึงยังไม่ต้องนำรายการทรัพย์สินกรณีนี้ไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สรุป รายการทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ เงินปันผลที่นายเอได้รับจากบริษัทจำนวน 5 แสนบาท ส่วนหุ้นที่นายเอได้รับจากนายหนึ่งมูลค่า 1 ล้านบาท และที่ดินมูลค่า 50 ล้านบาท ที่นายหนึ่งทำพินัยกรรมยกให้แก่นายบีไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ข้อ 2. โดยอาศัยข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในข้อ 1. ให้ท่านวินิจฉัยว่านายบีมีสิทธิหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุผลใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”
มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้วเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้…”
วินิจฉัย
ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น จะต้องปรากฏว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และเป็นเงินพึงประเมินที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษี แล้วนำเงินได้พึงประเมินนั้นไปหักด้วยค่าใช้จ่ายเหลือเท่าใดให้หักลดหย่อนได้ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 47 แล้วจึงนำเงินที่เหลือ คือ เงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราภาษีที่กฎหมายกำหนดไว้ต่อไป
แต่ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในข้อ 1. นั้น นายบียังไม่มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเนื่องจากยังไม่ปรากฏว่านายบีมีเงินได้พึงประเมินแต่อย่างใด ดังนั้น นายบีจึงไม่อาจเข้าสู่ขั้นตอนที่ต้องนำเงินได้พึงประเมินไปหักด้วยค่าใช้จ่ายและหักลดหย่อนแต่อย่างใด นายบีจึงไม่มีสิทธิหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากร
สรุป นายบีไม่มีสิทธิหักลดหย่อนตามประมวลรัษฎากร
ข้อ 3. ให้ท่านอธิบายในเชิงวิเคราะห์และเปรียบเทียบหลักกฎหมายเรื่อง “หน่วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” กับ “หน่วยภาษีเงินได้นิติบุคคล” ตามประมวลรัษฎากร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร มาตรา 56 และมาตรา 57 ทวิ แล้ว หน่วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ได้แก่ บุคคล 4 ประเภท ดังนี้คือ
-
บุคคลธรรมดา ได้แก่ บุคคลทั่ว ๆ ไปที่มีสภาพบุคคลนั่นเอง ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้น ๆ จะมีเชื้อชาติ สัญชาติ หรือนับถือศาสนาใด หรือมีอายุเท่าใด ถ้าหากว่าบุคคลนั้นมีเงินได้พึงประเมินประเภทต่าง ๆ ตามเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนดก็มีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (มาตรา 56 วรรคหนึ่ง)
และในกรณีผู้มีเงินได้เป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ และมีหน้าที่ที่จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น กฎหมายได้กำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์แล้วแต่กรณี เป็นผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีแทนผู้ไร้ความสามารถดังกล่าว
และถ้าผู้มีเงินได้นั้นเป็นบุคคลผู้อยู่ต่างประเทศ ก็ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงินได้นั้นเป็นตัวแทนในการชำระภาษี (มาตรา 57)
-
ผู้ที่ถึงแก่ความตายก่อนถึงกำหนดยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี ได้แก่ ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่ถึงแก่ความตายก่อนยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี (ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี) กฎหมายก็ยังถือว่าผู้ตายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ โดยให้รวมเงินได้ของผู้ตายก่อนถึงแก่ความตายและของกองมรดก (ที่ยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาท) ที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตายมาเป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นรายการเพื่อเสียภาษี และกรณีดังกล่าวกฎหมายได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี เป็นตัวแทนในการชำระภาษีในนามของผู้ตาย (มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง)
-
กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง หมายถึง เงินได้ที่เกิดจากทรัพย์สินที่เป็นมรดกของผู้ตายซึ่งยังมิได้แบ่งปันให้แก่ผู้เป็นทายาท และเป็นเงินได้ที่ได้รับในปีถัดจากปีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ซึ่งจะต้องเสียภาษีเงินได้ต่างหากจากผู้ตาย โดยกฎหมายได้กำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี เป็นตัวแทนในการชำระภาษีในนามของกองมรดก (มาตรา 57 ทวิ วรรคสอง)
-
ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หมายถึง ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลนั่นเอง โดยกฎหมายได้กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการหรือผู้อำนวยการ เป็นตัวแทนในการชำระภาษีในนามของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น (มาตรา 56 วรรคสอง)
“ห้างหุ้นส่วนสามัญ” คือ ห้างหุ้นส่วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 และมาตรา 1025 คือเป็นกรณีที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้าทุนกันเพื่อกระทำกิจการร่วมกันและด้วยความประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น และโดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน
ห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นตามกฎหมายจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ ถ้าไม่ได้จดทะเบียนก็จะไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล เมื่อมีเงินได้ต้องเสียภาษีเงินได้เหมือนบุคคลธรรมดา แต่ถ้าได้จดทะเบียนจะมีสภาพเป็นนิติบุคคล เมื่อมีเงินได้ก็ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
“คณะบุคคล” หมายถึง การที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ (ไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งบันกำไรอันจะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น) ในกรณีที่มีเงินได้ก็ต้องเสียภาษีเงินได้เหมือนบุคคลธรรมดาในนามของคณะบุคคลเช่นเดียวกัน
ส่วนหน่วยภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร ได้แก่
-
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่
(1) บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด
(2) ห้างหุ้นส่วนจำกัด
(3) ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล (ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน)
-
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่
(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทย หรือกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย (มาตรา 66)
(2) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในที่อื่น ๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย และกิจการที่ทำนั้นเป็นกิจการประเภทการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ (มาตรา 67)
(3) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2, 3, 4, 5 หรือ 6 ตามมาตรา 40 (2), (3), (4), (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย (มาตรา 70)
(4) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย (มาตรา 76 ทวิ)
(5) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และได้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตาม (1) ได้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นที่กันไว้จากกำไร หรือถือว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย (มาตรา 70 ทวิ)
-
กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
-
มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดว่าเป็นมูลนิธิหรือสมาคมสาธารณกุศล
-
กิจการร่วมค้า ได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกันทางการค้าหรือหากำไร ซึ่งมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร่วมทำการกับบุคคลอื่น ไม่ว่าบุคคลอื่นนั้นจะเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล คณะบุคคล หรือบุคคลธรรมดาก็ตาม
-
กองทุนรวมที่เป็นนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
-
นิติบุคคลอื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา