การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

Advertisement

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในปีภาษี 2563 นายอาคมพนักงานประจำบริษัทโตโยต้า จำกัด ได้รับเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท และได้รับคัดเลือกให้ไปอบรมและดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น 1 เดือน คือ เดือนพฤษภาคม 2563 โดยบริษัทออกค่าใช้จ่ายในระหว่างอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลา 1 เดือน จำนวน 100,000 บาท ขณะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น นายอาคมถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลญี่ปุ่นได้รางวัล 50,000 บาท จึงนำกลับมาประเทศไทยในเดือนมิถุนายน 2563 ดังนั้น นายอาคมยังจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2563 จากเงินได้ทั้ง 3 จำนวนหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามอุทาหรณ์ นายอาคมจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2563 จากเงินได้ทั้ง 3 จำนวนหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายอาคมเป็นพนักงานประจำบริษัทโตโยต้า จำกัด ได้รับเงินเดือน ๆ ละ 50,000 บาทนั้น เงินเดือนที่นายอาคมได้รับถือเป็นเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายอาคมจะต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. การที่นายอาคมได้รับคัดเลือกให้ไปอบรมและดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น 1 เดือน คือเดือนพฤษภาคม 2563 โดยบริษัทออกค่าใช้จ่ายในระหว่างอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลา 1 เดือน จำนวน 100,000 บาทนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง ดังนั้น นายอาคมจะต้องนำเงินได้จำนวน 100,000 บาทดังกล่าว มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  3. การที่นายอาคมถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลญี่ปุ่น 50,000 บาท ขณะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากแหล่งเงินได้นอกประเทศ และได้นำเงินได้ดังกล่าวกลับเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่นายอาคมอยู่ในประเทศไทย ดังนั้น นายอาคมจึงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป นายอาคมจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับปีภาษี 2563 จากเงินได้ทั้ง 3 จำนวน

ข้อ 2. นายแพทย์ยงยุทธ เป็นแพทย์สูตินารีเวชประจำโรงพยาบาลศิริราช และมีคลินิกส่วนตัวย่านปิ่นเกล้า โดยวันจันทร์ถึงวันศุกร์ในเวลาราชการจะทำหน้าที่ที่โรงพยาบาลศิริราช ส่วนช่วงเย็นหลังเลิกงานและวันเสาร์อาทิตย์จะไปทำงานที่คลินิกตนเอง นายแพทย์ยงยุทธมีรายได้จากเงินเดือนโรงพยาบาลศิริราช รายได้จากคลินิกส่วนตัว ปีภาษี 2563 ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้รางวัลมา 500,000 บาท เงินถูกรางวัลได้นำไปฝากธนาคารออมสินแบบเผื่อเรียกรายได้อื่นที่ได้รับ ทำให้มีดอกเบี้ยจากธนาคารออมสินจำนวน 20,000 บาท ปีภาษี 2563 ได้ทำประกันชีวิตกรมธรรม์ 10 ปี กับบริษัท เอไอเอ ประเทศไทย จำกัด จ่ายเบี้ยประกัน 100,000 บาท นายแพทย์ยงยุทธไม่ได้สมรสจึงรับลูกชายของน้องสาวอายุ 6 ขวบ มาเป็นบุตรและเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนหนังสือเสมือนบุตรตน ดังนี้ ปีภาษี 2563 นายแพทย์ยงยุทธมีเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้าง ต้องนำมาเสียภาษีทุกประเภทหรือไม่ และสามารถหักค่าลดหย่อนตนเอง บุตร ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน…

(4) เงินได้ที่เป็น

(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก…

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม…

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์… นอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

(ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น… (ปัจจุบันมีประกาศกรมสรรพากรฯ ฉบับที่ 55 กำหนดเพิ่มจำนวนดอกเบี้ยเป็น 20,000 บาท)

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ค) บุตร

(1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท

(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้ของนายแพทย์ยงยุทธในปีภาษี 2563 เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และต้องนำมาเสียภาษีหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

  1. เงินเดือนที่ได้รับจากโรงพยาบาลศิริราช เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับเนื่องจากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1) เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. รายได้จากคลินิกส่วนตัวที่นายแพทย์ยงยุทธจะไปทำช่วงเย็นหลังเลิกงานและวันเสาร์อาทิตย์ ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6) เพราะเป็นเงินได้จากการประกอบวิชาชีพอิสระ ต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  3. เงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 500,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) แต่ได้รับรยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (11) และเมื่อได้นำเงินรางวัลจากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนดังกล่าวไปฝากธนาคารออมสินแบบเผื่อเรียก ทำให้มีดอกเบี้ยจากธนาคารออมสินจำนวน 20,000 บาทนั้น ดอกเบี้ยดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) และเมื่อมีจำนวนไม่เกิน 20,000 บาท จึงได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 42 (8) ประกอบประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฯ ฉบับที่ 55

สำหรับการหักลดหย่อนนั้น นายแพทย์ยงยุทธสามารถหักลดหย่อนสำหรับตนเองได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) แต่ไม่สามารถหักลดหย่อนบุตรอีก 30,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ค) ได้ เนื่องจากบุตรที่ตนนำมาเลี้ยงดูส่งเสียให้เรียนหนังสือนั้น มิใช่บุตรบุญธรรมของนายแพทย์ยงยุทธแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะมิได้มีการจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมายแต่อย่างใด

สรุป เงินได้พึงประเมินที่นายแพทย์ยงยุทธจะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ คือ เงินเดือนตามมาตรา 40 (1) และรายได้จากคลินิกส่วนตัว ซึ่งเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) ส่วนรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลและดอกเบี้ยไม่ต้องนำมาเสียภาษี โดยนายแพทย์ยงยุทธสามารถหักลดหย่อนตนเองได้ 60,000 บาท แต่จะนำบุตรมาหักลดหย่อนไม่ได้

ข้อ 3. บริษัท Kumamon จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งนายฮิโระเข้ามาทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เกม Kumamon ให้กับบริษัทเกมจริงจัง จำกัด ที่ประเทศไทย ราคา 40 ล้านบาท การขายลิขสิทธิ์เกมในครั้งนี้ บริษัทเกมจริงจัง จำกัด จะทำการส่งเงินทั้งหมดไปชำระราคาที่ประเทศญี่ปุ่น อยากทราบว่าในรอบระยะเวลาบัญชี 2563 บริษัท Kumamon จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร หากจะต้องเสียภาษีเงินได้จะมีใครเป็นผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการให้กับบริษัท Kumamon จำกัด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทยและให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติหลักไว้ว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าเป็นตัวแทนในการประกอบกิจการในประเทศไทย ดังนั้นกรณีดังกล่าวจึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ที่ว่าเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทย จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ คือตามบทบัญญัติในมาตรา 65 วรรคหนึ่งนั่นเอง ซึ่งต้องเสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิที่คำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท Kumamon จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น และประกอบธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งนายฮิโระเป็นตัวแทนเข้ามาทำสัญญาขายลิขสิทธิ์เกม Kumamon ให้กับบริษัทเกมจริงจัง จำกัด ในประเทศไทยนั้น แม้ทางบริษัทเกมจริงจัง จำกัด จะทำการส่งเงินทั้งหมดไปชำระราคาที่ประเทศญี่ปุ่น ก็ถือว่าบริษัท Kumamon จำกัด เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและไม่ได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้มีตัวแทนผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย เป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ในประเทศไทยจำนวน 40 ล้านบาท ตามมาตรา 76 ทวิ ดังนั้น บริษัท Kumamon จำกัด จึงต้องมีภาระภาษีที่ต้องเสียให้กับประเทศไทย โดยให้นายฮิโระเป็นผู้ทำหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับบริษัท Kumamon จำกัด โดยเสียภาษีจากฐานภาษีกำไรสุทธิที่คำนวณได้จากรายได้จำนวน 40 ล้านบาทดังกล่าวตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

สรุป บริษัท Kumamon จำกัด จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย โดยให้นายฮิโระเป็นตัวแทนในการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยคำนวณจากฐานภาษีกำไรสุทธิที่คำนวณได้จากรายได้จำนวน 40 ล้านบาท ตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

Advertisement