การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้
คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. ปีภาษี 2566 บอสพลได้ขายสินค้าแบบขายตรงในประเทศไทย มีรายได้จำนวน 5 ล้านบาท รายได้ทั้งหมดนำไปฝากธนาคารที่ประเทศสิงคโปร์ และไปเที่ยวคาสิโนที่นั่นถูกรางวัลได้เงินจำนวน 1 ล้านบาท จากนั้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2566 บอสพลกลับมาไทยพร้อมกับเงินจำนวน 1 ล้านบาท ปรากฏว่าบอสพลรถประสบอุบัติเหตุเสียหลักตกทางด่วนทำให้เสียชีวิต มารดาบอสพลเป็นทายาทเพียงคนเดียวจะต้องนำเอาเงินได้ทั้งหมดของบอสพลมาเสียภาษีให้กับประเทศไทยหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ
ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย
ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”
มาตรา 56 วรรคหนึ่ง “ให้บุคคลทุกคน เว้นแต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆ ภายในเดือนมีนาคม ทุกๆ ปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งถ้าบุคคลนั้น”
มาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง “ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ได้ปฏิบัติตามมาตรา 57 ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก แล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตาย และของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย เป็นยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น”
วินิจฉัย
กรณีตามปัญหา การที่บอสพลได้ขายสินค้าแบบขายตรงในประเทศไทย มีรายได้จำนวน 5,000,000 บาทนั้น รายได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย แม้บอสพลจะได้นำรายได้ทั้งหมดไปฝากไว้กับธนาคารที่ประเทศสิงคโปร์ บอสพลก็ต้องนำรายได้จำนวน 5,000,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง
การที่บอสพลได้ไปเที่ยวที่คาสิโนประเทศสิงคโปร์และถูกรางวัลได้เงินจำนวน 1,000,000 บาทนั้น เมื่อบอสพลเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยคือได้อยู่ในประเทศไทยครบ 180 วันในปีภาษี และได้นำเงินได้ดังกล่าวนั้นเข้ามาในประเทศไทย ดังนั้น บอสพลต้องนำเงินได้จำนวน 1,000,000 บาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อปรากฏว่า บอสพลได้ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะได้ยื่นรายการเพื่อเสียภาษี โดยบอสพลมีมารดาซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียว ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของมารดาบอสพลที่จะต้องยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีแทนบอสพล โดยนำเงินได้ทั้งหมดจำนวน 6,000,000 บาท ไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีในนามของบอสพล ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567 ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง และมาตรา 57 ทวิ วรรคหนึ่ง
สรุป มารดาของบอสพลจะต้องนำเงินได้ทั้งหมดของบอสพลจำนวน 6,000,000 บาท ไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีให้กับประเทศไทยในนามของบอสพล ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567
ข้อ 2. ในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง บริษัท ปัญญาผลิต จำกัด มีนายส้มโอสัญชาติไทยเป็นผู้ถือหุ้นอัตราร้อยละ 95 แห่งทุนของบริษัทและทำงานที่สำนักงานใหญ่ของบริษัทดังกล่าวโดยตลอด ส่วนนายแตงโมเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าว ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 กรกฎาคม โดยช่วงเวลาดังกล่าวนี้บริษัทได้ส่งนายแตงโมไปเก็บข้อมูลการตลาดที่ประเทศเวียดนาม ส่วนนายเชอรี่เป็นน้องชายแท้ตามกฎหมายของนายส้มโอ นายเชอรี่กำลังศึกษาในโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่ประเทศเวียดนามและอยู่อาศัยด้วยกันกับนายแตงโมซึ่งเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายโดยตลอด ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ นายแตงโมมีสิทธิได้รับเงินเดือนหนึ่งแสนบาท แต่บริษัทดังกล่าวผิดนัดไม่ชำระเงินเดือนให้แก่นายแตงโมเลยตลอดปีภาษีดังกล่าว นอกจากนี้นายส้มโอและนางสาวลำไยคนรักของนายส้มโอได้เข้าร่วมแข่งขันกีฬาคู่ผสมชายหญิงรุ่นอายุไม่เกินสิบเก้าปี ได้รับเงินรางวัลร่วมกันสามแสนบาท นอกจากนี้ บริษัท ปัญญาผลิต จำกัด ได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสิบล้านบาทให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนหุ้นในช่วงปลายปีดังกล่าว อนึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตั้งแต่ 1 สิงหาคม จนกระทั่งสิ้นปี นายแตงโมกลับมาอยู่ในประเทศไทยเพื่อดูแลนายมะนาวบุตรบุญธรรมอายุยี่สิบเอ็ดปีซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยตลอด โดยวันที่ 30 ธันวาคมในปีดังกล่าว โรงพยาบาลหลายแห่งได้มีคำวินิจฉัยโรคในทำนองว่านายมะนาวเป็นบุคคลวิกลจริต ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในปีภาษีดังกล่าว นายแตงโมต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและมีสิทธิหักค่าลดหย่อนบุตรได้หรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น
‘เงินได้พึงประเมิน’ หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”
มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด
(1) เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเงินเดือน ค่าจ้าง…
(4) เงินได้ที่เป็น (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล…
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดาหรือของมารดาผู้ใช้อำนาจปกครอง หรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน
(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง หรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”
มาตรา 41 วรรคหนึ่ง “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ”
มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้วเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้
(1) ลดหย่อนให้สำหรับ…
(ค) บุตร (1) บุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้… คนละ 30,000 บาท…
(2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน
การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปีและยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือซึ่งเป็นผู้เยาว์ หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู…
(3) ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม (1) (ข) และ (ค) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและบุตรที่อยู่ในประเทศไทย”
วินิจฉัย
กรณีตามปัญหา ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีดังนี้คือ
ประเด็นที่ 1. เงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีในนามของนายแตงโม
-
เงินเดือนหนึ่งแสนบาทที่นายแตงโมมีสิทธิได้รับจากบริษัทซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) นั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทได้ผิดนัดไม่จ่ายเงินเดือนให้นายแตงโมเลยตลอดปีภาษี เงินส่วนนี้จึงไม่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่นายแตงโมได้รับในปีภาษีตามมาตรา 39 (ตามเกณฑ์เงินสด) ดังนั้น นายแตงโมจึงไม่ต้องนำเงินส่วนนี้มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
-
เงินรางวัลที่นายส้มโอได้รับจากการแข่งขันกีฬาร่วมกับนางสาวลำไยจำนวนสามแสนบาทนั้น แม้นายส้มโอจะเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนายแตงโมก็ตาม แต่เงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (8) มิใช่เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) เงินได้ดังกล่าวจึงไม่ถือว่าเป็นเงินได้ของนายแตงโมซึ่งเป็นบิดา ดังนั้น นายแตงโมจึงไม่ต้องนำเงินได้ส่วนนี้มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
-
เงินปันผลจำนวนสิบล้านบาทที่บริษัทจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งนายส้มโอได้ถือหุ้นไว้ร้อยละ 95 นั้น เมื่อนายส้มโอเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของนายแตงโม และเงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) เงินได้ดังกล่าวจึงให้ถือว่าเป็นเงินได้ของนายแตงโมซึ่งเป็นบิดา ดังนั้น นายแตงโมจึงต้องนำเงินได้ที่เป็นเงินปันผลในส่วนนี้มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของนายแตงโม
ประเด็นที่ 2. นายแตงโมมีสิทธิหักค่าลดหย่อนบุตรได้หรือไม่ อย่างไร
บุตรคนที่ 1 คือนายส้มโอนั้น แม้นายส้มโอจะเป็นบุตรผู้เยาว์ แต่นายส้มโอมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วคือเงินได้จากการแข่งขันกีฬาเกิน 30,000 บาท นายแตงโมจึงนำนายส้มโอมาหักลดหย่อนไม่ได้ ตามมาตรา 47 (1) (ค)
บุตรคนที่ 2 คือนายเชอรี่นั้น แม้นายเชอรี่จะเป็นบุตรผู้เยาว์และกำลังศึกษาอยู่ก็ตาม แต่เมื่อนายแตงโมผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และนายเชอรี่ก็มิได้อยู่ในประเทศไทย นายแตงโมจึงนำนายเชอรี่มาหักลดหย่อนไม่ได้ตามมาตรา 47 (3)
บุตรคนที่ 3 คือนายมะนาวซึ่งมีอายุ 21 ปีนั้น แม้นายมะนาวจะเป็นบุตรบุญธรรม แต่นายมะนาวมิได้เป็นบุตรผู้เยาว์ หรือเป็นบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี และกำลังศึกษาอยู่แต่อย่างใด อีกทั้งนายมะนาวเป็นเพียงบุคคลวิกลจริตที่ศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ดังนั้น นายแตงโมจึงนำนายมะนาวมาหักลดหย่อนไม่ได้ ตามมาตรา 47 (1) (ค)
สรุป นายแตงโมต้องนำเงินปันผลในส่วนที่นายส้มโอได้รับมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยไม่มีสิทธินำบุตรทั้ง 3 คน มาหักเป็นค่าลดหย่อน
ข้อ 3. บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีสาขาหรือสถานประกอบการในประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ได้ส่งนายยักษ์สัญชาติไทย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นตัวแทนเซ็นสัญญาขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยกับบริษัท ไทยคอม จำกัด ซึ่งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทย โดยบริษัทไทยคอมฯ เป็นผู้โอนค่าตอบแทนจำนวน 20,000,000 บาท ไปยังบริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่งฯ ทันทีหลังจากทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้ผ่านนายยักษ์แต่อย่างใด
ให้วินิจฉัยว่า บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่งฯ ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้ดังกล่าวตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร
มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”
มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”
มาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือถือว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย”
มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทยซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”
วินิจฉัย
กรณีตามปัญหา การที่บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีสาขาหรือสถานประกอบการในประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ได้ส่งนายยักษ์สัญชาติไทย ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่สำนักงานใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา มาเป็นตัวแทนเซ็นสัญญาขายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยกับบริษัท ไทยคอม จำกัด ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศไทยนั้น
ย่อมถือว่า บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยอันเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิแล้ว เพราะบริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด มีผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในประเทศไทย ดังนั้น บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด จึงต้องนำรายได้ทั้งหมดจำนวน 20,000,000 บาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 วรรคหนึ่ง และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง โดยให้นายยักษ์เป็นผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษี
และนอกจากนั้น การที่บริษัท ไทยคอม จำกัด เป็นผู้ส่งเงินค่าตอบแทนจำนวน 20,000,000 บาท ไปยังบริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด โดยตรง หลังจากทำสัญญาเรียบร้อยแล้วโดยไม่ได้ผ่านนายยักษ์แต่อย่างใดนั้น ก็ไม่มีผลผิดแผกแตกต่างไปจากการที่บริษัท ไทยคอม จำกัด ส่งเงินค่าตอบแทนให้แก่นายยักษ์แล้วนายยักษ์จึงส่งเงินค่าตอบแทนให้แก่บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด อีกทอดหนึ่ง ซึ่งค่าตอบแทนจำนวน 20,000,000 บาทนั้น ได้รวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรไว้ด้วย จึงต้องถือว่านายยักษ์ในฐานะผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ดังนั้น บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด จึงต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นการเสียภาษีจากฐานการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศด้วย
สรุป บริษัท อเมริกันโปรแกรมมิ่ง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากรายได้จำนวน 20,000,000 บาท จากฐานกำไรสุทธิตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 66 วรรคหนึ่ง และมาตรา 65 วรรคหนึ่ง และเสียภาษีจากฐานการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศตามมาตรา 70 ทวิ วรรคหนึ่ง