การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

Advertisement

คำแนะนำ: ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ในปี พ.ศ. 2564 นายแดงทำงานอยู่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้รับเงินเดือน ๆ ละ 80,000 บาท นายแดงทำงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2564 จึงลาออกจากงาน พอเดือนสิงหาคม 2564 นายแดงได้เดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อไปทำงานที่ร้านขายอาหารแห่งหนึ่งของพี่สาวได้รับเงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท นายแดงจึงส่งเงินมาให้นางดำภริยาซึ่งอยู่ในประเทศไทยทุกเดือน ๆ ละ 50,000 บาท

ดังนี้ อยากทราบว่าเงินเดือนที่นายแดงได้รับในประเทศไทยและเงินที่ส่งมาให้ภริยาทุกเดือนจะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทยตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทย มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง)

ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมิน เนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

ตามอุทาหรณ์ การที่นายแดงทำงานบริษัทเอกชนและได้รับเงินเดือน ๆ ละ 80,000 บาท ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2564 นายแดงจะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทย เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

ส่วนเดือนสิงหาคม 2564 นายแดงได้เดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อไปทำงานที่ร้านอาหารของพี่สาวและได้รับเงินเดือน ๆ ละ 100,000 บาท โดยนายแดงได้ส่งเงินมาให้นางดำภริยาซึ่งอยู่ในประเทศไทยทุกเดือน ๆ ละ 50,000 บาทนั้น ถือเป็นเงินได้ที่ได้รับเนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในต่างประเทศ และเมื่อได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย อีกทั้งนายแดงได้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษี 2564 รวมเป็นเวลาทั้งสิ้นประมาณ 210 วัน ซึ่งถึง 180 วันแล้ว จึงถือว่านายแดงเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ดังนั้น นายแดงต้องนำเงินได้ดังกล่าวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่ประเทศไทยตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

สรุป นายแดงจะต้องนำเงินเดือนที่ได้รับในประเทศไทยและเงินที่ส่งมาให้ภริยาซึ่งอยู่ในประเทศไทยทุกเดือนมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับประเทศไทย

ข้อ 2. ปีภาษี 2564 นางสาวลิซ่ามีรายได้ดังต่อไปนี้

  1. ร้านขายรองเท้าบนแอพพลิเคชั่นอินตราแกรม 2 ล้านบาท

  2. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสินแบบฝากประจำจำนวน 1 แสนบาท

  3. ธุรกิจให้เช่าคอนโดมิเนียมได้ค่าเช่าเดือนละ 2 แสนบาท

  4. ถูกหวยใต้ดินได้เงินรางวัลจำนวน 20,000 บาท

    นางสาวลิซ่า ได้อุปการะเลี้ยงดูบิดาอายุ 70 ปี ซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ และเด็กหญิงจริงใจ บุตรบุญธรรมอายุ 10 ขวบ ซึ่งจดทะเบียนรับเป็นบุตรบุญธรรมอยู่ด้วย

    กรณีนี้อยากทราบว่า ปีภาษี 2564 นางสาวลิซ่าได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทใดบ้าง ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีทั้งหมดหรือไม่ และสามารถหักค่าลดหย่อนได้ในกรณีใดบ้าง

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น… (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก…

(5) เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก… (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้… (ก) ดอกเบี้ยสลากออมสินหรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้วเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ (ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท… (ค) บุตร… (2) บุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

(ญ) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้… รวมทั้งบิดามารดาของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละสามหมื่นบาท โดยบุคคลดังกล่าวต้องมีอายุหกสิบปีขึ้นไป มีรายได้ไม่เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ เงินได้พึงประเมินที่นางสาวลิซ่าได้รับในปีภาษี 2564 เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทใด และต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

  1. เงินได้จากร้านขายรองเท้าบนแอพพลิเคชั่นอินตราแกรม 2 ล้านบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เพราะเป็นเงินได้จากการธุรกิจ จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  2. ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารออมสินแบบฝากประจำจำนวน 1 แสนบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4) (ก) จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเป็นดอกเบี้ยประเภทฝากประจำ มิใช่ดอกเบี้ยประเภทฝากเผื่อเรียก จึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (8) (ก)

  3. เงินได้จากธุรกิจให้เช่าคอนโดมิเนียมเดือนละ 2 แสนบาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 5 ตามมาตรา 40 (5) (ก) เพราะเป็นเงินได้เนื่องจากการให้เช่าทรัพย์สิน จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

  4. เงินได้จากการถูกหวยใต้ดินได้รางวัลจำนวน 20,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) จะต้องนำมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากมิใช่เงินได้จากรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาลจึงไม่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (11)

ในการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น นางสาวลิซ่าสามารถหักค่าลดหย่อนตนเองได้ 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) และหักค่าลดหย่อนเด็กหญิงจริงใจบุตรบุญธรรมได้อีก 30,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ค) ส่วนบิดาแม้จะมีอายุ 70 ปี และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู นางสาวลิซ่าก็ไม่สามารถนำมาหักค่าลดหย่อนตามมาตรา 47 (1) (ญ) ได้ เพราะบิดามีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพเนื่องจากเป็นข้าราชการบำนาญ

สรุป เงินได้พึงประเมินที่นางสาวลิซ่าได้รับในปีภาษี 2564 ทั้ง 4 รายการ ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และนางสาวลิซ่าสามารถหักค่าลดหย่อนตนเองและเด็กหญิงจริงใจบุตรบุญธรรมได้ แต่จะนำบิดามาหักค่าลดหย่อนไม่ได้

ข้อ 3. นายแตงโม นายแตงกวา และบริษัท แตงไทย จำกัด ตกลงทำกิจการร่วมกันและร่วมลงทุนกันทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในจังหวัดนนทบุรี ได้รับเงินได้ในปี พ.ศ. 2556 จำนวน 10,000,000 บาท ให้ท่านวินิจฉัยว่า เงินรายการดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้หมายความรวมถึง

(2) กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่กิจการที่ดำเนินร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไรระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือระหว่างบริษัทและ/หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือนิติบุคคลอื่น”

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแตงโม นายแตงกวา และบริษัท แตงไทย จำกัด ตกลงทำกิจการร่วมกัน และร่วมลงทุนกันทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในจังหวัดนนทบุรี และได้รับเงินได้ในปี พ.ศ. 2556 จำนวน 10,000,000 บาทนั้น ถือเป็นการเข้าร่วมกันดำเนินกิจการในทางการค้าระหว่างบริษัทกับบุคคลธรรมดาในรูปแบบของ “กิจการร่วมค้า” และอยู่ในความหมายของการเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามนัยของมาตรา 39 ดังนั้น เมื่อกิจการดังกล่าวมีเงินได้ จึงต้องนำเงินได้จำนวน 10,000,000 บาทดังกล่าว มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง

สรุป เงินได้รายการดังกล่าวจำนวน 10,000,000 บาท ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

Advertisement