การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4007 นิติปรัชญา
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ
ข้อ 1. เหตุใดจึงมีการกล่าวว่าทฤษฎีกฎหมายของดวอร์กิ้น (Ronald Dworkin) จัดเป็นทฤษฎีกฎหมายแนวเสรีนิยมก้าวหน้าหรือซ้ายเสรีนิยม (Left Liberal) และเป็นทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติในแบบฉบับที่เน้นการตีความ (ศีลธรรม) ในกฎหมาย (Interpretive Version of Natural Law)
นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร กับบทวิพากษ์ของดวอร์กิ้นต่อทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Law Positivism) สมัยใหม่ของฮาร์ท (H. L. A. Hart) ซึ่งมีนัยสำคัญครอบคลุมถึงประเด็นถกเถียงเรื่องกฎเกณฑ์ หลักการ นโยบาย สิทธิ และประชาธิปไตย
ธงคำตอบ
ความเป็นทฤษฎีกฎหมายแนวเสรีนิยมก้าวหน้าในทฤษฎีกฎหมายของดวอร์กิ้นมีส่วนสัมพันธ์กับความชื่นชมในอุดมการณ์เสรีนิยมก้าวหน้าของอดีตประธานาธิบดีรูสเวลท์ (F. Roosevelt) ผู้นำในการผลักดันโครงการ New Deal ซึ่งเป็นโครงการปฏิรูปสังคมให้เกิดความเป็นธรรมในต้นศตวรรษที่ 20 ภายใต้อุดมการณ์ดังกล่าว กฎหมายโดยภาพรวมจึงจัดเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุจุดหมายเสรีนิยมก้าวหน้า ลักษณะเสรีนิยมก้าวหน้าแสดงออกจากการให้ความสำคัญต่อการหลอมรวมหลักคุณค่าเรื่องอิสรภาพเสรีภาพและความเสมอภาคเข้าด้วยกัน หลักคุณค่าสำคัญดังกล่าวปรากฏในแนวคิดสำคัญของดวอร์กิ้นเรื่องสิทธิในความเสมอภาค อันหมายถึงสิทธิของประชาชนที่จะได้รับความใส่ใจเป็นห่วงใยและเคารพนับถืออย่างเท่าเทียมกัน
กฎหมายในทรรศนะของดวอร์กิ้นครอบคลุมทั้งอันเป็นทางการ และหลักการแห่งความยุติธรรม/ความเป็นธรรม สิทธิในความเสมอภาคจัดเป็นแก่นแกนสำคัญของหลักการแห่งความเป็นธรรมดังกล่าว กระทั่งทำให้ดวอร์กิ้นเชื่อมั่นว่า หากรัฐบาลไม่ใส่ใจต่อสิทธิอย่างจริงจังย่อมหมายถึงการไม่ใส่ใจต่อกฎหมายอย่างจริงจัง
ความเป็นทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติในแบบฉบับที่เน้นการตีความ (ศีลธรรม) ในกฎหมายของดวอร์กิ้นมีที่มาจากการให้ความสำคัญต่อความเป็นจริงของกฎหมายในทางปฏิบัติซึ่งแยกไม่ออกจากการใช้การตีความกฎหมาย โดยหลักคิดพื้นฐานของดวอร์กิ้นเชื่อมั่นว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่ต้องเกี่ยวข้องกับการตีความอย่างสมบูรณ์อยู่เสมอ ในความคิดอุดมคติทางกฎหมายของดวอร์กิ้น กฎหมายและศีลธรรมมีความเกี่ยวพันที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวินิจฉัยทางศีลธรรมในทางปฏิบัติซึ่งจำเป็นอย่างสูงในการตีความกฎหมายอย่างถูกต้องเที่ยงธรรม กฎหมายที่บัญญัติขึ้นจึงไม่สามารถตีความและปรับใช้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมโดยปราศจากข้อวินิจฉัยทางศีลธรรมซึ่งสัมพันธ์กับหลักการแห่งความเป็นธรรมหรือสิทธิในความเสมอภาค
บทวิพากษ์ของดวอร์กิ้นต่อทฤษฎีกฎหมายฮาร์ท (H. L. A. Hart) มีสาระเกี่ยวเนื่องกับการปฏิเสธหลักคิดเรื่องการแยกออกจากกันได้ระหว่างกฎหมายและศีลธรรม (Separation Thesis) การวิพากษ์ทฤษฎีกฎหมายของฮาร์ทที่พิจารณาธรรมชาติกฎหมายอย่างคับแคบในรูปของกฎเกณฑ์-ระบบกฎเกณฑ์โดยไม่ใส่ใจต่อกฎหมายในรูปของหลักการแห่งความเป็นธรรม อันนำไปสู่ความบกพร่องในการสนับสนุนให้ผู้พิพากษาสามารถบัญญัติสร้างกฎหมายขึ้นเองได้ในบางสถานการณ์ (ในตัวคำพิพากษา) ซึ่งขัดต่อหลักการประชาธิปไตย ทั้งในแง่การแบ่งแยกอำนาจ หรือการตัดสินคดีซึ่งเป็นการวางบรรทัดฐานเชิงนโยบายที่มาจากผู้พิพากษาซึ่งมิได้มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งข้อบกพร่องในการตัดสินคดีบนฐานของนโยบายทางเศรษฐกิจ-การเมืองที่มิได้เน้นความสำคัญของหลักการหรือสิทธิ ซึ่งดวอร์กิ้นถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าความสำคัญอย่างสูง เสมือนเป็นไพ่ตายสำคัญที่อยู่เหนือข้อพิจารณาเชิงนโยบาย
สำหรับข้าพเจ้าแล้วเห็นด้วยกับบทวิพากษ์ของดวอร์กิ้นที่มีต่อทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมายของฮาร์ท เพราะกฎหมายมิใช่เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์หรือระบบของกฎเกณฑ์เท่านั้น แต่กฎหมายยังมีสาระของเรื่องหลักการประกอบอยู่ด้วยโดยเฉพาะหลักการทางศีลธรรมหรือความเป็นธรรม กฎเกณฑ์จะมีลักษณะใช้บังคับได้ทั่วไป แต่ในการตัดสินคดีบางคดีจะต้องนำหลักการมาปรับใช้ด้วย ดังนั้นในการตัดสินคดีโดยเฉพาะคดีที่ยุ่งยากซับซ้อน ถ้าหากผู้พิพากษาใช้แต่กฎเกณฑ์เพียงอย่างเดียวหรือถ้าหากไม่มีกฎเกณฑ์แล้ว ผู้พิพากษาก็จะตัดสินคดีโดยใช้ดุลพินิจนอกเหนือกฎหมาย (กฎเกณฑ์) หรือสร้างหลักกฎหมายขึ้นเองโดยไม่พิจารณาถึงหลักการอันเป็นสาระสำคัญที่มีอยู่ในกฎหมายหรือกฎเกณฑ์นั้น คำพิพากษานั้นก็อาจจะไม่ถูกต้องเที่ยงธรรมก็ได้
หมายเหตุ นักศึกษาอาจจะแสดงความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ได้ แต่ต้องแสดงความเห็นที่ภายใต้ข้อถกเถียงที่แตกต่างกันของนักทฤษฎีกฎหมายทั้งสองคน
ข้อ 2.
ก. ในเชิงหลักการ เหตุใดโสเครตียส (Socrates) จึงยอมรับโทษประหารชีวิตอย่างแน่วแน่ ทั้ง ๆ ที่เขาเชื่อมั่นว่ารัฐได้ทำร้ายเขาให้เสียหายในการตัดสินคดีที่ไม่เป็นธรรม นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่กับการยอมรับโทษของโสเครตียสดังกล่าว
ข. การยอมรับโทษจากการดื้อแพ่งต่อกฎหมายของประชาชน (Civil Disobedience) ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องการดื้อแพ่งฯ ที่ชอบธรรมของรอลส์ (John Rawls) หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
ก. ในเชิงหลักการของเรื่องการเคารพเชื่อฟังกฎหมายนั้น พอสรุปเหตุผลได้ดังนี้ คือ
-
หลักสัญญาประชาคม คือ เป็นลักษณะของการยินยอมโดยปริยายว่าจะเคารพกติกา (กฎหมาย) ในการอยู่ร่วมกันในสังคมนั้น ๆ แม้จะเป็นร้ายแก่ตัวบุคคลนั้นก็ตาม
-
หลักความเที่ยงธรรมเสมอภาค คือ ทุกคนเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย ดังนั้นสมควรที่ทุกคนจะต้องเคารพเชื่อฟังกฎหมายเหมือนกันทุกคน
-
หลักความสงบเรียบร้อย คือ การจะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมโดยสงบเรียบร้อยก็ต้องมีกติกา (กฎหมาย) ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามเพื่อความสงบเรียบร้อย
เหตุผลที่โสเครตียสยอมรับโทษประหารชีวิตอย่างแน่วแน่ทั้ง ๆ ที่เขาเชื่อมั่นว่ารัฐได้ทำร้ายเขาให้เสียหายในการตัดสินคดีที่ไม่เป็นธรรมนั้น ได้รับการอธิบายจากโสเครตียสโดยอ้างอิงหลักสัญญาประชาคมที่ว่าข้อตกลงยอมผูกมัดเชื่อฟังกฎหมายของรัฐตราบเท่าที่ยินยอมอาศัยอยู่ในรัฐ/สังคม โดยถือว่าพันธะในการเคารพเชื่อฟังกฎหมายเป็นสิ่งสัมบูรณ์, ความจำเป็นในการเคารพต่อกฎหมายที่เปรียบคล้ายเป็นพ่อแม่ รวมทั้งหลักการทางศีลธรรมเรื่องการไม่ทำร้ายหรือทำอันตรายต่อผู้อื่น ซึ่งมีนัยรวมถึงการไม่ทำอันตรายต่อรัฐในลักษณะของการไม่เคารพเชื่อฟังกฎหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาในเชิงหลักการของเรื่องการเคารพเชื่อฟังกฎหมายจากหลักทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่าเห็นด้วยกับการยอมรับโทษของโสเครตียสดังกล่าว
ข. การยอมรับโทษจากการดื้อแพ่งต่อกฎหมายของประชาชนนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องการดื้อแพ่งฯ ที่ชอบธรรมของรอลส์ ทั้งนี้เพราะแนวคิดเรื่องการดื้อแพ่งของรอลส์นั้น จะประกอบด้วยเงื่อนไขแห่งความชอบธรรม 4 ประการ ตั้งแต่ 1. จุดประสงค์ในการดื้อแพ่งฯ ที่มุ่งสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช้ทำลายระบบกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ 2. ต่อต้านต่อกฎหมายที่ขาดความชอบธรรมอย่างมาก : ขัดต่อหลักความเสมอภาคของอิสรภาพและหลักความเสมอภาคของโอกาสอันชอบธรรม 3. ต้องเป็นปฏิบัติการที่เป็นทางเลือกสุดท้าย 4. เป็นการกระทำโดยสันติวิธี เปิดเผย และพร้อมเสมอที่จะเผชิญหน้าต่อผลทางกฎหมายจากการดื้อแพ่งฯ อันรวมถึงความพร้อมในการยอมรับโทษจากการดื้อแพ่งฯ อันเป็นการแสดงต่อความซื่อสัตย์เชื่อมั่นต่อสถาบันกฎหมายโดยรวม และเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในมโนธรรมของตนที่พร้อมจ่ายราคาแห่งการละเมิดกฎหมายเพื่อให้ความทุกข์หรือความเจ็บปวดที่ตนได้รับเป็นสิ่งปลุกเร้ามโนธรรมสำนึกของผู้อื่น และเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จะทำให้การดื้อแพ่งฯ แตกต่างจากการใช้กำลังต่อต้านรัฐ อาชญากรรมหรือการเคลื่อนไหวแบบอนาธิปไตย
ข้อ 3. กฎมณเฑียรบาลบทที่ 106 และ 113 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญสมัยอยุธยา (กระทั่งมีนักกฎหมายบางท่านกล่าวยกย่องให้เป็นเพชรแท้น้ำหนึ่งของกฎหมายอยุธยา) มีนัยสำคัญเชิงหลักการทางปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมอย่างไร และหลักการสำคัญดังกล่าวมีจุดอ่อนหรือข้อจำกัดในการบังคับใช้หรือไม่อย่างไร เมื่อพิจารณาจากสภาพวิลักษณ์หรือการมีมาตรฐานสองชั้น (Double Standard) แห่งธรรมและอำนาจในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิม ท่ามกลางข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของสังคมไทยโบราณ
ธงคำตอบ
กฎมณเฑียรบาลบทที่ 106 และ 113 มีสาระสำคัญที่มีลักษณะยับยั้งหรือกำกับ/ทัดทานการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ในสมัยอยุธยา ดังนี้
บทที่ 106 “อนึ่งพระเจ้าอยู่หัว ดำรัสตรัสด้วยกิจราชการคดีถ้อยความประการใด ๆ ต้องกฎหมายประเพณีเป็นยุติธรรมแล้วให้กระทำตาม ถ้ามิชอบจงอาจพิดทูลทัดทานครั้ง 1, 2, 3 ครั้ง…”
บทที่ 113 “อนึ่ง ทรงพระโกรธแก่ผู้ใด แลตรัสเรียกพระแสงอย่าให้เจ้าพนักงานยื่น ถ้ายื่นให้โทษถึงตาย”
ความในกฎมณเฑียรบาลดังกล่าวยืนยันหลักการสำคัญในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมที่ถือธรรมเป็นใหญ่ในการปกครองบ้านเมือง โดยมีทศพิธราชธรรมเป็นหลักธรรมสำคัญหนึ่งในการใช้อำนาจทางกฎหมายหรือการปกครองภายใต้หลักปรัชญาธรรมนิยมทางกฎหมายที่มีพระธรรมศาสตร์เป็นกฎหมายแม่บท กฎมณเฑียรบาลทั้ง 2 บท ได้รับการยกย่องจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ให้เป็นเพชรแท้น้ำหนึ่งของกฎหมายอยุธยา ซึ่งแฝงนัยสำคัญของการยอมรับโดยหลักการว่าพระมหากษัตริย์ทรงทำผิดเป็นและทำผิดได้หาใช่ถือตามหลักทฤษฎีการเมืองตะวันตกที่ว่า พระมหากษัตริย์ทรงทำผิดไม่เป็นหรือทำผิดไม่ได้
อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญในกฎมณเฑียรบาลข้างต้น กลับตกอยู่ใต้ข้อวิพากษ์สำคัญในการปรับใช้ เมื่อพิจารณาจากสภาพทวิลักษณ์หรือการมีมาตรฐาน 2 ชั้น ในปรัชญากฎหมายไทยดั้งเดิมที่ประกอบทั้งฐานคิดแบบธรรมนิยมและอำนาจนิยมควบคู่กัน โดยนอกเหนือจากพื้นฐานความคิดแบบธรรมนิยม (เชิงพุทธ) ทั่วไปแล้ว ปรัชญากฎหมายไทยยังมีแนวคิดแบบอำนาจนิยมซึ่งเป็นผลจากอิทธิพลความคิดแบบพราหมณ์/ฮินดู-คติเรื่องเทวราชาเจ้าชีวิต รวมทั้งระบบศักดินา ทวิลักษณ์ของปรัชญากฎหมายไทยที่ดำรงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมของสังคมไทยโบราณที่เป็นผลจากการผูกขาดพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมของชนชั้นนำในสังคม นับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดข้อวิจารณ์ต่อจุดอ่อนหรือข้อจำกัดในการปรับใช้กฎหมายที่มีผู้เชื่อว่าเป็นเพชรแท้น้ำหนึ่งของกฎหมายอยุธยา