การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4006 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นาโนเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2540 ที่ประเทศไทยจากบิดาคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาคนสัญชาติไทย ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน โดยบิดาของนาโนเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย

ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่านาโนเป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นาโนเกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2540 นั้น แม้นาโนจะเกิดจากบิดาเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นก็ตาม แต่เมื่อนาโนเกิดหลังปี พ.ศ. 2535 โดยมีมารดาเป็นคนสัญชาติไทย ดังนั้น นาโนย่อมได้รับสัญชาติไทย ตามหลักสืบสายโลหิตจากมารดา ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า บุคคลที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรย่อมได้สัญชาติไทย

สรุป นาโนจะได้รับสัญชาติไทย

ข้อ 2. นายลีคนสัญชาติสิงคโปร์มีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายในประเทศอังกฤษ นายลีได้สละสัญชาติสิงคโปร์และได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต่อมานายลีถูกถอนสัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 หลังจากนั้นเกิดคดีขึ้นสู่ศาลไทยโดยประเด็นข้อพิพาทมีว่า นายลีมีความสามารถทำนิติกรรมซื้อเครื่องกลั่นน้ำมันปาล์มจำนวน 10 เครื่อง จากนายมงคลที่จังหวัดพังงาหรือไม่

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายใดขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่านี้

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 6 วรรคสาม “สำหรับบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ”

มาตรา 10 วรรคหนึ่ง “ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายใดขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัย เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทที่ว่า นายลีจะมีความสามารถทำนิติกรรมซื้อเครื่องกลั่นน้ำมันปาล์มจำนวน 10 เครื่อง จากนายมงคลที่จังหวัดพังงาได้หรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องความสามารถของบุคคล ซึ่งโดยหลักแล้วย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้นตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง

แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายลีคนสัญชาติสิงคโปร์มีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายในประเทศอังกฤษ โดยได้สละสัญชาติสิงคโปร์และได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ซึ่งในขณะเกิดข้อพิพาทที่ว่านี้ นายลีได้ตกเป็นบุคคลไร้สัญชาติ เพราะนายลีได้ถูกถอนสัญชาติไทยแล้ว ดังนั้น การจะนำกฎหมายประเทศใดมาปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าว จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสาม ซึ่งมีหลักคือ

  1. ถ้าปรากฏภูมิลำเนาของบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ

  2. ถ้าไม่ปรากฏภูมิลำเนาของบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายลีเป็นบุคคลผู้ไร้สัญชาติและไม่ปรากฏว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด กรณีเช่นนี้จึงต้องใช้กฎหมายประเทศอังกฤษซึ่งเป็นกฎหมายที่นายลีมีถิ่นที่อยู่บังคับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ.2481 มาตรา 6 วรรคสาม

ผลจึงเป็นว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายประเทศอังกฤษขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าด้วยความสามารถของนายลีที่ว่านี้

สรุป ศาลไทยควรนำกฎหมายประเทศอังกฤษขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าด้วยความสามารถของนายลี

ข้อ 3. นายเพนกวิน สัญชาติไทย ได้ร่วมมือกับนายโจวซัว สัญชาติสิงคโปร์ เอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ทำการฉ้อโกงประชาชนด้วยการทำธุรกิจแชร์ลูกโซ่หลอกเงินผู้เสียหายทางออนไลน์ ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกและปรับ โดยผู้เสียหายทั้งชาวสิงคโปร์และชาวจีนได้แจ้งความดำเนินคดีกับทั้งคู่ไว้แล้ว ต่อมานายเพนกวินและนายนายโจวซัวได้เดินทางมาหาลูกข่ายใหม่ที่ประเทศไทยและถูกจับกุมในข้อหาฝ่าสัญญาณจราจร รัฐบาลสิงคโปร์ทราบเรื่องจึงได้ร้องขอให้ประเทศไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนนายเพนกวินไปดำเนินคดีที่สิงคโปร์ และรัฐบาลจีนขอให้ส่งตัวนายโจวซัวเพื่อไปดำเนินคดีอาญาในประเทศจีน หากประเทศไทย สิงคโปร์ และจีนไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ประเทศไทยจะส่งนายเพนกวินและนายโจวซัวให้กับประเทศสิงคโปร์และจีนตามคำร้องขอได้หรือไม่อย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่า รัฐผู้ร้องขอและรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติไปตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ก็ต้องถือหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลที่รัฐผู้รับคำร้องขออาจปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ได้แก่

  1. ผู้กระทำความผิดนั้นได้ถูกศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวเนื่องจากได้รับโทษตามความผิดนั้นครบถ้วนแล้ว

  2. ผู้กระทำความผิดนั้นได้กระทำความผิดที่มีโทษหนักสถานเดียวคือโทษประหารชีวิต

  3. ผู้กระทำความผิดมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต

  4. ผู้กระทำความผิดมีสัญชาติของประเทศผู้รับคำร้องขอ

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ เมื่อนายเพนกวินเป็นผู้มีสัญชาติไทย แม้จะได้กระทำความผิดตามกฎหมายสิงคโปร์ ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศผู้รับคำร้องขอจะส่งนายเพนกวินไปดำเนินคดีที่ประเทศสิงคโปร์ไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นจะเป็นการเนรเทศคนชาติตน ซึ่งเป็นการขัดกับหลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

ส่วนนายโจวซัวนั้นแม้จะไม่ได้มีสัญชาติไทย แต่การที่นายโจวซัวเป็นเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ย่อมได้รับความคุ้มกันทางทูตในการที่จะไม่ถูกดำเนินคดีใด ๆ ในประเทศไทย ดังนั้น ประเทศไทยจะปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนายโจวซัวให้กับประเทศจีนก็ได้ แต่จะต้องส่งกลับไปให้ประเทศสิงคโปร์ดำเนินคดีแทน

สรุป ประเทศไทยจะไม่ส่งนายเพนกวินและนายโจวซัวให้กับประเทศสิงคโปร์และประเทศจีนตามคำร้องขอได้ แต่จะต้องส่งนายโจวซัวกลับไปให้ประเทศสิงคโปร์ดำเนินคดีแทน

ข้อ 4. นายนิโคลัส สัญชาติรัสเซีย ได้ลอบวางระเบิดเครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ โดยนำเอาระเบิดไปติดที่ภายนอกของตัวเครื่องบินขณะที่เครื่องบินได้จอดพักเติมน้ำมันอยู่ที่สนามบินประเทศญี่ปุ่น หลังจากการวางระเบิด นายนิโคลัสได้หลบหนีกลับไปยังประเทศรัสเซีย และเครื่องบินได้ระเบิดขณะบินอยู่เหนือน่านฟ้าของประเทศญี่ปุ่น การกระทำของนายนิโคลัส เป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีลเพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ค.ศ. 1971 หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

อนุสัญญามอนทรีล (Montreal Convention) เพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ค.ศ.1971 ข้อ 1. ได้กำหนดลักษณะการกระทำความผิดตามอนุสัญญาประการหนึ่ง คือ การทำลายอากาศยานในขณะให้บริการ หรือกระทำแก่อากาศยานในระหว่างบริการ โดยวิธีใด ๆ ซึ่งกลอุปกรณ์หรือวัตถุซึ่งอาจทำลายอากาศยานนั้น ดังนั้น การกระทำความผิดอาญาแม้จะเป็นการกระทำภายนอกเครื่องบิน ก็ถือว่าเป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีลฯ

ตามปัญหา การที่นายนิโคลัส สัญชาติรัสเซีย ได้ลอบวางระเบิดเครื่องบินของสายการบินอเมริกันแอร์ไลน์ โดยนำเอาระเบิดไปติดที่ภายนอกของตัวเครื่องบินขณะที่เครื่องบินได้จอดพักเติมน้ำมันอยู่ที่สนามบินและต่อมาเครื่องบินได้ระเบิดขณะบินอยู่นั้น การกระทำของนายนิโคลัสดังกล่าวถือเป็นการทำลายเครื่องบินในระหว่างให้บริการ จึงเป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีลฯ

สรุป การกระทำของนายนิโคลัส เป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีลเพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัยของการบินพลเรือน ค.ศ.1971

Advertisement