การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4006 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. มิกิเกิดที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2533 จากมารดาคนสัญชาติไทยและบิดาคนสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งจดทะเบียนสมรสกัน โดยบิดาของมิกินั้นเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำวิจัยในประเทศไทย

ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่ามิกิเป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่

ชอบด้วยกฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ”

พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

มาตรา 10 “บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มิกิเกิดที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2533 จากมารดาคนสัญชาติไทยนั้น

มิกิย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) เนื่องจากปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย

และมีสัญชาติ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับ ทำให้มิกิได้สัญชาติไทย

ตามมาตรา 7 (1) เนื่องจากมิกิเกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร ประกอบกับ

มาตรา 10 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย

พระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย

สรุป ในขณะที่เกิดมิกิไม่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 แต่เมื่อ พ.ร.บ. สัญชาติ

(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้ มิกิจะได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 (1) ประกอบมาตรา 10

ข้อ 2. นายดำลักทรัพย์ของนายเขียวแล้วหลบหนีไป นางสมรภริยานายดำได้ตกลงทำสัญญากับนายเขียว

โดยตกลงกันว่านางสมรจะชดใช้ค่าเสียหายจำนวนหนึ่งให้แก่นายเขียวและนายเขียวจะไม่ฟ้องร้อง

นายดำในทางอาญา บุคคลทั้งสามนี้มีสัญชาติประเทศก้าวหน้า และสัญญาทำขึ้นในประเทศก้าวหน้า

ตามกฎหมายประเทศก้าวหน้าสัญญาฯ ที่ว่านี้สมบูรณ์ทุกประการ อย่างไรก็ดีคู่กรณีมิได้ตกลงกันว่า

หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจะให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญา ต่อมานางสมรผิดสัญญา

ไม่ชดใช้ค่าเสียหายแล้วหลบหนีมามีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย นายเขียวตามมาฟ้องนางสมร

ต่อศาลไทย ขอให้บังคับให้ชดใช้ นางสมรไม่ต่อสู้คดีโดยยอมรับผิดตามสัญญา แต่อ้างว่าตนไม่มีเงิน

จะชดใช้ให้ ให้ท่านวินิจฉัยว่าศาลไทยจะวินิจฉัยอย่างไร เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 5 “ถ้าจะใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับให้ใช้กฎหมายนั้นเพียงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศสยาม”

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือ

ผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้

ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญา

ไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของ

สัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณา

เป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใด

    มาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้

    บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น

    มาใช้บังคับ

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเขียวฟ้องนางสมรต่อศาลไทยขอให้บังคับให้นางสมรชดใช้ค่าเสียหาย

ตามที่ได้ตกลงทำสัญญาไว้กับนายเขียว และต่อมานางสมรผิดสัญญานั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณีมีสัญชาติ

เดียวกัน คือมีสัญชาติของประเทศก้าวหน้า และคู่กรณีมิได้ตกลงกันว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจะให้ใช้กฎหมาย

ของประเทศใดบังคับแก่สัญญา อีกทั้งสัญญาดังกล่าวก็ทำขึ้นในประเทศก้าวหน้าและตามกฎหมายของประเทศ

ก้าวหน้าสัญญาดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ ดังนั้น ศาลไทยจึงต้องใช้กฎหมายของประเทศก้าวหน้าขึ้นปรับแก่คดีตาม

พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ นั้น ได้กำหนดไว้ว่า การที่ศาลไทย

จะใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับนั้น กฎหมายดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

ของประชาชนแห่งประเทศไทยด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้อตกลงในสัญญาที่ทำกันขึ้นระหว่างนางสมรกับ

นายเขียวที่ว่า เมื่อนางสมรชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายเขียวแล้วนายเขียวจะไม่ฟ้องร้องนายดำในทางอาญานั้น

เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนคนไทย ดังนั้น

ศาลไทยจึงไม่อาจบังคับให้ตามฟ้องได้ แม้นางสมรจะไม่ต่อสู้คดีโดยยอมรับผิดตามสัญญาก็ตาม ศาลไทยจึงต้อง

วินิจฉัยยกฟ้อง

สรุป ศาลไทยต้องวินิจฉัยยกฟ้อง

ข้อ 3. เรือสินค้าสัญชาติอังกฤษซึ่งออกเดินทางจากประเทศสิงคโปร์กลับมายังประเทศอังกฤษถูกกลุ่มบุคคล

พร้อมอาวุธปืนอาร์พีจีซึ่งนั่งเรือขนาดเล็กที่มีความเร็วสูงเข้าปล้น และได้ลักพาตัวลูกเรือชาวอังกฤษ

ทั้งหมด 6 คน ไปเรียกค่าไถ่ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในทะเลหลวง

การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศฐานใดหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวง ค.ศ. 1958 (Geneva Convention on High Sea 1958)

มาตรา 15 ได้ให้ความหมายของคำว่า “การโจรสลัด” ว่าต้องประกอบด้วยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

  1. การกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยการใช้กำลัง การกักขัง หรือการกระทำอันเป็น

    การปล้นสะดม ซึ่งกระทำเพื่อวัตถุประสงค์ในทางส่วนตัว โดยลูกเรือหรือผู้โดยสารของเรือเอกชนมุ่งกระทำ

    (ก) ในทะเลหลวง ต่อเรือหรืออากาศยานอีกลำหนึ่ง หรือต่อบุคคลหรือทรัพย์สินในเรือ

    หรืออากาศยานเช่นว่านั้น

    (ข) ต่อเรือ อากาศยาน บุคคลหรือทรัพย์สินในที่ที่อยู่ภายนอกอำนาจของรัฐใด

  2. การกระทำใดอันเป็นการเข้าร่วมด้วยใจสมัครในการดำเนินการของเรือ

  3. การกระทำอันเป็นการยุยงหรืออำนวยความสะดวกโดยเจตนาต่อการกระทำที่ได้กล่าวไว้ใน

    วรรคหนึ่ง หรืออนุวรรคสองของมาตรานี้

วินิจฉัย

ตามปัญหา การที่กลุ่มบุคคลพร้อมอาวุธปืนอาร์พีจีใช้เรือขนาดเล็กที่มีความเร็วสูงเข้าปล้นเรือสินค้า

อังกฤษซึ่งออกเดินทางจากประเทศสิงคโปร์กลับมายังประเทศอังกฤษ และได้ลักพาตัวลูกเรือชาวอังกฤษทั้งหมด

6 คน ไปเรียกค่าไถ่ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในทะเลหลวงนั้น การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำอันมิชอบ

ด้วยกฎหมาย โดยการใช้กำลัง การกักขัง หรือการกระทำอันเป็นการปล้นสะดม ซึ่งกระทำเพื่อวัตถุประสงค์

ในทางส่วนตัว โดยลูกเรือหรือผู้โดยสารของเรือเอกชนมุ่งกระทำในทะเลหลวงต่อเรือหรือต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน

ในเรือ จึงถือว่าการกระทำดังกล่าว เป็นความผิดฐานโจรสลัด ตามอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวง ค.ศ. 1958

มาตรา 15 และตามมาตรา 101 ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982

สรุป การกระทำดังกล่าวถือเป็นความผิดตามกฎหมายระหว่างประเทศ ฐานโจรสลัด

ข้อ 4. จงอธิบายผลของการแปลงสัญชาติภายหลังการกระทำความผิดของผู้ที่ถูกร้องขอให้ส่งข้ามแดน

ต่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พร้อมยกตัวอย่างประกอบด้วย

ธงคำตอบ

ในกรณีที่ผู้ที่ถูกร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้กระทำความผิดในประเทศหนึ่งแล้วหลบหนีไปอยู่

อีกประเทศหนึ่ง และต่อมาได้แปลงสัญชาติเป็นพลเมืองของประเทศที่ตนหลบหนีไปอยู่ ต่อมาประเทศที่ความผิด

ได้กระทำขึ้นมีคำร้องขอให้ประเทศที่ผู้ที่ถูกร้องขอได้แปลงสัญชาติส่งตัวบุคคลผู้นั้น ประเทศผู้รับคำขอจะพิจารณา

ส่งตัวผู้นั้นหรือไม่ ต้องดูผลของการแปลงสัญชาติของผู้กระทำความผิดภายหลังการกระทำความผิดนั้นโดยแยกออก

เป็น 2 ประการ คือ

  1. ตามหลักสากลทั่วไป เป็นที่ยอมรับกันว่า “การแปลงสัญชาติไม่มีผลย้อนหลัง” ซึ่งหมายความว่า

    บุคคลหนึ่งบุคคลใดจะใช้สิทธิอันเกิดจากการแปลงสัญชาติประการใดนั้น ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รับสิทธิดังกล่าวนั้น

    ตั้งแต่วันที่มีประกาศรับการแปลงสัญชาติเป็นต้นไป

    ดังนั้น เมื่อประเทศที่ความผิดได้กระทำขึ้นได้ร้องขอ ประเทศผู้รับคำขอสามารถพิจารณาได้

    ตามปกติว่าจะส่งตัวผู้นั้นให้หรือไม่ เพราะถือว่าเป็นการขอคนที่มีสัญชาติของประเทศอื่น

  2. ข้อยกเว้น ถ้าเป็นประเทศเยอรมันและประเทศเบลเยียมจะไม่ได้ยึดถือหลักสากลทั่วไป

    แต่ถือหลักว่า “การแปลงสัญชาติย่อมมีผลย้อนหลัง” คือจะมีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ได้กระทำความผิดนั้นเอง

    ดังนั้น ถ้าบุคคลที่ถูกร้องขอนั้นได้แปลงสัญชาติเป็นพลเมืองของประเทศเยอรมันหรือประเทศเบลเยียม เมื่อมีการ

    ร้องขอให้ส่งตัวผู้นั้น ประเทศทั้งสองอาจปฏิเสธไม่ส่งตัวผู้นั้นให้แก่ประเทศที่ร้องขอก็ได้ เพราะถือว่าเป็นการขอ

    คนที่มีสัญชาติของประเทศตน

Advertisement