การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. นายสุเทพเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ต่อมาเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ทำให้ไม่มีคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า ประกอบกับสินค้าที่ผลิตไว้แล้วยังมีเก็บไว้ในคลังสินค้าอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าหากว่าจะผลิตสินค้าต่อไปอีกก็ไม่สามารถขายได้ นายประกอบ (นายจ้าง) จึงมีคำสั่งให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานคนละหนึ่งเดือนโดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้ สำหรับนายสุเทพให้หยุดงานในเดือนเมษายน และเดือนมิถุนายน โดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 10,000 บาท นายสุเทพเห็นว่าค่าจ้างดังกล่าวอาจไม่พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน และมีข้อสงสัยว่าถูกต้องหรือไม่ เช่นนี้ นักศึกษาเห็นว่าถูกต้องหรือไม่ นายสุเทพควรจะได้รับค่าจ้างเท่าใด เพราะเหตุใด จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 75 “ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญ อันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา 55 และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา 70 (1)
ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำการ”
วินิจฉัย
ตามอุทาหรณ์ การที่นายประกอบ (นายจ้าง) มีคำสั่งให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานคนละหนึ่งเดือนโดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้ เนื่องจากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกทำให้ไม่มีคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้า ประกอบกับสินค้าที่ผลิตไว้แล้วยังมีเก็บไว้ในคลังสินค้าอีกเป็นจำนวนมาก ถ้าหากว่าจะผลิตสินค้าต่อไปอีกก็ไม่สามารถขายได้นั้น ถือเป็นกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างจนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัยตามมาตรา 75 วรรคหนึ่งแล้ว
แต่อย่างไรก็ดี การที่นายจ้างได้มีคำสั่งให้ลูกจ้างสลับกันหยุดงานคนละหนึ่งเดือนโดยนายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้นั้น ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่งได้กำหนดให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ดังนั้น การที่นายสุเทพซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท เมื่อนายจ้างให้นายสุเทพหยุดงานเดือนเมษายนและเดือนมิถุนายน นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าจ้างให้นายสุเทพเดือนละ 15,000 บาท มิใช่เดือนละ 10,000 บาท
อีกทั้งนายจ้างจะต้องปฏิบัติตามมาตรา 57 วรรคสองด้วย กล่าวคือ นายจ้างจะต้องแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการไม่น้อยกว่า 3 วันทำการ
สรุป การที่นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้นายสุเทพเดือนละ 10,000 บาทนั้นไม่ถูกต้อง เพราะนายสุเทพควรได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท
ข้อ 2. นายนคร (นายจ้าง) ทำสัญญาจ้างนายกำแหงเป็นลูกจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 12,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือน ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น. ในสัญญามีข้อตกลงว่า “ในปีแรกของการทำงาน (พ.ศ. 2563) ถ้านายจ้างให้นายกำแหงทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน นายจ้างจะจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้ชั่วโมงละ 60 บาท” ต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2563 นายนครได้มีคำสั่งให้นายกำแหงทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน 20 ชั่วโมง และจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้ 1,200 บาท แต่นายกำแหงเห็นว่าไม่ถูกต้อง นายนครอ้างว่าได้ทำสัญญามีข้อตกลงชัดเจนและนายกำแหงได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานด้วย เช่นนี้ ท่านเห็นว่าถูกต้องหรือไม่ ที่ถูกต้องจะเป็นจำนวนเงินเท่าใด เพราะเหตุใด จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 61 “ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
วินิจฉัย
โดยหลักของการทำสัญญาจ้างแรงงานนั้น นายจ้างกับลูกจ้างจะทำข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างไรก็ได้เพียงแต่ข้อตกลงนั้นจะมีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อกฎหมายโดยชัดแจ้ง หรือเป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนไม่ได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ข้อตกลงนั้นจะตกเป็นโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 150)
ตามอุทาหรณ์ การที่นายนคร (นายจ้าง) ทำสัญญาจ้างนายกำแหงเป็นลูกจ้างตกลงจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 12,000 บาท ทุก ๆ วันสิ้นเดือน (เฉลี่ยวันละ 400 บาท ชั่วโมงละ 50 บาท) นั้น เมื่อในสัญญามีข้อตกลงว่า “ในปีแรกของการทำงาน (พ.ศ. 2563) ถ้านายจ้างให้นายกำแหงทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน นายจ้างจะจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้ชั่วโมงละ 60 บาท” นั้น ข้อตกลงดังกล่าวย่อมขัดต่อมาตรา 61 จึงมีผลเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น จึงต้องคิดตามมาตรา 61 กล่าวคือ นายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้แก่นายกำแหงในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ คือนายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้าง (นายกำแหง) เป็นเงิน 75 บาทต่อชั่วโมง และเมื่อนายกำแหงได้ทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน 20 ชั่วโมง จึงต้องได้รับค่าล่วงเวลาในวันทำงานเป็นเงิน 1,500 บาท ดังนั้น การที่นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้นายกำแหงเป็นเงิน 1,200 บาท จึงไม่ถูกต้อง
สรุป การที่นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้นายกำแหง 1,200 บาทไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือนายจ้างต้องจ่ายเป็นเงิน 1,500 บาท
ข้อ 3. นายสมัยเป็นลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท วันหนึ่งขณะกำลังทำงานก่อสร้างอยู่นั้น นั่งร้านที่ใช้ในการทำงานก่อสร้างพังถล่มลงมาทับร่างของนายสมัยได้รับบาดเจ็บสาหัส นายสมัยต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 6 เดือน แต่ก็กลายเป็นคนทุพพลภาพ
เช่นนี้ นายสมัยจะได้สิทธิหรือไม่ และมีสิทธิอะไรบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าใด เพราะเหตุใด จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537
มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้
“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจหรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”
มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”
มาตรา 15 “กรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง”
มาตรา 18 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี
(3) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างทุพพลภาพ โดยจ่ายตามประเภทของการทุพพลภาพและตามระยะเวลาที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าสิบห้าปี
ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด”
วินิจฉัย
ตามอุทาหรณ์ การที่นายสมัยลูกจ้างซึ่งขณะกำลังทำงานก่อสร้างอยู่นั้นได้ถูกนั่งร้านที่ใช้ในการทำงานก่อสร้างพังถล่มลงมาทับร่างของนายสมัยได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง 6 เดือนแต่ก็กลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น ย่อมถือว่านายสมัยประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างตามมาตรา 5 แล้ว นายสมัยจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 (ซึ่งมีการปรับแก้ไขใหม่ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561) และกฎกระทรวงที่ออกตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย ดังนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่นายสมัย ดังนี้คือ
1. ค่ารักษาพยาบาล ตามมาตรา 13 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นายสมัยเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ดังนี้
(1) ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาท
(2) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (1) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท
(3) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (2) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นอีก โดยเมื่อรวมค่ารักษาพยาบาลตาม (1) และ (2) แล้วต้องไม่เกิน 300,000 บาท
(4) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (3) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นตามความเห็นของคณะกรรมการแพทย์ โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) และ (3) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท
(5) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (4) สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตาม (1) (2) (3) และ (4) แล้วต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท
2. ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน ตามมาตรา 15 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้แก่นายสมัยเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ดังนี้
(1) ค่าใช้จ่ายในทางกายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 24,000 บาท
(2) ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน 40,000 บาท
(3) ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูหน่วยละไม่เกินตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่รวมแล้วไม่เกิน 160,000 บาท
(4) ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพฯ ไม่เกิน 24,000 บาท
รวมค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่นายจ้างจะต้องจ่ายไม่เกิน 248,000 บาท
3. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้ ตามมาตรา 18 (1) เมื่อนายสมัยไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบอันตรายบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัว 6 เดือน และกลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายสมัยในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่นายสมัยไม่สามารถทำงานได้ เมื่อนายสมัยได้รับค่าจ้างเดือนละ 12,000 บาท ร้อยละ 70 ของ 12,000 บาท คือ 8,400 บาท ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้นายสมัยเป็นเงิน (8,400 x 6) 50,400 บาท
4. ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ตามมาตรา 18 (3) เมื่อนายสมัยกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายสมัยในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนคือ 8,400 บาทให้แก่นายสมัยทุกเดือนเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี
สรุป นายสมัยจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ดังนี้
-
ค่ารักษาพยาบาลรวมแล้วไม่เกิน 1,000,000 บาท
-
ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานจำนวนไม่เกิน 248,000 บาท
-
ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้เป็นเงิน 50,400 บาท
-
ค่าทดแทนในกรณีทุพพลภาพเดือนละ 8,400 บาท เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 ปี
ข้อ 4. ในบริษัทแห่งหนึ่งมีลูกจ้างจำนวนหนึ่งมีความต้องการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่นนี้ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนไว้อย่างไร ตั้งแต่เริ่มต้นว่ากฎหมายกำหนดให้ต้องมีลูกจ้างจำนวนเท่าใดที่จะมีสิทธิเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้องและต้องทำอย่างไรและมีขั้นตอนต้องทำการเจรจากันอย่างไรจนกระทั่งสามารถตกลงกันได้จนมีผลใช้บังคับ
ธงคำตอบ
ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนในกรณีที่ลูกจ้างต้องการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไว้ดังนี้คือ
ขั้นตอนการแจ้งข้อเรียกร้องของลูกจ้าง
-
ฝ่ายลูกจ้างจะต้องแจ้งข้อเรียกร้องนั้นไปยังฝ่ายนายจ้าง โดยทำเป็นหนังสือแจ้งไปยังฝ่ายนายจ้าง (มาตรา 13 วรรคหนึ่ง) และข้อเรียกร้องดังกล่าวจะต้อง
(1) มีรายชื่อ และ
(2) มีลายมือชื่อ (ลายเซ็น) ของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องในจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของลูกจ้างทั้งหมดซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องนั้น คือต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 15 คน (มาตรา 13 วรรคสาม)
-
ในกรณีที่ลูกจ้างได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาไว้แล้ว ให้ระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีจำนวนไม่เกิน 7 คน พร้อมกับการแจ้งข้อเรียกร้องด้วย ถ้าลูกจ้างยังมิได้เลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ให้ลูกจ้างเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาและระบุชื่อผู้แทนผู้เข้าร่วมในการเจรจามีกำหนดไม่เกิน 7 คน โดยมิชักช้า (มาตรา 13 วรรคสาม)
ขั้นตอนการเจรจา
เมื่อนายจ้างได้รับข้อเรียกร้องแล้ว ต้องแจ้งชื่อตนเองหรือผู้แทนเป็นหนังสือให้ฝ่ายลูกจ้างทราบโดยมิชักช้า และให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเจรจากันภายใน 3 วัน นับแต่วันที่นายจ้างได้รับข้อเรียกร้อง (มาตรา 16)
การทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและการจดทะเบียนข้อตกลง
-
ให้นายจ้างและลูกจ้างทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ได้ตกลงร่วมกันเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของนายจ้างหรือผู้แทนนายจ้างและผู้แทนลูกจ้างหรือกรรมการของสหภาพแรงงาน แล้วแต่กรณี
-
ให้นายจ้างติดประกาศข้อตกลงดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผยภายใน 3 วัน นับแต่ที่ตกลงกันเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 วัน
-
ให้นายจ้างนำข้อตกลงที่เกี่ยวกับสภาพการจ้างไปจดทะเบียนต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้ตกลงกัน (มาตรา 18)
ผลผูกพันของข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง
-
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลผูกพันนายจ้าง และลูกจ้างซึ่งลงลายมือชื่อในข้อเรียกร้องตลอดจนลูกจ้างซึ่งมีส่วนในการเลือกตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาทุกคน (มาตรา 19 วรรคหนึ่ง)
-
เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า (มาตรา 20)