การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4004 กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. นายเล็กทำงานตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายผลิต บริษัท สบายดี จำกัด ทำงานมา 25 ปี นายเล็กชอบเล่นการพนันสลากกินรวบ เพราะนายเล็กมีเงินเดือนจากบริษัท สบายดี จำกัด 1 แสนบาท นายเล็กได้เล่นการพนันสลากกินรวบโดยมีนายแสนเจ้ามือมาที่บ้านนายเล็ก นายเล็กได้รับโพยสลากกินรวบจึงใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ พอรุ่งเช้ามาทำงานที่บริษัท สบายดี จำกัด จึงหยิบโพยสลากกินรวบมาดู นายใหญ่ซึ่งไม่ค่อยชอบนายเล็กเพราะเป็นลูกน้องที่นายเล็กชอบต่อว่าดุด่าในการทำงาน นายใหญ่จึงไปบอกนายจ้างเจ้าของบริษัท สบายดี จำกัด ว่านายเล็กผิดข้อบังคับบริษัทฯ ที่ห้ามมีใบสลากกินรวบไว้ในครอบครองในบริเวณบริษัทของนายจ้างอันเป็นความผิดร้ายแรง นายจ้างทราบเรื่องจึงมีคำสั่งเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะเป็นความผิดร้ายแรง ดังนี้ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะอ้างว่านายเล็กกระทำความผิดร้ายแรงได้หรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(6) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบยี่สิบปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสี่ร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสี่ร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”
มาตรา 119 วรรคหนึ่ง “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรมและนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน หนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร
(6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก”
วินิจฉัย
ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 ได้กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างด้วย เมื่อนายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้าง เว้นแต่ถ้าเข้าข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 วรรคหนึ่ง นายจ้างย่อมมีสิทธิที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างได้
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเล็กได้เล่นการพนันสลากกินรวบโดยมีนายแสนเจ้ามือมาที่บ้านนายเล็ก และเมื่อนายเล็กได้รับโพยสลากกินรวบจึงใส่กระเป๋าสตางค์ไว้ พอรุ่งเช้ามาทำงานที่บริษัทฯ จึงหยิบโพยสลากกินรวบมาดูนั้น ถือว่านายเล็กมีโพยสลากกินรวบไว้ในครอบครองในบริเวณของบริษัทฯ แล้ว และถือว่านายเล็กได้กระทำผิดหรือฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทฯ ที่ห้ามมีใบสลากกินรวบไว้ในครอบครองในบริเวณบริษัทของนายจ้างอันเป็นความผิดร้ายแรง
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างจะถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงก็ตาม แต่ข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างดังกล่าวเป็นเพียงการห้ามมิให้เล่นการพนันในบริเวณบริษัทฯ เท่านั้น การที่นายเล็กไม่ได้เล่นการพนันในบริเวณบริษัทฯ เพียงแต่มีโพยสลากกินรวบไว้ในครอบครองในบริเวณบริษัทฯ การกระทำของนายเล็กจึงไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับหรือคำสั่งของนายจ้างอันเป็นความผิดร้ายแรงตามนัยของมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ดังนั้น การที่นายจ้างจะเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเล็ก นายจ้างจึงต้องมีการตักเตือนเป็นหนังสือก่อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายจ้างได้มีคำสั่งเลิกจ้างนายเล็กโดยไม่ได้มีการตักเตือนก่อน กรณีจึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ดังนั้น เมื่อนายจ้างเลิกจ้างนายเล็ก นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเล็ก และเมื่อนายเล็กได้ทำงานกับบริษัทฯ มาแล้ว 25 ปี นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายเล็กไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน ตามมาตรา 118 (6)
สรุป นายจ้างจะไม่จ่ายค่าชดเชยเพราะอ้างว่านายเล็กกระทำความผิดร้ายแรงไม่ได้
หมายเหตุ มาตรา 118 (5) และ (6) ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562
ข้อ 2. นายพิทยาได้ทำสัญญาจ้างนายบัญชาเป็นลูกจ้างมีกำหนดเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 ทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์ ปัจจุบันได้รับค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท และได้รับค่าเช่าบ้านเดือนละ 2,000 บาท ทุกเดือน นายบัญชามีเรื่องขัดแย้งกับนายพิทยาจึงไม่อยากทำงานด้วย จึงบอกกล่าวกับนายพิทยาในวันที่ 30 กันยายน 2562 ว่าขอลาออกจากงานตามมาตรา 17 วรรคสอง ต่อมานายบัญชาไม่มาทำงานตั้งแต่วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562 โดยไม่มีเหตุผลและมาทำงานต่อในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 นายพิทยาไม่พอใจจึงเลิกจ้างนายบัญชาทันทีในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 โดยแจ้งเหตุผลว่านายบัญชาทำผิดมาตรา 119 (5) จึงไม่จ่ายค่าชดเชย อีกทั้งเห็นว่านายบัญชาได้แจ้งขอลาออกแล้ว จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถ้าหากว่านายบัญชามาขอคำปรึกษาจากท่าน ท่านเห็นว่าอย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 17 วรรคสอง “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน”
มาตรา 17/1 “ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับที่ลูกจ้างควรจะได้รับ นับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน”
มาตรา 67 วรรคหนึ่ง “ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยมิใช่กรณีตามมาตรา 119 ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างตามส่วนของวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 30”
มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(3) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสามปี แต่ไม่ครบหกปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายหนึ่งร้อยแปดสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานหนึ่งร้อยแปดสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”
มาตรา 119 “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้
-
การที่นายพิทยาได้ทำสัญญาจ้างนายบัญชาเป็นลูกจ้างมีกำหนดเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2559 โดยทำงานตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันเสาร์นั้น เมื่อปรากฏว่านายบัญชาได้ทำงานมาจนถึงปัจจุบันคือ พ.ศ. 2562 และนายพิทยานายจ้างก็มิได้ทักท้วง ดังนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 581 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคู่สัญญาได้ทำสัญญาจ้างกันใหม่โดยไม่มีกำหนดระยะเวลา
-
เมื่อเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ดังนั้น การที่นายบัญชาได้บอกกล่าวกับนายพิทยาในวันที่ 30 กันยายน 2562 ว่าจะขอลาออกจากงานตามมาตรา 17 วรรคสองนั้น ย่อมสามารถทำได้ และจะมีผลเป็นการเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปคือวันที่ 31 ตุลาคม 2562
-
การที่นายบัญชาไม่มาทำงานตั้งแต่วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม ถึงวันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม 2562 โดยไม่มีเหตุผลและมาทำงานต่อในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 นั้น ถือเป็นเพียงการละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 2 วันทำงานเท่านั้น ดังนั้น การที่นายพิทยาไม่พอใจจึงเลิกจ้างนายบัญชาทันทีในวันที่ 22 ตุลาคม 2562 โดยแจ้งเหตุผลว่านายบัญชาทำผิดตามมาตรา 119 (5) และจะไม่จ่ายค่าชดเชยนั้นจึงไม่ถูกต้อง และการที่นายพิทยาอ้างว่านายบัญชาได้แจ้งขอลาออกแล้วก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน เนื่องจากนายบัญชายังคงเป็นลูกจ้างของนายพิทยาอยู่
-
เมื่อนายพิทยาเลิกจ้างนายบัญชาโดยที่นายบัญชาไม่ได้กระทำผิดตามมาตรา 119 (5) นายพิทยาจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายบัญชาตามมาตรา 118 และเมื่อนายบัญชาทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแล้ว นายพิทยาจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายบัญชาตามมาตรา 118 (3) คือต้องจ่ายเป็นจำนวน 180 วัน (6 เดือน) เมื่อนายบัญชาได้รับค่าจ้างเดือนละ 18,000 บาท (ค่าเช่าบ้านที่นายจ้างจ่ายให้เดือนละ 2,000 บาท ไม่ถือว่าเป็นค่าจ้าง) นายพิทยาจึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายบัญชาเป็นเงิน 108,000 บาท โดยให้นายพิทยาจ่ายเงินให้แก่นายบัญชาเป็นจำนวนเท่ากับที่นายบัญชาควรจะได้รับ นับแต่วันที่ให้นายบัญชาออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผล
ตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้นายบัญชาออกจากงานตามมาตรา 17/1 และนายพิทยาจะต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่นายบัญชาสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีในปีที่เลิกจ้างด้วยตามมาตรา 67 วรรคหนึ่ง
สรุป ถ้าหากนายบัญชามาขอคำปรึกษาจากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ความเห็นแก่นายบัญชาดังที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น
ข้อ 3. มนัสเป็นลูกจ้างรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถบรรทุกได้รับค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาท มนัสขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าที่บ้านของลูกค้า ขณะขับรถกลับได้ออกนอกเส้นทางเพื่อพบเอมอรเพื่อนของมนัส แต่รถเกิดตกหลุมข้างทางขับต่อไปไม่ได้ มนัสจึงนำรถจักรยานยนต์ของเอมอรไปตามคนมาช่วยยกรถของนายจ้างที่ตกหลุมข้างทางอยู่ แต่มนัสประสบอุบัติเหตุถูกรถจักรยานยนต์อีกคันที่วิ่งมาตัดหน้าเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของมนัส ทำให้มนัสได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลรักษาตัวอยู่ 5 เดือน หลังจากรักษาหายมนัสจึงเรียกร้องเงินทดแทนแต่ได้รับการปฏิเสธการจ่าย ดังนี้ ให้ท่านอธิบายว่ามนัสจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537
มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้
“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจหรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”
วินิจฉัย
ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทนฯ มาตรา 5 กรณีที่จะถือว่าลูกจ้างประสบอันตราย จะต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย หรือผลกระทบต่อจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย เนื่องจาก
-
การทำงานให้แก่นายจ้าง หรือ
-
การทำงานเพื่อป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือ
-
การทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มนัสขับรถบรรทุกไปส่งสินค้าที่บ้านของลูกค้า ขณะขับรถกลับได้ออกนอกเส้นทางเพื่อพบเอมอรเพื่อนของมนัส แต่รถเกิดตกหลุมข้างทางขับต่อไปไม่ได้ มนัสจึงนำรถจักรยานยนต์ของเอมอรไปตามคนมาช่วยยกรถของนายจ้างที่ตกหลุมข้างทางอยู่ แต่มนัสประสบอุบัติเหตุถูกรถจักรยานยนต์อีกคันที่วิ่งมาตัดหน้าเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของมนัส ทำให้มนัสได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลนั้น ถือว่าอุบัติเหตุดังกล่าวได้เกิดขึ้นเนื่องจากมนัสขับรถของนายจ้างไปทำธุระส่วนตัวอันเป็นการกระทำนอกทางการที่จ้าง จึงไม่ถือว่ามนัสประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานตามคำสั่งของนายจ้างหรือเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ตามความหมายของคำว่า “ประสบอันตราย” ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ดังนั้น มนัสจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนใด ๆ จากนายจ้าง
สรุป มนัสไม่มีสิทธิได้รับเงินทดแทนใด ๆ จากนายจ้าง
ข้อ 4. บริษัท น้ำจิ้มไก่ จำกัด ประกอบกิจการผลิตน้ำจิ้มไก่ มีพนักงานทั้งสิ้น 350 คน ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 ยอดขายของบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ผู้บริหารของบริษัทฯ เห็นว่าจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานภายในให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจ จึงออกประกาศข้อบังคับที่ 1/2562 ติดไว้ทั่วโรงงาน มีใจความดังนี้
-
ให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพนักงานจากพนักงานรายเดือนให้ปรับเป็นพนักงานรายวันทุกคน
-
ให้ลดค่าจ้างลูกจ้างทุกคน ๆ ละ 25%
กลุ่มลูกจ้างจำนวน 20 คน จึงได้มาปรึกษาท่าน ท่านในฐานะที่ปรึกษากฎหมายจะให้ความเห็นว่าอย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้
“สภาพการจ้าง” หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน”
มาตรา 13 “การเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างหรือลูกจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ
ในกรณีที่นายจ้างเป็นผู้แจ้งข้อเรียกร้อง นายจ้างต้องระบุชื่อตนเองเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาหรือจะตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจาก็ได้ ถ้านายจ้างตั้งผู้แทนเป็นผู้เข้าร่วมในการเจรจา ผู้แทนของนายจ้างต้องเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นส่วน หรือลูกจ้างประจำของนายจ้าง กรรมการของสมาคมนายจ้าง หรือกรรมการของสหพันธ์นายจ้าง และต้องมีจำนวนไม่เกินเจ็ดคน…”
มาตรา 20 “เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท น้ำจิ้มไก่ จำกัด ได้ออกประกาศข้อบังคับติดไว้ทั่วโรงงาน โดยมีใจความว่า ให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างพนักงานจากพนักงานรายเดือนให้ปรับเป็นพนักงานรายวันทุกคน และให้ลดค่าจ้างลูกจ้างทุกคน ๆ ละ 25% นั้น ถือเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งตามมาตรา 13 ได้กำหนดไว้ว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างจะต้องยื่นข้อเรียกร้องเป็นหนังสือและดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายจ้างมีความประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง แต่นายจ้างมิได้ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด และลูกจ้างก็มิได้ยินยอมด้วยในการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างดังกล่าว ประกาศข้อบังคับของนายจ้างดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับได้ จะต้องถือตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม และนอกจากนั้นประกาศข้อบังคับดังกล่าวก็มิได้เป็นคุณแก่ลูกจ้าง จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 20 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 150
สรุป เมื่อกลุ่มลูกจ้างจำนวน 20 คนมาปรึกษาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ความเห็นดังที่ได้อธิบายไว้ดังกล่าวข้างต้น