การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2562
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. โปรดจงอธิบายบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ แล้วองค์การระหว่างประเทศสามารถสร้างกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้อย่างไร
ธงคำตอบ
บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้แก่
-
อนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ
-
จารีตประเพณีระหว่างประเทศที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย
-
หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับของอารยประเทศ
-
คำพิพากษาของศาล และคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุด ในฐานะที่เป็นแนวทางเสริมในการกำหนดหลักกฎหมาย
ซึ่งบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ถ้าเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ จารีตประเพณีระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไปนั้นจะอยู่ในกลุ่มที่มีความสำคัญเท่าเทียมกันโดยไม่มีการจัดลำดับศักดิ์ไว้แต่อย่างใด เพราะถือว่าต่างก็เป็นบ่อเกิดลำดับหลักที่กำหนดที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศและตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ค.ศ. 1945 ก็ได้กำหนดไว้ว่า ให้ศาลซึ่งมีหน้าที่พิจารณาพิพากษากรณีพิพาทที่มาสู่ศาลตามกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องพิจารณาพิพากษาโดยใช้อนุสัญญาระหว่างประเทศ จารีตประเพณีระหว่างประเทศ และหลักกฎหมายทั่วไปดังกล่าวข้างต้น
ส่วนคำพิพากษาของศาลและคำสอนของผู้ทรงคุณวุฒิสูงสุดนั้น เป็นเพียงแนวทางเสริมที่เป็นเครื่องช่วยให้ศาลวินิจฉัยหลักกฎหมาย และถือว่าเป็นที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายในลำดับรอง
แต่อย่างไรก็ตาม ในการที่ศาลจะพิจารณาพิพากษากรณีพิพาทโดยใช้หลักต่าง ๆ อันถือว่าเป็นที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นนั้น ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงอำนาจศาลในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีโดยอาศัยหลักความยุติธรรม และความรู้สึกผิดชอบอันดี หากคู่ความตกลงให้ปฏิบัติเช่นนั้น
จารีตประเพณีระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีลักษณะไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ หรือยกเลิกได้ โดยการปฏิบัติหรือไม่รับปฏิบัติของรัฐต่าง ๆ ซึ่งการก่อให้เกิดเป็นจารีตประเพณีที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ
-
องค์ประกอบภายนอก (การปฏิบัติของรัฐ) หมายถึง รัฐทั่วไปยอมรับปฏิบัติอย่างเดียวกัน ไม่เปลี่ยนแปลงและต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานพอสมควร สำหรับระยะเวลานานเท่าใดไม่มีกำหนดแน่นอน แต่ก็คงต้องเป็นระยะเวลายาวนานพอควร และไม่มีประเทศใดคัดค้าน แต่การปฏิบัติไม่จำเป็นจะต้องเป็นการปฏิบัติของรัฐทุกรัฐในโลก เพียงแต่เป็นการปฏิบัติของรัฐกลุ่มหนึ่งก็เพียงพอ
-
องค์ประกอบภายใน (การยอมรับ) หมายถึง การจะเปลี่ยนการปฏิบัติให้เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้น จะต้องได้รับการยอมรับการกระทำดังกล่าวจากสมาชิกสังคมระหว่างประเทศ คือ รัฐหรือองค์การระหว่างประเทศได้ตกลงยอมรับลักษณะบังคับของการปฏิบัติเช่นนั้นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องปฏิบัติ (เสมือนเป็นกฎหมาย) แต่จารีตประเพณีระหว่างประเทศไม่จำต้องยอมรับโดยทุกประเทศ
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบภายนอก คือการปฏิบัติของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานจนแพร่หลายทั่วไป ทำให้เห็นได้ว่า บุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความสามารถทางกฎหมายในการสร้างหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้โดยตรง คือรัฐ (State) นั่นเอง ส่วนองค์กรระหว่างประเทศไม่สามารถสร้างกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้โดยตรง
ข้อ 2. สมมติว่าสารขัณฑ์เป็นรัฐที่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย มีประชากรประมาณ 20 ล้านคน มีเมืองหลวง คือ กรุงไฮโด ซึ่งหันหน้าไปทางมหาสมุทรแปซิฟิก ได้จัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจสารขัณฑ์-เวียดนาม (Sarkhan-Vietnam Economic Partnership Agreement : SVEPA) โดยมีข้อตกลงด้วยกันทั้งหมด 30 ข้อ แต่ทว่าสารขัณฑ์ได้ขอตีความในข้อ 17 ที่มีสาระสำคัญว่าด้วยการไม่เก็บภาษีการนำเข้าไม้นั้น ให้ยกเว้นเพียงเฉพาะไม้แปรรูปเท่านั้น ดังนั้น ขอนักศึกษาวินิจฉัยตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties 1969) ว่าการขอตีความดังกล่าวเป็นการตั้งข้อสงวนหรือไม่ และถ้าใช่ เป็นการตั้งข้อสงวนที่สามารถกระทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
ธงคำตอบ
ข้อสงวนของสนธิสัญญา (Reservation) หมายถึง ข้อความซึ่งรัฐคู่สัญญาได้ประกาศออกมาว่าตนไม่ผูกพันในข้อความหนึ่งข้อความใดในสนธิสัญญา หรือตนเข้าใจความหมายของข้อกำหนดอย่างไร หรือตนรับจะปฏิบัติแต่เพียงบางส่วน
อนุสัญญากรุงเวียนนาฯ ค.ศ. 1969 ได้ให้คำนิยามไว้ว่า การตั้งข้อสงวน ได้แก่ คำแถลงฝ่ายเดียวของรัฐภาคีรัฐหนึ่งรัฐใดของสนธิสัญญาได้ทำขึ้นขณะที่ลงนาม ให้สัตยาบัน ยอมรับ อนุมัติ หรือทำภาคยานุวัติสนธิสัญญา โดยคำแถลงนี้แสดงว่าต้องการระงับหรือเปลี่ยนแปลงผลทางกฎหมายของบทบัญญัติบางอย่างของสนธิสัญญาในส่วนที่ใช้กับรัฐนั้น
จะเห็นได้ว่า การตั้งข้อสงวนคือวิธีการที่รัฐภาคีแห่งสนธิสัญญาต้องการหลีกเลี่ยงพันธกรณีตามสนธิสัญญาในเรื่องหนึ่งเรื่องใดหรือในหลายเรื่อง เป็นวิธีการจำกัดความผูกพันตามสนธิสัญญาของรัฐ เช่น แจ้งว่าตนจะไม่รับพันธะที่จะปฏิบัติทั้งหมด หรือรับที่จะปฏิบัติบางส่วน หรือว่าตนเข้าใจความหมายของข้อกำหนดนั้นว่าอย่างไร
ดังนั้น การที่รัฐสารขัณฑ์ได้จัดทำความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจสารขัณฑ์-เวียดนาม โดยมีข้อตกลงด้วยกันทั้งหมด 30 ข้อ แต่รัฐสารขัณฑ์ได้ขอตีความในข้อ 17 ที่มีสาระสำคัญว่าด้วยการไม่เก็บภาษีการนำเข้าไม้นั้น ให้ยกเว้นเพียงเฉพาะไม้แปรรูปเท่านั้น จึงถือเป็นการตั้งข้อสงวน
สำหรับการตั้งข้อสงวนของสนธิสัญญานั้น รัฐคู่สัญญาไม่สามารถดำเนินการได้เสมอไป เพราะอนุสัญญากรุงเวียนนาฯ ค.ศ. 1969 มาตรา 19 ระบุว่า รัฐคู่สัญญาย่อมตั้งข้อสงวนได้ เว้นแต่
-
สนธิสัญญามีข้อกำหนดห้ามการตั้งข้อสงวนไว้ชัดแจ้ง
-
สนธิสัญญากำหนดกรณีที่อาจตั้งข้อสงวนได้ นอกเหนือจากกรณีที่กำหนดแล้ว รัฐไม่อาจตั้งข้อสงวนได้
-
ข้อสงวนนั้นขัดต่อวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของสนธิสัญญา
-
สนธิสัญญาประเภททวิภาคี (สองฝ่าย) ไม่สามารถตั้งข้อสงวนได้
เมื่อพิจารณาถึงความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจสารขัณฑ์-เวียดนามแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นสนธิสัญญาประเภททวิภาคี (สองฝ่าย) ดังนั้น แม้ว่าในสนธิสัญญานั้นจะไม่มีข้อกำหนดห้ามการตั้งข้อสงวนไว้ก็ตาม การตั้งข้อสงวนของรัฐสารขัณฑ์แต่เพียงฝ่ายเดียวจึงไม่สามารถกระทำได้ ตามมาตรา 19 แห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาฯ ค.ศ. 1969
ข้อ 3. ประเทศไทยมีการกระจายอำนาจทางปกครองออกเป็นกรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลระดับต่าง ๆ รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล และกำลังจะมีการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษในอนาคตด้วย นักศึกษาจงอธิบายว่าประเทศไทยจัดว่าเป็นรัฐในรูปแบบใด หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีลักษณะอย่างไร และมีความแตกต่างจากกรณีของประเทศมาเลเซียอย่างไร อธิบายให้ชัดเจนประกอบด้วย
ธงคำตอบ
รูปแบบของรัฐ อาจแบ่งแยกออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ รัฐเดี่ยว และรัฐรวม
-
รัฐเดี่ยว หมายถึง รัฐซึ่งมีการปกครองเป็นเอกภาพไม่ได้แบ่งแยกออกจากกัน โดยมีรัฐบาลกลางปกครองประเทศเพียงรัฐบาลเดียว แม้จะมีการกระจายอำนาจปกครองให้แก่ท้องถิ่นแต่ก็ยังอยู่ในความควบคุมของรัฐบาลกลาง มีประมุขของรัฐแต่เพียงผู้เดียว และมีองค์กรนิติบัญญัติเพียงองค์กรเดียว
ตัวอย่างของรัฐเดี่ยว ได้แก่ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม อิตาลี และประเทศไทย เป็นต้น
-
รัฐรวม หมายถึง รัฐหลายรัฐมารวมกันโดยเหตุการณ์หรือผลประโยชน์ร่วมกันบางอย่าง ซึ่งรัฐรวมระหว่างหลายรัฐดังกล่าวอาจจะเป็นรัฐรวมแบบสมาพันธรัฐ หรือแบบสหพันธรัฐก็ได้
สำหรับรัฐรวมแบบสหพันธรัฐหรือสหรัฐ เป็นการรวมกันของรัฐหลายรัฐในลักษณะที่ก่อให้เกิดรัฐใหม่ขึ้นมารัฐเดียว ซึ่งรัฐเดิมที่เข้ามารวมนี้จะสูญสภาพความเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศไป โดยยอมสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนให้แก่รัฐบาลกลางของสหพันธรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกิจการภายนอก เช่น อำนาจในการป้องกันประเทศ อำนาจในการติดต่อกับต่างประเทศ ส่วนกิจการภายในรัฐสมาชิกยังคงมีอิสระเช่นเดิม
ลักษณะสำคัญของสหพันธรัฐ มีดังต่อไปนี้
-
การรวมในรูปสหพันธรัฐไม่ใช่การรวมแบบสมาคมระหว่างรัฐ แต่เป็นการรวมที่ก่อให้เกิดรัฐใหม่ขึ้นมารัฐเดียว และจะมีรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐเพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการปกครอง กำหนดหน้าที่ของรัฐบาลกลางและหน้าที่ของรัฐสมาชิก
-
รัฐที่มารวมจะหมดสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศไป ซึ่งรัฐใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีสภาพบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศเพียงรัฐเดียว
-
อำนาจการติดต่อภายนอก เช่น การทำสนธิสัญญา การรับส่งผู้แทนทางการทูต การป้องกันประเทศ ฯลฯ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลกลางแต่ผู้เดียว แต่รัฐสมาชิกก็ยังมีอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ในกิจการภายในของตนเอง แต่รัฐธรรมนูญของมลรัฐจะขัดกับรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐไม่ได้
-
มลรัฐมีส่วนในการบริหารงานของสหพันธรัฐ โดยสภาสูงจะประกอบด้วยผู้แทนของแต่ละมลรัฐ
-
ในกรณีทีมลรัฐไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐต่างประเทศ สหพันธรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบแต่ผู้เดียว
สหพันธรัฐอาจจะเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ เช่น เกิดจากหลายรัฐมารวมกันในรูปของสหพันธรัฐ เช่น สหรัฐอเมริกาและสวิตเซอร์แลนด์ หรือเกิดการเปลี่ยนรูปจากรัฐเดี่ยวมาเป็นสหพันธรัฐ เช่น เม็กซิโก บราซิล เป็นต้น โดยปกติแล้วรัฐสมาชิกของสหพันธรัฐจะไม่สามารถถอนตัวออกไปได้ เว้นแต่จะกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐให้รัฐสมาชิกถอนตัวออกได้
ในปัจจุบันมีรัฐเป็นจำนวนมากที่มีรูปการปกครองแบบสหพันธรัฐ เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก บราซิล อินเดีย ปากีสถาน ออสเตรเลีย สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน และมาเลเซีย เป็นต้น
ดังนั้น ตามรัฐธรรมนูญฯ ทุกฉบับที่บัญญัติไว้ว่า “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” นั้น แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีรูปแบบของรัฐเป็นลักษณะของรัฐเดี่ยว โดยมีประมุขคนเดียวกัน และมีรัฐบาลกลางบริหารปกครองประเทศรัฐบาลเดียว
ซึ่งหากเปรียบเทียบกับประเทศมาเลเซียที่มีลักษณะของรัฐเป็นรัฐรวมแบบสหพันธรัฐ ซึ่งจะคล้ายคลึงกัน คือมีประมุขและรัฐบาลกลางเดียวกัน เพียงแต่รัฐบาลกลางของสหพันธรัฐจะรับผิดชอบการบริหารกิจการภายนอกหรือกิจการระหว่างประเทศเป็นสำคัญ ส่วนรัฐที่มารวมกันยังคงมีอำนาจอิสระในการบริหารปกครองการดำเนินกิจการภายในของตน มีผู้ปกครองเขตแดนและมีประชากรของตนเองอยู่เช่นเดิม
ข้อ 4. จงอธิบายวิธีการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธีที่เรียกว่า Good Office ให้เข้าใจโดยละเอียด และวิธีดังกล่าวมีความแตกต่างจากวิธีการเจรจาและการไกล่เกลี่ยในประเด็นสำคัญอย่างไร
ธงคำตอบ
การระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธีที่เรียกว่าวิธีการ “Good Office” นั้น เป็นกรณีที่รัฐที่สามหรือบุคคลที่สามเข้ามาอำนวยความสะดวกให้คู่กรณีทำการเจรจากันโดยตรง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเป็นกรณีที่รัฐที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะตัวกลางเพื่อโน้มน้าว ชักจูง ประสานให้คู่กรณีมาพบกัน เพื่อตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างกัน โดยตนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเจรจาหรือเสนอข้อยุติแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกจัดให้มีการเจรจากันเท่านั้น เช่น จัดสถานที่เจรจาให้ เป็นต้น
ส่วนวิธีการ “ไกล่เกลี่ย” (Mediation) เป็นกรณีที่รัฐที่สามหรือบุคคลที่สามเป็นผู้ติดต่อให้คู่กรณีมีการเจรจากัน และตนก็เข้าร่วมในการเจรจาด้วย รวมทั้งสามารถเสนอแนวทางในการยุติข้อพิพาทให้คู่กรณีพิจารณาได้ด้วย แต่ไม่ผูกพันรัฐคู่พิพาท ซึ่งอาจจะยอมรับแนวทางการไกล่เกลี่ยนั้นหรือไม่ก็ได้ เพราะกระบวนการไกล่เกลี่ยนั้นขึ้นอยู่กับพื้นฐานของความสมัครใจของทุกฝ่าย
วิธีการ Good Office กับวิธีการไกล่เกลี่ย (Mediation) ต่างกันตรงที่รัฐที่ทำหน้าที่ Good Office จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในการระงับข้อพิพาทเช่นรัฐที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย
และการระงับกรณีพิพาทด้วยวิธี “เจรจา” (Negotiation) เป็นกรณีที่รัฐคู่กรณีตกลงที่จะมาเจรจากันเองโดยตรง ไม่มีรัฐที่สาม หรือบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ซึ่งจะแตกต่างกับวิธีการ Good Office และวิธีการไกล่เกลี่ย (Mediation)