การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4001 กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. นายใจถึงเป็นเศรษฐีที่ดินต่างจังหวัด ซึ่งมีที่ดินหลายแปลง (บิดามารดาและภริยาของนายใจถึงได้เสียชีวิตแล้ว) แต่นายใจถึงป่วยและกำลังจะเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง นายใจถึงจึงพยายามผ่องถ่ายทรัพย์สินของตนให้แก่บุตร และทำบุญส่วนหนึ่งในขณะที่ตนยังมีชีวิตอยู่ เพื่อมิให้เป็นภาระแก่บุตรของตนที่จะต้องเสียภาษี (ภาษีการรับมรดก) หลังจากที่ตนเสียชีวิตไปแล้ว ในปีภาษี พ.ศ. 2563 นายใจถึงจึงต้องการทำนิติกรรม ดังต่อไปนี้

  1. ที่ดิน 50 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท นายใจถึงต้องการยกให้แก่นางสาวเอ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และนางสาวบีบุตรบุญธรรมของตนโดยเสน่หาคนละเท่า ๆ กัน

  2. ที่ดิน 2 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 10 ล้านบาท นายใจถึงมีเจตนาที่จะยกให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้สร้างอาคารโรงพยาบาลตำบลหลังใหม่โดยเสน่หา

ดังนี้ ให้ท่านวินิจฉัยว่า นายใจถึงจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการทำนิติกรรมทั้ง 2 กรณีดังกล่าวข้างต้นหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 39 “ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น

“เงินได้พึงประเมิน” หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับ ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ และเครดิตภาษีตามมาตรา 47 ทวิด้วย”

“ขาย” หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่ แต่ไม่รวมถึง

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และราคาหรือมูลค่าตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

(2) การโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาทซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์”

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

……..”

มาตรา 41 ทวิ “ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(26) เงินได้จากการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายซึ่งไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม เฉพาะเงินได้จากการโอนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายนั้นในส่วนที่ไม่เกินยี่สิบล้านบาทต่อบุตรหนึ่งคนตลอดปีภาษีนั้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ นายใจถึงจะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการทำนิติกรรมดังกล่าวหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

  1. การที่นายใจถึงต้องการยกที่ดินจำนวน 50 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท ให้แก่ นางสาวเอบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย และนางสาวบีบุตรบุญธรรมของตนโดยเสน่หาคนละเท่า ๆ กัน คือคนละ 150 ล้านบาทนั้น เมื่อการโอนดังกล่าวมิใช่เป็นการโอนโดยทางมรดก ตามประมวลรัษฎากรให้ถือว่าการยกให้หรือการโอนดังกล่าวนั้นเป็นการขาย และให้ถือว่านายใจถึงผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้ และต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 39 และมาตรา 41 ทวิ ประกอบมาตรา 41 วรรคหนึ่ง เพียงแต่ในกรณีที่นายใจถึงได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่นางสาวเอบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นเงินได้ 150 ล้านบาทนั้น จะได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเฉพาะเงินได้ในส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ดังนั้น นายใจถึงจะต้องนำเงินได้จากการโอนที่ดินดังกล่าวนั้นในส่วนที่เกิน 20 ล้านบาท คือจำนวน 130 ล้านบาท ไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามมาตรา 42 (26)

ส่วนเงินได้จากการโอนที่ดินให้แก่นางสาวบีบุตรบุญธรรมจำนวน 150 ล้านบาทนั้น นายใจถึงจะต้องนำเงินได้ทั้งหมดจำนวน 150 ล้านบาท ไปคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เนื่องจากเงินได้ดังกล่าวไม่ได้รับยกเว้นภาษีใด ๆ ตามมาตรา 42 (26)

  1. การที่นายใจถึงมีเจตนาจะยกที่ดิน 2 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 10 ล้านบาท ให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อใช้สร้างอาคารโรงพยาบาลตำบลหลังใหม่โดยเสน่หานั้น ถือเป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน จึงไม่ถือว่าเป็นการ “ขาย” ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 ดังนั้น เงินได้จากการโอนที่ดินดังกล่าวจำนวน 10 ล้านบาท จึงได้รับยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

สรุป 1. นายใจถึงจะต้องนำเงินได้จากการโอนที่ดินให้นางสาวเอจำนวน 130 ล้านบาท และเงินได้จากการโอนที่ดินให้แก่นางสาวบีจำนวน 150 ล้านบาท รวมทั้งหมดเป็นเงินได้จำนวน 280 ล้านบาท ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2. นายใจถึงไม่ต้องนำเงินได้จากการโอนที่ดินให้แก่ส่วนราชการจำนวน 10 ล้านบาท ไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข้อ 2. ปีภาษี 2563 นางสาวเฌอรีนและนางสาวเฌอแตมพี่น้องฝาแฝดได้ร่วมกันเปิดร้านขายชานมไข่มุกสูตรนำเข้าจากประเทศไต้หวัน ที่ย่านเดอะมอลล์ บางกะปิ กรุงเทพมหานคร มีรายได้ประมาณ 300,000 บาทต่อเดือน แต่ทั้งคู่มีรายได้จากการเป็นนักบัญชีอิสระและทนายความอิสระส่วนตัวเฉลี่ยคนละ 100,000 บาทต่อเดือน และปีนี้นางสาวเฌอรีนได้ทำประกันชีวิต กรมธรรม์ 10 ปี กับบริษัทเอไอเอ ประเทศไทย จำกัด จ่ายเบี้ยประกันไป 40,000 บาท ส่วนนางสาวเฌอแตมถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้รางวัล 40,000 บาท จึงนำไปทำบุญที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 4,000 บาท เดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งคู่จึงอยากแยกยื่นภาษีในธุรกิจที่ร่วมกันและรายได้ส่วนตัวที่มี ดังนั้น

ก. ร้านขายชานมไข่มุกของทั้งสอง ถือเป็นบุคคลธรรมดาตามกฎหมายภาษีได้หรือไม่ อย่างไร และมีเงินได้พึงประเมินเป็นประเภทใด สามารถหักค่าลดหย่อนได้หรือไม่ อย่างไร (10 คะแนน)

ข. นางสาวเฌอรีนและนางสาวเฌอแตม มีเงินได้พึงประเมินประเภทใด จะต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีทั้งหมดหรือไม่ และสามารถหักค่าลดหย่อนได้ในกรณีใดบ้าง (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 40 “เงินได้พึงประเมินนั้น คือเงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆ ดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด

(4) เงินได้ที่เป็น

(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไรหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล…

(6) เงินได้จากวิชาชีพอิสระ คือวิชากฎหมาย การประกอบโรคศิลปะ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การบัญชี ประณีตศิลปกรรม…”

(8) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่งหรือการอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (1) ถึง (7) แล้ว”

มาตรา 42 “เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(11) รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่งหรือสลากออมสินของรัฐบาล…”

มาตรา 47 “เงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 เมื่อได้หักตามมาตรา 42 ทวิ ถึงมาตรา 46 แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

(1) ลดหย่อนให้สำหรับ

(ก) ผู้มีเงินได้ 60,000 บาท

(ง) เบี้ยประกันชีวิตที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมีกำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป…”

(6) ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ…ให้หักลดหย่อนได้ตาม (1) (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วน…แต่ละคนซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท”

(7) เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (1) (2) (3) (4) (5) หรือ (6) แล้วเหลือเท่าใด ให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาค แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น

(ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล…”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

ก. การที่นางสาวเฌอรีนและนางสาวเฌอแตมได้ร่วมกันเปิดร้านขายชานมไข่มุกและมีรายได้ประมาณ 300,000 บาทต่อเดือนนั้น ร้านขายชานมไข่มุกของทั้งสอง ถือเป็นการเข้าเป็นหุ้นส่วนกันของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อประกอบกิจการโดยประสงค์จะแบ่งปันกำไรกันในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว และเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวมิได้จดทะเบียน จึงไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล เป็นเพียงบุคคลธรรมดา จึงต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในฐานะที่เป็นหน่วยภาษีหน่วยหนึ่งของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

เงินได้จากการขายชานมไข่มุกเดือนละประมาณ 300,000 บาทนั้น ถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 8 ตามมาตรา 40 (8) เพราะเป็นเงินได้จากการพาณิชย์ และเมื่อนำไปยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษี นางสาวเฌอรีนและนางสาวเฌอแตมสามารถหักลดหย่อนในฐานะผู้เป็นหุ้นส่วนและเป็นผู้มีเงินได้คนละ 60,000 บาท รวมกันไม่เกิน 120,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก) และมาตรา 47 (6)

ข. นางสาวเฌอรีน มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมาเพื่อคำนวณภาษี ดังนี้

(1) ส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญที่ดำเนินกิจการขายชานมไข่มุก ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4)

(2) เงินได้จากการเป็นนักบัญชีอิสระเฉลี่ยจำนวน 100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6)

ในการคำนวณเพื่อเสียภาษีนั้น นางสาวเฌอรีนสามารถหักลดหย่อนได้ ดังนี้

(1) ค่าลดหย่อนตามสถานภาพของผู้มีเงินได้จำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

(2) ค่าเบี้ยประกันชีวิต ซึ่งนางสาวเฌอรีนได้จ่ายไปทั้งหมดจำนวน 40,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ง) และกฎกระทรวง (ฉบับที่ 266) พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดให้หักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตได้อีกในส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 90,000 บาท

ส่วนนางสาวเฌอแตม มีเงินได้พึงประเมินที่จะต้องนำมาเพื่อคำนวณภาษี ดังนี้

(1) เงินส่วนแบ่งกำไรจากห้างหุ้นส่วนสามัญที่ดำเนินกิจการขายชานมไข่มุก ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 4 ตามมาตรา 40 (4)

(2) เงินได้จากการเป็นทนายความอิสระเฉลี่ยจำนวน 100,000 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 6 ตามมาตรา 40 (6)

ส่วนเงินได้จากการถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 40,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีตามมาตรา 42 (11)

และในการคำนวณภาษีนั้น นางสาวเฌอแตมสามารถหักลดหย่อนตามสถานภาพของผู้มีเงินได้จำนวน 60,000 บาท ตามมาตรา 47 (1) (ก)

ข้อ 3. บริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย บริษัทฯ มีวัตถุประสงค์กระทำธุรกิจซื้อขายเรือและบริการขนส่งทางทะเล มีการกระทำกิจการทั้งในประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย รวมทั้งประเทศไทย ในรอบระยะเวลาบัญชี 2563 บริษัทฯ ได้จัดตั้งบริษัทโอลิมเปียร์ (ประเทศแจแปน) จำกัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์กระทำธุรกิจซื้อขายเครื่องบินและบริการขนส่งทางอากาศ โดยมีการกระทำกิจการทั้งในประเทศไทย รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ต่อมาบริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด ได้ส่งลูกจ้างผู้ทำการแทนและผู้ทำการติดต่อจำนวน 50 คน ไปทำงานขยายตลาดที่ประเทศญี่ปุ่น และกลุ่มบุคคลดังกล่าวนี้ได้ทำสัญญาขายสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นให้แก่บริษัทบลูม่าแอร์ไลน์ จำกัด โดยบริษัทบลูม่าฯ มิได้ประกอบกิจการใด ๆ ในประเทศไทยเลย สัญญาดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ขายได้รับเงินรายได้จำนวน 100 ล้านบาท และบริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด ได้รับเงินปันผลจำนวน 10 ล้านบาท ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทโอลิมเปียร์ (ประเทศแจแปน) จำกัด อีกด้วย ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในรอบระยะเวลาบัญชี 2563 เงินได้รายการดังกล่าว บุคคลใดต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่าย ทั้งนี้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นเงินได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำ ณ ที่ใดไม่ว่าจะเป็นในประเทศไทยหรือนอกประเทศไทยก็ตาม จะต้องนำรายได้เหล่านั้นทั้งหมดมาเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับประเทศไทย

กรณีตามอุทาหรณ์ แม้ว่าบริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด จะกระทำกิจการทั้งในประเทศอื่น ๆ เช่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย รวมทั้งประเทศไทย แต่เมื่อบริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด เป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทย บริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด จึงต้องมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง คือจะต้องนำรายได้จากการขายสินค้าที่ประเทศญี่ปุ่นให้แก่บริษัทบลูม่าแอร์ไลน์ จำกัด จำนวน 100 ล้านบาท และเงินปันผลจำนวน 10 ล้านบาท ในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทโอลิมเปียร์ (ประเทศแจแปน) จำกัด รวมเป็นเงิน 110 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

สรุป บริษัทโอลิมเปียร์ จำกัด ต้องนำรายได้ที่ได้รับทั้งหมดจำนวน 110 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร

Advertisement