การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

Advertisement

ข้อแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. ขนมปังเกิดที่ประเทศไทย ปี พ.ศ. 2539 จากบิดาคนสัญชาติลาวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยได้รับอนุญาตตามกฎหมายและมารดาคนสัญชาติไทย โดยบิดาและมารดาของขนมปังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่าขนมปังได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535

มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ขนมปังเกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2539 นั้น แม้ขนมปังจะเกิดจากบิดาเป็นคนสัญชาติลาวก็ตาม แต่มือขนมปังเกิดหลังปี พ.ศ. 2535 โดยมีมารดาเป็นคนสัญชาติไทย ดังนั้น ขนมปังย่อมได้รับสัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิตจากมารดาตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า บุคคลที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรย่อมได้สัญชาติไทย

สรุป ขนมปังจะได้รับสัญชาติไทย

ข้อ 2. (ก) จงอธิบายหลักเกณฑ์เรื่องการย้อนส่งมาโดยละเอียด และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 บัญญัติถึงทางแก้ปัญหาเรื่องการย้อนส่งกลับไว้ว่าอย่างไร

(ข) นายสุดหล่อคนสัญชาติไทยได้ทำสัญญาเช่าเรือสำราญจำนวน 3 ลำ จากนายอีวาคนสัญชาติอเมริกัน ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศสิงคโปร์ และขณะทำสัญญาเรือทั้งหมดนั้นจอดเทียบท่าอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อเช่ามาแล้วปรากฏว่าเรือสำราญทุกลำมีรอยรั่วซึมซึ่งเมื่อนำมาเดินทะเลอาจอับปางได้ นายสุดหล่อจึงขอยกเลิกสัญญาเช่า แต่นายอีวาไม่ยอมให้ยกเลิกสัญญาเช่า ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่าคู่สัญญาแสดงเจตนาไว้ว่าจะให้ใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษบังคับแก่สัญญาฉบับนี้ ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่าหากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยต้องนำหลักกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

(ก) หลักเกณฑ์เรื่องการย้อนส่ง

“การย้อนส่ง” หมายถึง การที่บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งประเทศหนึ่งกำหนดให้ใช้กฎหมายของอีกประเทศหนึ่ง แต่กฎหมายของประเทศหลังนี้ย้อนส่งกลับมาให้ใช้กฎหมายของประเทศแรก หรือย้อนส่งไปให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สามบังคับแก่กรณี ดังนั้น การย้อนส่งจึงสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณี คือ

  1. การย้อนส่งกลับ หมายถึง กรณีที่กฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ แห่งประเทศของศาลที่กำลังพิจารณาคดีบัญญัติให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สอง และเมื่อได้ใช้กฎหมายของประเทศที่สองแล้ว ปรากฏว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ ของประเทศที่สองนั้น บัญญัติให้ย้อนส่งกลับมาใช้กฎหมายของประเทศแรกอีก

  2. การย้อนส่งต่อไป หมายถึง กรณีที่กฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ แห่งประเทศของศาลที่กำลังพิจารณาคดีบัญญัติให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สอง และเมื่อได้ใช้กฎหมายของประเทศที่สองแล้ว ปรากฏว่ากฎหมายว่าด้วยการขัดกันฯ ของประเทศที่สองนั้น มีบัญญัติให้ย้อนส่งต่อไปให้ใช้กฎหมายของประเทศที่สาม

และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 4 ได้บัญญัติทางแก้ปัญหาเรื่องการย้อนส่งกลับไว้ว่า “ถ้าจะต้องใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับ และตามกฎหมายต่างประเทศนั้น กฎหมายที่จะใช้บังคับได้แก่กฎหมายแห่งประเทศสยาม ให้ใช้กฎหมายภายในแห่งประเทศสยามบังคับ มิใช่กฎเกณฑ์แห่งกฎหมายสยามว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย”

(ข) หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลไทยจะสามารถนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่า นายอีวา (ผู้ให้เช่า) จะต้องรับผิดในกรณีที่เรือทั้ง 3 ลำ อยู่ในสภาพชำรุดบกพร่องใช้การไม่ได้หรือไม่ อันเป็นปัญหาในเรื่องผลของสัญญานั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งว่าให้นำกฎหมายของประเทศอังกฤษมาใช้บังคับกับสัญญา (เช่า) ฉบับนี้ ดังนั้น ศาลไทยจึงต้องนำกฎหมายของประเทศอังกฤษขึ้นปรับกับข้อพิพาทดังกล่าวตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง

สรุป ศาลไทยต้องนำกฎหมายของประเทศอังกฤษปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าว

ข้อ 3. จงอธิบายความผิดที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) และหากประเทศไทยจะนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศจะต้องดำเนินการอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) มีสถานะเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ถือกำเนิดขึ้นโดยธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2002 โดยมีเจตนารมณ์เพื่อที่จะนำตัวผู้กระทำความผิดทางอาญาระหว่างประเทศมาลงโทษด้วยความร่วมมือกันของประชาคมระหว่างประเทศ โดยประเทศไทยได้ลงนามรับรองธรรมนูญกรุงโรมดังกล่าวแล้วแต่ยังมิได้ดำเนินการให้สัตยาบันเพื่อผูกพันเป็นภาคีอย่างเป็นทางการ

ICC จะมีอำนาจพิจารณาเฉพาะคดี “ปัจเจกบุคคล” ที่กระทำความผิด ไม่ใช่การกระทำของรัฐโดยอาชญากรรมที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของ ICC จะเป็นอาชญากรรมร้ายแรงในสังคมระหว่างประเทศ ได้แก่

  1. อาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หมายถึง การกระทำที่มีเจตนาทำลายล้างทั้งหมดหรือบางส่วนของกลุ่มชนชาติ ชาติพันธุ์ เชื้อชาติ หรือกลุ่มทางศาสนา

  2. อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ หมายถึง การกระทำใดๆ ที่ได้กระทำในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีอย่างกว้างขวาง หรืออย่างเป็นระบบที่มีเป้าหมายโดยตรงต่อประชาชนพลเรือน และโดยรู้ถึงการกระทำนั้น เช่น การฆาตกรรม การทำลายล้าง การเนรเทศ การทรมาน เป็นต้น

  3. อาชญากรรมสงคราม หมายถึง การกระทำความผิดทั้งในสถานการณ์หรือความขัดแย้งด้วยอาวุธที่มีลักษณะระหว่างประเทศ และสถานการณ์ความขัดแย้งด้วยอาวุธที่ไม่มีลักษณะระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ที่มีส่วนร่วมในการวางแผนหรือนโยบายในลักษณะที่เป็นการกระทำที่ส่งผลต่อกองกำลังทหารหรือพลเรือนจำนวนมากในระหว่างการรบ เช่น การปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมต่อเชลยศึก การใช้แก๊สพิษ การโจมตีเป้าหมายพลเรือน เป็นต้น ถือเป็นอาชญากรรมสงคราม

  4. อาชญากรรมการรุกราน

    ในกาานำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น สามารถดำเนินการได้ 4 วิธี ได้แก่

    (1) รัฐที่ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรมแล้ว เสนอคำร้องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศโดยตรง

    (2) คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเสนอคำร้องไปยังศาลอาญาระหว่างประเทศ

    (3) อัยการประจำศาลอาญาระหว่างประเทศลงมาเปิดกระบวนการพิจารณาเอง

(4) กรณีที่เป็นรัฐที่ไม่ได้ให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม แต่ประสงค์จะให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามามีเขตอำนาจเหนือคดี เพื่อเปิดกระบวนพิจารณา รัฐนั้นก็อาจแสดงเจตจำนงของตนเพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้ โดยอาศัยมาตรา 12 (3) ของธรรมนูญกรุงโรม ทำ “คำประกาศฝ่ายเดียว” เพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศได้ เพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกรณีหรือเฉพาะช่วงเวลาได้ต่อนายทะเบียน

ดังนั้น เมื่อประเทศไทยยังมิได้ดำเนินการให้สัตยาบันธรรมนูญกรุงโรม หากจะนำคดีขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงต้องดำเนินการโดยวิธีการทำ “คำประกาศฝ่ายเดียว” มอบให้แก่นายทะเบียน

ข้อ 4. รัฐมูนบีมเป็นรัฐที่ปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นายสุนทรีเป็นแกนนำกลุ่มคนล้มเลิกระบบกษัตริย์เพื่อให้เกิดการปกครองในระบบประธานาธิบดี นายสุนทรีกับพวกได้วางแผนลอบปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ของรัฐมูนบีมแต่ไม่สำเร็จ จึงหลบหนีไปยังรัฐซันไชน์ รัฐมูนบีมได้ร้องขอให้รัฐซันไชน์ส่งตัวนายสุนทรีเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐมูนบีม หากรัฐมูนบีมกับรัฐซันไชน์ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน หลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะต้องพิจารณาอย่างไร และรัฐซันไชน์จะปฏิเสธไม่ส่งตัวนายสุนทรีเพราะเป็นความผิดทางการเมืองได้หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวนั้นไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติไปตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้แก่

  1. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้

  2. ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใด ได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้

  3. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอหรือประเทศที่ถูกขอหรือประเทศที่สามก็ได้

  4. ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว

  5. ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี

  6. บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว

  7. ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่างๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

  8. ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน

  9. ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง

สำหรับความผิดทางการเมือง (Political Crime) นั้น โดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ คือ

  1. ความผิดทางการเมืองโดยแท้ (Purely Political Offences) เช่น ความผิดฐานกบฏ ปลุกปั่นทางการเมือง จารกรรม เป็นต้น

  2. ความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับทางการเมือง (Relative Political Offences) เช่น ในการประท้วงทางการเมือง มีการใช้กำลังทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ยอมรับหลักการนี้ โดยเปลี่ยนจากความผิดทางการเมือง (Political Crime) เป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character)

แต่อย่างไรก็ดี โดยเหตุที่มีความผิดบางประเภทซึ่งมีลักษณะทางการเมือง แต่หลายประเทศกำหนดไว้ไม่ให้ถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง ข้อกำหนดหรือบทบัญญัติในเรื่องนี้เรียกว่า Attentat Clause ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “บทบัญญัติเกี่ยวกับการประทุษร้าย” ซึ่งประเทศเบลเยียมนำมาใช้เป็นประเทศแรกโดยบัญญัติไว้ในกฎหมายภายในของตนเมื่อ ค.ศ. 1865 หลังจากที่ศาลเบลเยียมปฏิเสธไม่ส่งตัวผู้กระทำความผิดฐานพยายามปลงพระชนม์พระเจ้าโปเลียนที่ 3 ไปให้ฝรั่งเศสในคดี Jacquin ค.ศ. 1854

กล่าวคือ ข้อกำหนดหรือบทบัญญัติ Attentat Clause นี้ เป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 6 แห่งกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของเบลเยียม ค.ศ. 1833 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม โดยเพิ่มข้อความลงไปอีกวรรค (clause) หนึ่ง ซึ่งมีข้อความดังนี้ “การประทุษร้ายต่อบุคคลผู้เป็นประมุขของรัฐบาลต่างประเทศหรือบุคคลซึ่งอยู่ในเครือญาติหรือราชสกุลของประมุขนั้น ไม่ให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำผิดทางการเมือง หรือเป็นการกระทำผิดเกี่ยวเนื่องกับการเมือง หากปรากฏว่าเป็นการประทุษร้ายที่เป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา หรือลอบฆาตกรรม หรือเป็นการฆาตกรรมด้วยพยายามมาดหมายหรือด้วยการวางยาพิษ”

กรณีตามปัญหา การที่นายสุนทรีกับพวกได้วางแผนลอบปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ของรัฐมูนบีมแต่ไม่สำเร็จ จึงหลบหนีไปยังรัฐซันไชน์ โดยรัฐมูนบีมกับรัฐซันไชน์ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันและรัฐมูนบีมได้ร้องขอให้รัฐซันไชน์ส่งตัวนายสุนทรีเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐมูนบีมนั้น เมื่อพิจารณาตามหลัก Attentat Clause หรือบทบัญญัติเกี่ยวกับการประทุษร้ายดังกล่าวข้างต้นแล้ว จะเห็นได้ว่าความผิดที่นายสุนทรีกับพวกได้กระทำนั้น มิให้ถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง แม้จะเป็นการกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองก็ตาม ดังนั้น รัฐซันไชน์จะปฏิเสธไม่ส่งตัวนายสุนทรีไม่ได้

สรุป รัฐซันไชน์จะปฏิเสธไม่ส่งตัวนายสุนทรีเพราะเป็นความผิดทางการเมืองไม่ได้

Advertisement