การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ
คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. มีมี่เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2538 ที่ประเทศไทย จากบิดาคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาคนสัญชาติสิงคโปร์ที่จดทะเบียนสมรสกัน โดยบิดาและมารดาของมีมี่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย
ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่ามีมี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย
(2) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง”
มาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง “ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิด บิดาตามกฎหมาย หรือบิดาซึ่งมิได้สมรสกับมารดา หรือมารดาของผู้นั้นเป็น
(1) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย
(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว หรือ
(3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มีมี่เกิดในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2538 นั้น ถือว่ามีมี่เกิดในราชอาณาจักรไทย ภายหลังจากที่ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบิดาของมีมี่เป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นและมารดาเป็นคนสัญชาติสิงคโปร์ ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกัน โดยบิดาและมารดาของมีมี่เป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น แม้ว่ามีมี่จะเกิดในราชอาณาจักรไทย มีมี่ก็ไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 (2) เนื่องจากมีมี่เป็นบุคคลตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง (2) กล่าวคือ มีมี่เป็นผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว โดยในขณะที่มีมี่เกิดนั้นบิดาและมารดาตามกฎหมายเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว
สรุป มีมี่ไม่ได้รับสัญชาติไทย
ข้อ 2. นายสุดหล่อคนสัญชาติไทยได้ทำสัญญาเช่าเรือประมงจำนวน 100 ลำ จากนายเอแคลคนสัญชาติอเมริกันซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยทำสัญญาฉบับนี้กันที่ประเทศเวียดนาม และขณะทำสัญญาเรือประมงจำนวนทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อเช่ากันแล้วปรากฏว่าเรือประมงจำนวน 10 ลำนั้นรั่วจนน้ำเข้าเรือหมดทุกลำ นายสุดหล่อจึงขอเปลี่ยน แต่นายเอแคลไม่ยอมเปลี่ยนให้โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ให้เช่าไม่จำต้องรับผิดในกรณีที่ว่านี้ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนาไว้ว่าต้องการใช้กฎหมายประเทศใดบังคับแก่สัญญาฉบับนี้
ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่าหากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณาศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481
มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”
วินิจฉัย
โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้
-
กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ
-
กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา
(ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ
(ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ
กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่า นายเอแคล (ผู้ให้เช่า) จะต้องรับผิดในกรณีที่เรือประมงที่ให้เช่าจำนวน 10 ลำนั้นรั่วจนน้ำเข้าเรือหมดทุกลำหรือไม่ อันเป็นปัญหาในเรื่องผลของสัญญา เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับแก่ผลของสัญญา จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ว่าคู่สัญญาจะให้ใช้กฎหมายใดบังคับแก่ข้อพิพาทนี้ และเมื่อทั้งนายสุดหล่อและนายเอแคลคู่สัญญาก็ไม่ได้มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้กฎหมายที่จะใช้บังคับจึงได้แก่ กฎหมายประเทศเวียดนามซึ่งเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาเช่าฉบับนี้ได้ทำขึ้น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง
ดังนั้น หากได้ความว่าศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยจึงควรนำกฎหมายประเทศเวียดนามขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าว
สรุป ศาลไทยควรนำกฎหมายของประเทศเวียดนามขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าวข้างต้น
ข้อ 3. เรืออความารีนเป็นเรือขนส่งสินค้าทางทะเล สัญชาติสิงคโปร์ เดินทางจากท่าเรือสิงคโปร์เพื่อไปส่งสินค้าในประเทศไทย ระหว่างแล่นอยู่ในทะเล ห่างจากชายฝั่งประเทศไทยประมาณ 150 ไมล์ทะเล เรืออความารีนได้ถูกเรือแบล็คเพิร์ลไม่ปรากฏสัญชาติได้ทำการปล้นทรัพย์โดยลูกเรือไร้สัญชาติ 5 คน และสัญชาติกัมพูชา 5 คน ปรากฏว่า เรือตรวจการทางทะเลของประเทศเวียดนามแล่นผ่านมาและได้ทำการเข้าช่วยเหลือและควบคุมตัวผู้ร่วมกระทำความผิดทั้งหมดไว้บนเรืออความารีน เมื่อเรืออความารีนเดินทางมาถึงประเทศไทย เรืออความารีนจึงได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานทำการจับกุมและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายไทย เช่นนี้ศาลไทยจะรับคดีไว้พิจารณาพิพากษาได้หรือไม่ เมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
ธงคำตอบ
โดยทั่วไปศาลภายในของรัฐไทยย่อมมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาและลงโทษแก่ผู้กระทำความผิดที่ได้กระทำความผิดในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักรต้องรับโทษตามกฎหมาย” แต่อย่างไรก็ดี ในบางกรณีแม้จะได้กระทำความผิดนอกราชอาณาจักร ศาลไทยก็อาจมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาเพื่อลงโทษผู้กระทำได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7, 8 และ 9
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่เรืออความารีนซึ่งเป็นเรือขนส่งสินค้าทางทะเล สัญชาติสิงคโปร์ ได้ถูกเรือแบล็คเพิร์ลไม่ปรากฏสัญชาติได้ทำการปล้นทรัพย์นั้น ตามอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวง ค.ศ. 1958 ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานโจรสลัด และเมื่อความผิดฐานปล้นทรัพย์หรือโจรสลัดนั้นได้กระทำในบริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของประเทศไทย เพราะอยู่ในระยะไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล นับจากเส้นฐานของชายฝั่ง แม้ว่าตามหลักกฎหมายทะเล ประเทศไทยจะพึงมีสิทธิในการแสวงหาประโยชน์บางอย่างเหนือเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนได้แต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่บริเวณเขตเศรษฐกิจจำเพาะเป็นบริเวณที่อยู่นอกราชอาณาจักรของประเทศไทย หากพิจารณาตามหลักเขตอำนาจศาลแล้ว ประเทศไทยย่อมไม่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาได้
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากหลักการดำเนินคดีในความผิดฐานโจรสลัดตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ที่ให้อำนาจแก่รัฐทั้งปวงสามารถจับกุมและดำเนินคดีได้ ประกอบกับความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งได้กระทำในเขตเศรษฐกิจจำเพาะซึ่งถือว่าเป็นทะเลที่รัฐไม่มีอำนาจอธิปไตยเช่นเดียวกับในทะเลหลวงนั้น เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 7 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ…… (3) ความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 339 และความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 340 ซึ่งได้กระทำในทะเลหลวง” ที่ศาลไทยลงโทษได้ ดังนั้น กรณีนี้เมื่อเรืออความารีนได้เดินทางมาถึงประเทศไทยและได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานทำการจับกุมและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามกฎหมายไทย ศาลไทยย่อมสามารถที่จะรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้
สรุป ศาลไทยมีอำนาจรับคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาได้
ข้อ 4. ในขณะที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐเอกภาพ ได้มีการรวมกลุ่มประท้วงโดยผู้ชุมนุมมากกว่า 500 คน ทำการปิดถนนและทางเดินรถ ฝ่ายรัฐบาลได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม โดยมี พ.ต.อ.แดงน้อย เป็นผู้ควบคุมตามคำสั่ง นายจันทร์ นายอังคาร และนายพุธเป็นหัวหน้าแกนนำของกลุ่มผู้ประท้วง ปรากฏว่าเมื่อมีการฉีดน้ำ นายจันทร์พยายามขัดขืนโดยใช้หมวกกันน็อคขว้างใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้ ส.ต.ต.ขาวผ่องศีรษะแตกได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนนายอังคารถูกน้ำฉีดเข้าตา ทำให้แก้วตาฉีกขาดตาบอดถาวร นายพุธอาศัยช่วงชุลมุนลักรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นขับหนีไป ปรากฏว่านายจันทร์และนายพุธหลบหนีการจับกุมและไปปรากฏตัวอยู่ในดินแดนของรัฐพลานุภาพ ซึ่งทั้งสองรัฐไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน และรัฐพลานุภาพถือตามทฤษฎีความผิดทางการเมืองของประเทศอังกฤษ โดยความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และลักทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกอย่างต่ำเกินกว่า 1 ปี ตามกฎหมายของทั้งสองรัฐ เช่นนี้หากรัฐเอกภาพยื่นคำร้องขอให้ส่งนายจันทร์และนายพุธ ผู้กระทำความผิดซึ่งสัญชาติตนให้เพื่อจะดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ รัฐพลานุภาพจะส่งตัวนายจันทร์และนายพุธได้หรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามหลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
ธงคำตอบ
โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวนั้นไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย
หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้แก่
-
บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้
-
ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใดได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้
-
บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอ หรือประเทศที่ถูกขอหรือประเทศที่สามก็ได้
-
ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว
-
ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี
-
บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว
-
ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่าง ๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
-
ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน
-
ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง
สำหรับความผิดทางการเมือง (Political Crime) นั้น โดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ คือ
-
ความผิดทางการเมืองโดยแท้ (Purely Political Offences) เช่น ความผิดฐานกบฏ ปลุกปั่นทางการเมือง จารกรรม เป็นต้น
-
ความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับทางการเมือง (Relative Political Offences) เช่น ในการประท้วงทางการเมือง มีการใช้กำลังทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ยอมรับหลักการนี้ โดยเปลี่ยนจากความผิดทางการเมือง (Political Crime) เป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character)
จากข้อเท็จจตามอุทาหรณ์ เมื่อนายจันทร์และนายพุธได้หลบหนีการจับกุมและไปปรากฏตัวอยู่ในดินแดนของรัฐพลานุภาพ โดยรัฐเอกภาพและรัฐพลานุภาพไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ดังนั้นรัฐพลานุภาพจึงต้องใช้หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน 9 ประการดังกล่าว และเมื่อรัฐพลานุภาพถือตามทฤษฎีความผิดทางการเมืองของประเทศอังกฤษ การที่รัฐเอกภาพยื่นคำร้องขอให้ส่งตัวนายจันทร์และนายพุธผู้กระทำความผิดซึ่งสัญชาติตนให้เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ รัฐพลานุภาพจะส่งตัวนายจันทร์และนายพุธได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้
กรณีของนายจันทร์
การที่นายจันทร์พยายามขัดขืนการฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม โดยใช้หมวกกันน็อคขว้างใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้ ส.ต.ต.ขาวผ่อง ศีรษะแตกได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายที่เกี่ยวเนื่องกับการสลายการชุมนุมอันเป็นการกระทำทางการเมือง ดังนั้น ความผิดของนายจันทร์จึงเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character) ซึ่งต้องห้ามไม่ให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน
กรณีของนายพุธ
การที่นายพุธอาศัยช่วงชุลมุนลักรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นขับหนีไปนั้น เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางการเมือง แต่เป็นความผิดอาญาทั่วไป ดังนั้น ความผิดของนายพุธจึงเป็นความผิดที่อาจส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้
สรุป รัฐพลานุภาพจะไม่ส่งตัวนายจันทร์ให้แก่รัฐเอกภาพ แต่อาจจะส่งตัวนายพุธได้