การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. มินนี่เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2531 ที่ประเทศอิตาลีจากบิดาคนสัญชาติอิตาลีและมารดาคนสัญชาติไทย ซึ่งจดทะเบียนสมรสกัน ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่ามินนี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย
พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(2) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ”
พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด
(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”
มาตรา 10 “บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่มินนี่เกิดที่ประเทศอิตาลีเมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยบิดาเป็นคนสัญชาติอิตาลีและมารดาเป็นคนสัญชาติไทยซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกันนั้น มินนี่ย่อมไม่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) ถึงแม้ว่ามินนี่จะมีมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยและเกิดนอกราชอาณาจักรไทยก็ตาม แต่ปรากฏว่าบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นคนที่มีสัญชาติ ดังนั้น เมื่อมินนี่ไม่ได้เกิดในราชอาณาจักรไทย จึงไม่นำการได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนมาปรับใช้
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับ ย่อมทำให้มินนี่ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 (1) เนื่องจากมินนี่เกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย
สรุป มินนี่เป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ประกอบมาตรา 10
ข้อ 2. หมาย (Notice) เป็นเครื่องมือช่วยในการดำเนินงานขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ที่สำคัญ โดยหมายของ INTERPOL นั้น แบ่งออกเป็นหลายสี แต่ละสีมีความหมายที่แตกต่างกัน จงอธิบายความหมายของแต่ละสี และหาก INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้นหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1923 เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือทุกองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจในการป้องกันหรือว่าปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส
INTERPOL มีอำนาจในการออกหมายรูปพรรณ (Notice) ไปยังประเทศสมาชิกเพื่อให้ทราบและรายงานถึงความเคลื่อนไหว โดยหมายแบ่งเป็นสีต่าง ๆ จำนวน 7 สี ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้
1. หมายสีแดง (Red Notice = Wanted Person) หมายถึง บุคคลที่ต้องการตัว เป็นหมายให้จับบุคคลใดมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
2. หมายสีเหลือง (Yellow Notice = Missing Person) หมายถึง บุคคลที่สูญหายไป
3. หมายสีน้ำเงิน (Blue Notice = Additional Information) หมายถึง การขอข้อมูลเพิ่มเติมของบุคคล เพื่อทราบร่องรอยและพฤติการณ์
4. หมายสีเขียว (Green Notice = Warnings and Intelligence) หมายถึง หมายแจ้งเตือนบุคคลที่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ
5. หมายสีส้ม (Orange Notice = Imminent Threat) หมายถึง หมายแจ้งภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อให้สอดส่องและป้องกัน
6. หมายสีม่วง (Purple Notice = Modus Operandi) หมายถึง การขอทราบร่องรอยของการกระทำความผิด รูปแบบเฉพาะของฆาตกร หรือรูปคดี
7. หมายสีดำ (Black Notice = Unidentified Bodies) หมายถึง หมายแจ้งรูปพรรณบุคคลที่ถึงแก่ความตาย
ดังนั้น ถ้าหากว่า INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกของ INTERPOL โดยประเทศไทยจะต้องทำการจับนายขจรมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป
ข้อ 3. นายโทนี่คนสัญชาติอิตาลี มีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายในประเทศอินเดีย ได้สละสัญชาติอิตาลีและได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต่อมานายโทนี่ถูกถอนสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 หลังจากนั้นเกิดคดีขึ้นสู่ศาลไทยโดยประเด็นข้อพิพาทมีว่า นายโทนี่มีความสามารถทำนิติกรรมซื้อเครื่องแยกสารเคมีจำนวน 18 เครื่อง จากนายประดิษฐ์ที่กรุงเทพมหานครหรือไม่ ให้ท่านวินิจฉัยว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายใดขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่ว่านี้
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481
มาตรา 6 วรรคสาม “สำหรับบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ ถ้าภูมิลำเนาของบุคคลนั้นไม่ปรากฏ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ”
มาตรา 10 วรรคหนึ่ง “ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายใดขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัย เห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทที่ว่า นายโทนี่จะมีความสามารถทำนิติกรรมซื้อเครื่องแยกสารเคมีจำนวน 18 เครื่อง จากนายประดิษฐ์ที่กรุงเทพมหานครได้หรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องความสามารถของบุคคล ซึ่งโดยหลักแล้วย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้นตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง
แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายโทนี่คนสัญชาติอิตาลีมีถิ่นที่อยู่ตามกฎหมายในประเทศอินเดีย โดยได้สละสัญชาติอิตาลีและได้รับสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ซึ่งในขณะเกิดข้อพิพาทที่ว่านี้ นายโทนี่ได้ตกเป็นบุคคลไร้สัญชาติ เพราะนายโทนี่ได้ถูกถอนสัญชาติไทยแล้ว ดังนั้น การจะนำกฎหมายประเทศใดมาปรับแก่ข้อพิพาทดังกล่าว จึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสาม ซึ่งมีหลักคือ
-
ถ้าปรากฏภูมิลำเนาของบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นบังคับ
-
ถ้าไม่ปรากฏภูมิลำเนาของบุคคลผู้ไร้สัญชาติ ให้ใช้กฎหมายของประเทศซึ่งบุคคลนั้นมีถิ่นที่อยู่บังคับ
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายโทนี่เป็นบุคคลผู้ไร้สัญชาติและไม่ปรากฏว่ามีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด กรณีเช่นนี้จึงต้องใช้กฎหมายประเทศอินเดียซึ่งเป็นกฎหมายที่นายโทนี่มีถิ่นที่อยู่บังคับตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคสาม
ผลจึงเป็นว่า ศาลไทยควรนำกฎหมายประเทศอินเดียขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าด้วยความสามารถของนายโทนี่ที่ว่านี้
สรุป ศาลไทยควรนำกฎหมายประเทศอินเดียขึ้นปรับเป็นหลักในการพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทว่าด้วยความสามารถของนายโทนี่
ข้อ 4. จงอธิบายจุดมุ่งหมายและผลทางกฎหมายของบทบัญญัติแห่งการประทุษร้าย (Attentat Clause) นอกจากนี้หลักการดังกล่าวปรากฏในกฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
อธิบาย
โดยเหตุที่มีความผิดบางประเภทซึ่งมีลักษณะทางการเมือง แต่หลายประเทศกำหนดไว้ไม่ให้ถือว่าเป็นความผิดทางการเมือง ข้อกำหนดหรือบทบัญญัติในเรื่องนี้เรียกว่า Attentat Clause ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “บทบัญญัติเกี่ยวกับการประทุษร้าย” ซึ่งประเทศเบลเยียมนำมาใช้เป็นประเทศแรก โดยบัญญัติไว้ในกฎหมายภายในของตนเมื่อ ค.ศ.1865 หลังจากที่ศาลเบลเยียมปฏิเสธไม่ส่งตัวผู้กระทำความผิดฐานพยายามปลงพระชนม์พระเจ้านโปเลียนที่ 3 ไปให้ฝรั่งเศสในคดี Jacquin ค.ศ. 1854
กล่าวคือ ข้อกำหนดหรือบทบัญญัติ Attentat Clause นี้ เป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 6 แห่งกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของเบลเยียม ค.ศ. 1833 ซึ่งเป็นกฎหมายเดิม โดยเพิ่มข้อความลงไปอีกวรรค (clause) หนึ่ง ซึ่งมีข้อความดังนี้ “การประทุษร้ายต่อบุคคลผู้เป็นประมุขของรัฐบาลต่างประเทศหรือบุคคลซึ่งอยู่ในเครือญาติหรือราชสกุลของประมุขนั้น ไม่ให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำผิดทางการเมือง หรือเป็นการกระทำผิดเกี่ยวเนื่องกับการเมือง หากปรากฏว่าเป็นการประทุษร้ายที่เป็นความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา หรือลอบฆาตกรรม หรือเป็นการฆาตกรรมด้วยพยายามมาดหมายหรือด้วยการวางยาพิษ”
สำหรับเจตนารมณ์ทางกฎหมายของ Attentat Clause นี้มุ่งหมายที่จะไม่ให้ถือว่าความผิดฐานประทุษร้ายต่อชีวิตที่กระทำต่อประมุขของประเทศหรือบุคคลในครอบครัวประมุขของประเทศเป็นความผิดทางการเมือง
ส่วนผลของ Attentat Clause นั้น จะทำให้ความหมายของคดีการเมืองแคบลง กล่าวคือเมื่อมีฆาตกรรมเข้าในลักษณะนี้แล้วย่อมส่งผู้ร้ายข้ามแดนกันได้
สำหรับประเทศไทย ได้มีการนำเอาหลักการ Attentat Clause มาบังคับใช้เช่นกัน ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า “ความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองตามวรรคหนึ่ง (1) ไม่หมายความรวมถึงความผิดดังต่อไปนี้
(1) การปลงพระชนม์ การประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือรัชทายาท
(2) การฆ่า ประทุษร้ายต่อร่างกายหรือเสรีภาพของประมุขแห่งรัฐ ผู้นำรัฐบาลหรือสมาชิกโดยตรงในครอบครัวของบุคคลนั้น”