การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. ศาสตราจารย์นายแพทย์ริชาร์ด สัญชาติอังกฤษ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาของประเทศอังกฤษ ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อกลางปี 2530 พร้อมกับนางโรสภริยาสัญชาติอังกฤษซึ่งตั้งครรภ์อยู่ เพื่อทำการวิจัยด้านการแพร่ระบาดของไวรัสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามความตกลงระหว่างประเทศเป็นเวลา 10 ปี ต้นปี 2531 นางโรสได้ให้กำเนิด ด.ช.แจ็คสัน ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร เมื่อครบกำหนดเวลาวิจัย 10 ปี ศาสตราจารย์นายแพทย์ริชาร์ด สัญชาติอังกฤษ ก็ถูกเชิญให้ทำการสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในประเทศไทย ทำให้ศาสตราจารย์นายแพทย์ริชาร์ด สัญชาติอังกฤษ และครอบครัวอยู่ในประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยนายแจ็คสันมีความประพฤติดีและทำงานเป็นอาจารย์ด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัยเช่นเดียวกัน

จงวินิจฉัยว่า นายแจ็คสัน จะได้สัญชาติไทยหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(3) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย”

ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337

ข้อ 1. ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะที่เกิดบิดาหรือมารดานั้นเป็น

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว

ข้อ 2. บุคคลตามข้อ 1. ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยเมื่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว ไม่ได้สัญชาติไทย เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น

พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย ยกเว้นบุคคลตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง”

มาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง “ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าวย่อมไม่ได้สัญชาติไทย ถ้าในขณะที่เกิด บิดาตามกฎหมาย หรือบิดาซึ่งมิได้สมรสกับมารดา หรือมารดาของผู้นั้นเป็น

(1) ผู้ที่ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษเฉพาะราย

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว หรือ

(3) ผู้ที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง”

พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 (บทเฉพาะกาล) มาตรา 23 วรรคหนึ่ง “บรรดาบุคคลที่เคยมีสัญชาติไทยเพราะเกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ข้อ 1 และผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย แต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ข้อ 2 รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในราชอาณาจักรไทยก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และไม่ได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทยให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เว้นแต่ผู้ซึ่งรัฐมนตรีมีคำสั่งอันมีผลให้เป็นผู้มีสัญชาติไทยแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ ด.ช.แจ็คสัน เกิดที่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานครในปี พ.ศ. 2531 นั้น ด.ช.แจ็คสันย่อมไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดน เนื่องจาก ด.ช.แจ็คสันมีบิดาชอบด้วยกฎหมาย และมารดาเป็นคนต่างด้าว คือ มีสัญชาติอังกฤษ และในขณะที่เกิด บิดาที่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (3) เดิม และประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 พ.ศ. 2515 ข้อ 2 ประกอบข้อ 1 (2) และจนถึงวันที่ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ใช้บังคับ ด.ช.แจ็คสันก็ยังคงไม่ได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (2) ประกอบมาตรา 7 ทวิ วรรคหนึ่ง (2)

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายแจ็คสันได้อาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย ดังนั้น ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 (บทเฉพาะกาล) มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงให้นายแจ็คสันได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับซึ่งก็คือวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป อันเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักโดยผลของกฎหมายนั่นเอง

สรุป นายแจ็คสันได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป อันเป็นการได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักโดยผลของกฎหมายตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 4 ) พ.ศ. 2551 (บทเฉพาะกาล) มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

ข้อ 2. นายจอห์น สัญชาติสิงคโปร์ อายุ 19 ปี ทำสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ราคา 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากนายแดง ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ สัญชาติไทย โดยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ประเทศไทย ปรากฏว่านายเจมส์บิดาของนายจอห์นไม่เห็นด้วยจึงทำการบอกล้างสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว นายแดงเห็นว่าสัญญาจะซื้อจะขายสมบูรณ์แล้วจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลไทย จงวินิจฉัยว่านิติกรรมซื้อขายคอนโดมิเนียมของนายจอห์นสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ (หากว่าตามกฎหมายสิงคโปร์ กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะ เมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ ตามกฎหมายสวิสเซอร์แลนด์ กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะ เมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ และตามกฎหมายไทย กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะ เมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์)

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 10 “ความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น

แต่ถ้าคนต่างด้าวทำนิติกรรมในประเทศสยาม ซึ่งตามกฎหมายสัญชาติ คนต่างด้าวนั้นย่อมจะไร้ความสามารถหรือมีความสามารถอันจำกัดสำหรับนิติกรรมนั้น ให้ถือว่าบุคคลนั้นมีความสามารถทำนิติกรรมนั้นได้เพียงเท่าที่จะมีความสามารถตามกฎหมายสยาม ความในวรรคนี้ไม่ใช้แก่นิติกรรมตามกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก

ในกรณีที่เป็นนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ความสามารถของบุคคลที่จะทำนิติกรรมเช่นว่านั้น ย่อมเป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่”

วินิจฉัย

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์นั้น มีกฎหมายภายในของหลายประเทศที่จะต้องนำมาพิจารณาข้อพิพาทตามสัญญาจะซื้อจะขายของนายจอห์น สัญชาติสิงคโปร์ อายุ 19 ปี เมื่อมีคดีขึ้นสู่ศาลไทย จึงต้องพิจารณาไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 10 ดังนี้คือ

ข้อพิพาทเกี่ยวกับความสามารถและความไร้ความสามารถของบุคคลย่อมเป็นไปตามกฎหมายสัญชาติของบุคคลนั้น ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งได้แก่กฎหมายสิงคโปร์ เมื่อกฎหมายสิงคโปร์กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ นายจอห์นจึงไม่มีความสามารถในการทำนิติกรรมดังกล่าวได้

แต่ถ้าคนต่างด้าวทำนิติกรรมในประเทศไทย ซึ่งตามกฎหมายสัญชาติคนต่างด้าวนั้น ย่อมจะไร้ความสามารถหรือมีความสามารถอันจำกัดสำหรับนิติกรรมนั้น ให้ถือว่าบุคคลนั้นมีความสามารถทำนิติกรรมนั้นได้เพียงเท่าที่จะมีความสามารถตามกฎหมายไทย (มาตรา 10 วรรคสอง) ความในวรรคนี้ไม่ใช้แก่นิติกรรมตามกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดก เมื่อนายจอห์นทำสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียมที่ประเทศไทย จึงต้องพิจารณาความสามารถตามกฎหมายไทยด้วย และตามกฎหมายไทยกำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น นายจอห์นจึงไม่มีความสามารถในการทำนิติกรรมได้เช่นเดียวกัน

แต่อย่างไรก็ดี ในกรณีที่เป็นนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ความสามารถของบุคคลที่จะทำนิติกรรมเช่นว่านั้นย่อมเป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตั้งอยู่ (มาตรา 10 วรรคสาม) และตามกฎหมายสวิสเซอร์แลนด์ กำหนดให้บุคคลบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น นายจอห์นจึงมีความสามารถในการทำนิติกรรมดังกล่าวได้

สรุป นายจอห์นมีความสามารถในการทำสัญญาจะซื้อจะขายคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้ เพราะนายจอห์นบรรลุนิติภาวะแล้วตามกฎหมายสวิสเซอร์แลนด์ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 10 วรรคสาม นิติกรรมซื้อขายคอนโดมิเนียมของจอห์นจึงสมบูรณ์ตามกฎหมาย

ข้อ 3. จงอธิบายความผิดตามกฎหมายอาญาระหว่างประเทศที่มีลักษณะเป็นความผิดเด็ดขาด (Jus Cogens) และตามความเห็นของนักศึกษา ในปัจจุบันความผิดฐานค้ามนุษย์ (Human Trafficking) ยังคงมีอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

คำว่า “Jus Cogens” เป็นภาษาละติน แปลว่า กฎหมายบังคับเด็ดขาด หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ความผิดอาญาที่มีลักษณะเป็นความผิดเด็ดขาด หรือความผิดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป หรือ Jus Cogens ได้แก่ความผิดฐานค้าทาส ค้ามนุษย์ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การก่อการร้าย การกระทำการเป็นโจรสลัด เป็นต้น ความผิดดังกล่าวนี้เนานาประเทศต้องถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความสงบสุขในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อไป

สำหรับประเทศไทยนั้น ปัจจุบันความผิดฐานค้ามนุษย์ยังคงมีอยู่ ดังจะเห็นได้จากรายงานการจัดลำดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกาประจำปี 2564 ซึ่งระบุว่าประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มที่ 2 (tier 2) อันเป็นประเทศที่ต้องจับตามองในการพยายามแก้ไขการค้ามนุษย์ ซึ่งรูปแบบการค้ามนุษย์ในประเทศไทยนั้นมีหลายรูปแบบ เช่น การแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี การเอาคนมาลงเป็นทาส การบังคับใช้แรงงานหรือบริการ การขอทาน การค้าอวัยวะมนุษย์ การรับจ้างตั้งครรภ์แทน เป็นต้น

ข้อ 4. ในขณะที่มีความขัดแย้งทางการเมืองในรัฐเอกภาพ ได้มีการรวมกลุ่มประท้วงโดยผู้ชุมนุมมากกว่า 500 คน ทำการปิดถนนและทางเดินรถ ฝ่ายรัฐบาลได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ใช้รถดับเพลิงฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม โดยมี พ.ต.อ.แดงน้อย เป็นผู้ควบคุมตามคำสั่ง นายจันทร์ นายอังคาร และนายพุธ เป็นหัวหน้าแกนนำของกลุ่มผู้ประท้วง ปรากฏว่าเมื่อมีการฉีดน้ำ นายจันทร์พยายามขัดขืนโดยใช้หมวกกันน็อคขว้างใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้ ส.ต.ต.ขาวผ่อง ศีรษะแตกได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนนายอังคารถูกน้ำฉีดเข้าตา ทำให้แก้วตาฉีกขาดตาบอดถาวร นายพุธอศัยช่วงชุลมุนลักรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นขับหนีไป

ปรากฏว่านายจันทร์และนายพุธหลบหนีการจับกุม และไปปรากฏตัวอยู่ในดินแดนของรัฐพลานุภาพ ซึ่งทั้งสองรัฐไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน และรัฐพลานุภาพถือตามทฤษฎีความผิดทางการเมืองของประเทศอังกฤษ โดยความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์เป็นความผิดทางอาญาที่มีโทษจำคุกอย่างต่ำเกินกว่า 1 ปี ตามกฎหมายของทั้งสองรัฐ เช่นนี้ หากรัฐเอกภาพยื่นคำร้องขอให้ส่งนายจันทร์และนายพุธผู้กระทำความผิดซึ่งสัญชาติ svéhoให้เพื่อจะดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ รัฐพลานุภาพจะส่งตัวนายจันทร์และนายพุธได้หรือไม่ อย่างไร จงอธิบายตามหลักการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ธงคำตอบ

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวไว้ว่าอย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติไปตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ได้แก่

  1. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเป็นผู้กระทำผิดทางอาญา หรือถูกลงโทษในทางอาญาในเขตของประเทศที่ร้องขอ หรือเป็นคดีอาญาที่มีมูลที่จะนำตัวผู้ต้องหาขึ้นฟ้องร้องต่อศาลได้

  2. ต้องไม่ใช่คดีที่ขาดอายุความ หรือคดีที่ศาลของประเทศใด ได้พิจารณาและพิพากษาให้ปล่อยหรือได้รับโทษในความผิดที่ร้องขอให้ส่งข้ามแดนได้

  3. บุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวจะเป็นคนสัญชาติใดก็ได้ อาจจะเป็นพลเมืองของประเทศที่ร้องขอ หรือประเทศที่ถูกขอหรือประเทศที่สามก็ได้

  4. ความผิดซึ่งบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวได้กระทำไปนั้น ต้องเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาของทั้งสองประเทศ คือประเทศที่มีคำขอและประเทศที่ถูกขอให้ส่งตัว

  5. ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายกำหนดโทษจำคุกไม่ต่ำกว่า 1 ปี

  6. บุคคลที่ถูกขอตัวได้ปรากฏตัวอยู่ในประเทศที่ร้องขอให้ส่งตัว

  7. ประเทศเจ้าของที่เกิดเหตุ เป็นผู้ดำเนินการร้องขอให้ส่งตัวโดยปฏิบัติตามพิธีการต่าง ๆ ครบถ้วนดังที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น

  8. ผู้ที่ถูกส่งตัวไปนั้น จะต้องถูกฟ้องเฉพาะในความผิดที่ระบุมาในคำขอให้ส่งตัวเท่านั้นหรืออย่างน้อยที่สุด จะต้องเป็นความผิดที่ระบุไว้ในสนธิสัญญาระหว่างกัน

  9. ต้องไม่ใช่ความผิดบางประเภทที่ไม่นิยมส่งผู้ร้ายข้ามแดน เช่น คดีการเมือง เพราะมีหลักห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดนในคดีการเมือง

สำหรับความผิดทางการเมือง (Political Crime) นั้น โดยทั่วไปมี 2 ลักษณะ คือ

  1. ความผิดทางการเมืองโดยแท้ (Purely Political Offences) เช่น ความผิดฐานกบฏ ปลุกปั่นทางการเมือง จารกรรม เป็นต้น

  2. ความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับทางการเมือง (Relative Political Offences) เช่น ในการประท้วงทางการเมือง มีการใช้กำลังทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์ยอมรับหลักการนี้ โดยเปลี่ยนจากความผิดทางการเมือง (Political Crime) เป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character)

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ เมื่อนายจันทร์และนายพุธได้หลบหนีการจับกุมและไปปรากฏตัวอยู่ในดินแดนของรัฐพลานุภาพ โดยรัฐเอกภาพและรัฐพลานุภาพไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน ดังนั้น รัฐพลานุภาพจึงต้องใช้หลักเกณฑ์ทั่วไปในการส่งผู้ร้ายข้ามแดน 9 ประการดังกล่าว และเมื่อรัฐพลานุภาพถือตามทฤษฎีความผิดทางการเมืองของประเทศอังกฤษ การที่รัฐเอกภาพยื่นคำร้องขอให้ส่งตัวนายจันทร์และนายพุธผู้กระทำความผิดซึ่งสัญชาติ svéhoให้เพื่อดำเนินคดีในความผิดฐานทำร้ายร่างกายและลักทรัพย์ รัฐพลานุภาพจะส่งตัวนายจันทร์และนายพุธได้หรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

กรณีของนายจันทร์

การที่นายจันทร์พยายามขัดขืนการฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อสลายการชุมนุม โดยใช้หมวกกันน็อคขว้างใส่เจ้าหน้าที่ เป็นเหตุให้ ส.ต.ต.ขาวผ่อง ศีรษะแตกได้รับบาดเจ็บนั้น เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายที่เกี่ยวเนื่องกับการสลายการชุมนุมอันเป็นการกระทำทางการเมือง ดังนั้น ความผิดของนายจันทร์จึงเป็นความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political Character) ซึ่งต้องห้ามมิให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน

กรณีของนายพุธ

การที่นายพุธอาศัยช่วงชุลมุนลักรถจักรยานยนต์ของผู้ร่วมชุมนุมคนอื่นขับหนีไปนั้น เป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางการเมือง แต่เป็นความผิดอาญาทั่วไป ดังนั้น ความผิดของนายพุธจึงเป็นความผิดที่อาจส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้

สรุป รัฐพลานุภาพจะไม่ส่งตัวนายจันทร์ให้แก่รัฐเอกภาพ แต่อาจจะส่งตัวนายพุธได้

Advertisement