การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. นีน่าเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2532 ที่กรุงเทพฯ จากบิดาคนสัญชาติออสเตรเลียและมารดาคนสัญชาติไทย ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน โดยบิดาของนีน่าเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ โดยชอบด้วยกฎหมาย ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่านีน่าเป็นผู้ที่ได้รับสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ

(3) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย”

พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

มาตรา 10 “บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย”

ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337

ข้อ 1. ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะที่เกิดบิดาหรือมารดานั้นเป็น

(1) บุคคลผู้ได้รับการผ่อนผันให้พักอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยเป็นกรณีพิเศษ

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว

(3) บุคคลผู้เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

ข้อ 2. บุคคลตามข้อ 1. ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทยเมื่อประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับแล้ว ไม่ได้สัญชาติไทย เว้นแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาเห็นสมควรและสั่งเฉพาะรายเป็นประการอื่น

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นีน่าเกิดในประเทศไทยโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยนั้น นีน่าจะไม่ได้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) ทั้งนี้เพราะนีน่าไม่ได้เป็นบุคคลผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย แต่นีน่าจะได้สัญชาติไทยโดยหลักดินแดนตามมาตรา 7 (3)

และแม้ว่านีน่าจะเกิดในปี 2532 ภายหลังจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 มีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม นีน่าก็ยังได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (3) เช่นเดิม ทั้งนี้เพราะไม่เข้าเงื่อนไขตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ข้อ 2. ประกอบข้อ 1. (2) เพราะแม้นีน่าจะมีบิดาเป็นคนสัญชาติออสเตรเลียและบิดาเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราวก็ตาม แต่บิดาของนีน่าเป็นบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าเงื่อนไขของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ข้อ 1. (2)

และเมื่อ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มีผลใช้บังคับ นีน่าย่อมได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 (1) ด้วย เพราะเป็นผู้ที่เกิดโดยมีมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร ประกอบมาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า มาตรา 7 (1) แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย

สรุป นีน่าได้รับสัญชาติไทยตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (3) และตาม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ประกอบมาตรา 10

ข้อ 2. นายหมูแผ่นคนสัญชาติอเมริกันได้ทำสัญญาซื้อขายวัคซีนโควิดจำนวน 1 ล้านโดสจากนายเอเดน คนสัญชาติอเมริกันซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยสัญญาฉบับนี้ทำกันที่ประเทศสิงคโปร์ และขณะทำสัญญาวัคซีนโควิดทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่สิงคโปร์ เมื่อซื้อขายกันแล้วปรากฏว่าวัคซีนโควิดทั้ง 1 ล้านโดสนั้นหมดอายุแล้ว นายหมูแผ่นจึงขอเปลี่ยน แต่นายเอเดนไม่ยอมเปลี่ยนให้โดยโต้แย้งว่าตนในฐานะผู้ขายไม่จำต้องรับผิดในกรณีที่ว่านี้ ข้อเท็จจริงปรากฏอีกว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงเจตนาไว้ว่าจะให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญาฉบับนี้ ให้ท่านวินิจฉัยพร้อมทั้งยกหลักกฎหมายประกอบด้วยว่า หากศาลไทยรับข้อพิพาทที่ว่านี้ไว้พิจารณา ศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่านี้ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของสัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณาเป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ ก็นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้นมาใช้บังคับ

กรณีตามอุทาหรณ์ ศาลไทยควรจะนำกฎหมายของประเทศใดขึ้นปรับแก่ข้อพิพาทที่ว่า นายเอเดน (ผู้ขาย) จะต้องรับผิดชอบในความชำรุดบกพร่องของทรัพย์สิน (วัคซีนโควิดจำนวน 1 ล้านโดส) ที่ซื้อขายกันหรือไม่เพียงใดอันเป็นปัญหาในเรื่องผลของสัญญานั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่สัญญาไม่ได้แสดงไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับแก่ผลของสัญญา จึงเป็นกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ว่าคู่สัญญาจะให้ใช้กฎหมายใดบังคับแก่ข้อพิพาทนี้ เมื่อคู่สัญญาคือนายหมูแผ่นและนายเอเดนมีสัญชาติเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับจึงได้แก่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติร่วมกันของคู่สัญญา ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ศาลไทยจึงควรนำกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าว

สรุป ศาลไทยควรนำกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมาปรับใช้แก่ข้อพิพาทดังกล่าว

ข้อ 3. หมาย (Notice) เป็นเครื่องมือช่วยในการดำเนินงานขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ที่สำคัญ โดยหมายของ INTERPOL นั้น แบ่งออกเป็นหลายสี แต่ละสีมีความหมายที่แตกต่างกัน จงอธิบายความหมายแต่ละสี และหาก INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้นหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1923 เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือทุกองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจในการป้องกันหรือว่าปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส

INTERPOL มีอำนาจในการออกหมายรูปพรรณ (Notice) ไปยังประเทศสมาชิกเพื่อให้ทราบและรายงานถึงความเคลื่อนไหว โดยหมายแบ่งเป็นสีต่าง ๆ จำนวน 7 สี ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

  1. หมายสีแดง (Red Notice = Wanted Person) หมายถึง บุคคลที่ต้องการตัว เป็นหมายให้จับบุคคลใดมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

  2. หมายสีเหลือง (Yellow Notice = Missing Person) หมายถึง บุคคลที่สูญหายไป

  3. หมายสีน้ำเงิน (Blue Notice = Additional Information) หมายถึง การขอข้อมูลเพิ่มเติมของบุคคล เพื่อทราบร่องรอยและพฤติการณ์

  4. หมายสีเขียว (Green Notice = Warnings and Intelligence) หมายถึง หมายแจ้งเตือนบุคคลที่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ

  5. หมายสีส้ม (Orange Notice = Imminent Threat) หมายถึง หมายแจ้งภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อให้สอดส่องและป้องกัน

  6. หมายสีม่วง (Purple Notice = Modus Operandi) หมายถึง การขอทราบร่องรอยของการกระทำความผิด รูปแบบเฉพาะของฆาตกร หรือรูปคดี

  7. หมายสีดำ (Black Notice = Unidentified Bodies) หมายถึง หมายแจ้งรูปพรรณบุคคลที่ถึงแก่ความตาย

ถ้าหาก INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกของ INTERPOL โดยประเทศไทยจะต้องทำการจับนายขจรมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

ข้อ 4. จงอธิบายข้อยกเว้นการปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนว่ามีกี่กรณี และแต่ละกรณีมีสาระสำคัญอย่างไรมาโดยครบถ้วน

ธงคำตอบ

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อรัฐหนึ่งร้องขอแล้ว รัฐที่รับคำขอก็ควรจะส่งตัวให้ตามคำขอ แต่อย่างไรก็ดีมีข้อยกเว้นอยู่ 3 กรณีที่รัฐที่รับคำขออาจปฏิเสธไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ได้แก่

1. ลักษณะของความผิด กล่าวคือ หากเป็นความผิดในลักษณะต่อไปนี้ รัฐนั้นก็สามารถยกเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ เช่น เป็นความผิดทางการเมือง ความผิดต่อกฎหมายพิเศษ ความผิดต่อกฎหมายการพิมพ์ ความผิดต่อศาสนา เพราะความผิดเหล่านี้มิได้ก่อให้เกิดภยันตรายต่อชีวิต ร่างกาย อันจะถือเป็นภัยร้ายแรงต่อมวลมนุษยชาติแต่อย่างใด และยังมีหลักสากลกำหนดไว้อีกว่า หากเป็นความผิดเหล่านี้ ห้ามส่งผู้ร้ายข้ามแดน

2. สัญชาติของผู้กระทำผิด โดยใช้หลักที่ว่าคนสัญชาติของรัฐใด ก็ควรใช้กฎหมายของรัฐนั้นลงโทษ ถ้ามีการส่งตัวไปให้รัฐอื่นลงโทษ ก็เท่ากับว่าเป็นการยอมลดหรือสละอำนาจอธิปไตยของรัฐผู้รับคำขอ

3. ฐานะพิเศษบางประการของผู้กระทำผิด มีอยู่ 4 ประการ

  1. บุคคลที่ถูกสั่งให้ปล่อยตัวแล้ว กล่าวคือ ถ้าบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวนั้นถูกศาลใดศาลหนึ่งพิจารณาในความผิดที่ขอให้ส่งตัวมาแล้ว และศาลได้พิพากษายกฟ้องปล่อยตัวไปแล้ว หรือศาลได้พิพากษาลงโทษและผู้นั้นได้รับโทษแล้ว รัฐผู้รับคำขอย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการส่งตัวได้

  2. มีโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว ถ้าความผิดที่ขอให้ส่งตัวนั้น เป็นความผิดที่มีโทษหนักคือโทษประหารชีวิตสถานเดียว รัฐที่รับคำขอชอบที่จะปฏิเสธการส่งตัวนั้นได้ เพราะถือหลักมนุษยธรรมว่ารัฐไม่ควรยอมเป็นเครื่องมือช่วยรัฐอื่นโดยส่งคนที่เข้ามาอยู่ในรัฐตนไปให้รัฐอื่นประหารชีวิตเสีย

  3. ความผิดที่ขัดกับหลักศีลธรรมของรัฐที่รับคำขออย่างร้ายแรง เช่น การค้าทาส รัฐที่รับคำขอย่อมปฏิเสธที่จะส่งตัวทาสไปให้รัฐที่ส่งคำขอได้

  4. บุคคลในคณะทูต ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้ให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต ในการที่จะไม่ถูกฟ้องคดีอาญาในประเทศที่ไปประจำอยู่

Advertisement