การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4106 (LAW 4006) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลฯ

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. ในปี พ.ศ. 2530 นางขวัญใจสัญชาติไทยได้เดินทางท่องเที่ยวไปกับเรือสำราญ Star Cruise ซึ่งจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่ท้องแก่ใกล้คลอด เรือลอยลำอยู่ในเขตทะเลหลวง (High Sea)ซึ่งเป็นน่านน้ำสากล นางขวัญใจคลอด ด.ญ.ขวัญตา บุตรสาว โดยไม่ปรากฏบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่นนี้ จงอธิบายตามหลักกฎหมายสัญชาติ

(ก) ในขณะเกิด ด.ญ.ขวัญตา ได้สัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร และหาก ด.ญ.ขวัญตา มีชีวิตอยู่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ด.ญ.ขวัญตา จะยังคงมีสัญชาติไทยหรือไม่ อย่างไร

(ข) ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปว่าในขณะที่คลอด ด.ญ.ขวัญตา มีนายแฟรงก์ สัญชาติอิตาลีเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่นนี้คำตอบข้อ (ก) จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(2) ผู้เกิดนอกราชอาณาจักรไทย โดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วย

กฎหมาย หรือบิดาไม่มีสัญชาติ”

พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

มาตรา 10 “บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม

โดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย”

วินิจฉัย

ตามอุทาหรณ์ ในปี พ.ศ. 2530 นางขวัญใจสัญชาติไทยได้เดินทางท่องเที่ยวไปกับเรือสำราญ Star

Cruise ซึ่งจดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่ท้องแก่ใกล้คลอด และในขณะที่เรือลอยลำอยู่ในเขตทะเลหลวง

ซึ่งเป็นเขตนำ้น้ำสากล นางขวัญใจคลอด ด.ญ. ขวัญตา บุตรสาวนั้น ถือว่า ด.ญ. ขวัญตา เป็นผู้ที่เกิดนอก ราชอาณาจักรไทย และ ด.ญ. ขวัญตา จะได้สัญชาติไทยหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้

(ก) ในขณะที่ ด.ญ. ขวัญตาเกิดนั้น ด.ญ. ขวัญตา มีมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏ

บิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ด.ญ. ขวัญตา ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักสืบสายโลหิตจาก

มารดา ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2)

และเมื่อ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับ ด.ญ. ขวัญตา ก็จะ

ได้สัญชาติไทยตามหลักสืบสายโลหิตตามมาตรา 7 (1) เพราะเป็นผู้ที่เกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะ

เกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย

(ข) ถ้าข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปว่าในขณะที่ ด.ญ.ขวัญตาเกิดนั้น ด.ญ.ขวัญตา มีนายแฟรงก์

สัญชาติอิตาลี เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนี้ คำตอบข้อ (ก) จะเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ด.ญ. ขวัญตา ย่อมไม่ได้สัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (2) เพราะแม้ ด.ญ. ขวัญตา จะเกิดจาก

มารดาผู้มีสัญชาติไทย แต่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมายและมีสัญชาติ

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ประกาศใช้บังคับ ย่อม

ทำให้ ด.ญ. ขวัญตา ได้รับสัญชาติไทยตามมาตรา 7 (1) เนื่องจาก ด.ญ. ขวัญตาเกิดโดยมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย

ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 10 ซึ่งได้บัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 7 (1)

แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่

พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย

สรุป (ก) ในขณะเกิด ด.ญ. ขวัญตาได้รับสัญชาติไทย

และปัจจุบัน ด.ญ. ขวัญตายังคงมีสัญชาติไทย

(ข) ในขณะเกิด ด.ญ. ขวัญตาไม่ได้รับสัญชาติไทย

แต่ปัจจุบัน ด.ญ. ขวัญตามีสัญชาติไทย

ข้อ 2. ท้าวคำปันชาวลาวเป็นลูกจ้างของท้าวคำม่วนชาวลาวเช่นกัน ท้าวคำปันทำการลักทรัพย์นายจ้าง

และถูกจับได้ ซึ่งกฎหมายของประเทศลาวกำหนดให้ความผิดฐานลักทรัพย์ยอมความกันได้ ท้าว

คำปันกับท้าวคำม่วนจึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันที่ประเทศลาว โดยตกลงกันว่าท้าว

คำปันจะชดใช้เงินให้ท้าวคำม่วน 1 ล้าน และท้าวคำม่วนจะไม่ดำเนินคดีอาญากับท้าวคำปัน

ต่อมาท้าวคำปันเดินทางมาเปิดร้านอาหารกับนางแดงแฟนสาวชาวไทย และย้ายมาอาศัยถาวรที่

ประเทศไทยกับนางแดงที่จังหวัดชลบุรี เมื่อท้าวคำม่วนทราบว่าท้าวคำปันอยู่ในประเทศไทย จึง

ตามมายื่นฟ้องท้าวคำปันต่อศาลไทยตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว

เช่นนี้สัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวมีผลอย่างไร และศาลไทยจะวินิจฉัยอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 5 “ถ้าจะใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับให้ใช้กฎหมายนั้นเพียงที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแห่งประเทศสยาม”

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือ

ผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้

ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญา

ไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว การจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สาระสำคัญหรือผลของ

สัญญานั้น กรณีเป็นไปตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง ซึ่งอาจแยกพิจารณา

เป็นกรณีตามลำดับได้ดังนี้

  1. กรณีที่คู่สัญญาแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายให้นำกฎหมายของประเทศใด

    มาใช้บังคับ ก็ให้นำกฎหมายของประเทศนั้นมาใช้บังคับ

  2. กรณีที่ไม่อาจทราบเจตนาโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายของคู่สัญญาเกี่ยวกับกฎหมายที่จะใช้

    บังคับแก่สัญญา

    (ก) ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติเดียวกัน ให้ใช้กฎหมายสัญชาติของคู่สัญญามาใช้บังคับ

    (ข) ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติเดียวกัน กรณีเช่นนี้ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น

    มาใช้บังคับ

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ท้าวคำม่วนยื่นฟ้องท้าวคำปันต่อศาลไทยเพื่อบังคับให้ท้าวคำปันชดใช้เงิน

จำนวน 1 ล้านบาท ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ท้าวคำปันได้ทำไว้กับท้าวคำม่วนนั้น เมื่อข้อเท็จจริง

ปรากฏว่าคู่กรณีมีสัญชาติเดียวกัน คือมีสัญชาติของประเทศลาว และคู่กรณีมิได้ตกลงกันว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้น

จะให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับแก่สัญญา อีกทั้งสัญญาดังกล่าวก็ทำขึ้นในประเทศลาว และตามกฎหมาย

ของประเทศลาวสัญญาดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ ดังนั้น ศาลไทยจึงต้องใช้กฎหมายของประเทศลาวขึ้นปรับแก่คดี

ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันฯ นั้น ได้กำหนดไว้ว่า การที่ศาลไทย

จะใช้กฎหมายต่างประเทศบังคับนั้น กฎหมายดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี

ของประชาชนแห่งประเทศไทยด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้อตกลงในสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างท้าวคำปันกับ

ท้าวคำม่วนที่ว่า ท้าวคำปันจะชดใช้เงินให้ท้าวคำม่วน 1 ล้าน และท้าวคำม่วนจะไม่ดำเนินคดีอาญากับท้าวคำปันนั้น

เป็นการทำสัญญาที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนคนไทย ดังนั้น

ศาลไทยจึงไม่อาจบังคับให้ตามฟ้องได้ ศาลไทยจึงต้องวินิจฉัยยกฟ้อง

สรุป ศาลไทยต้องวินิจฉัยยกฟ้อง

ข้อ 3. จงอธิบายความแตกต่างของการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อการเดินอากาศที่ปรากฏในอนุสัญญา

กรุงโตเกียว ค.ศ. 1963 อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1970 และอนุสัญญามอนทรีออล ค.ศ. 1971

ธงคำตอบ

ความแตกต่างของการกระทำที่ผิดกฎหมายต่อการเดินอากาศที่ปรากฏอยู่ในอนุสัญญาทั้ง 3 ฉบับ คือ

อนุสัญญากรุงโตเกียว ค.ศ.1963 (อนุสัญญาว่าด้วยความผิดและการกระทำอื่น ๆ บางประการ

ที่กระทำบนอากาศยาน ค.ศ.1963) ได้กำหนดให้ผู้ควบคุมอากาศยานเป็นบุคคลผู้มีอำนาจในการคุ้มครอง

ความปลอดภัยของอากาศยาน หรือของบุคคล หรือทรัพย์สินบนอากาศยาน รวมถึงการรักษาระเบียบและวินัย

อันดีบนอากาศยาน เนื่องจากในขณะที่อากาศยานกำลังบินอยู่นั้น รัฐมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจรัฐเพื่อคุ้มครอง

และป้องกันการกระทำความผิดที่อาจเกิดขึ้นบนอากาศยาน ประกอบกับทำให้เกิดความยากลำบากแก่เจ้าหน้าที่

ของรัฐในการที่จะเข้าไปดำเนินการกับผู้กระทำความผิดได้อย่างทันท่วงที อนุสัญญากรุงโตเกียว ค.ศ.1963 จึงได้

กำหนดให้อำนาจแก่ผู้ควบคุมอากาศยานในการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดและผู้ที่ประพฤติตนไม่เหมาะสม

บนอากาศยาน

แต่บทบัญญัติของอนุสัญญากรุงโตเกียว ค.ศ.1963 นั้นขาดความชัดเจน ทำให้ผู้ควบคุมอากาศยาน

นำบทบัญญัติดังกล่าวไปปรับใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างยากลำบาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการขาดคำนิยามของ

ลักษณะการกระทำความผิดและการฝ่าฝืนระเบียบวินัยอันดีบนอากาศยาน หรือที่เรียกว่าการประพฤติตน

ไม่เหมาะสมบนอากาศยาน ซึ่งนำไปสู่ความลังเลใจในการใช้อำนาจของผู้ควบคุมอากาศยาน

ดังนั้นต่อมา อนุสัญญาอีก 2 ฉบับ คือ อนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1970 และอนุสัญญามอนทรีออล

ค.ศ. 1971 จึงได้มีการบัญญัติคำนิยามของลักษณะการกระทำความผิดดังกล่าวเพิ่มเติม ดังนี้

อนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการขจัดการยึดอากาศยานโดยมิชอบ ค.ศ. 1970 มาตรา 1 บัญญัติว่า

ความผิดฐานสลัดอากาศ หมายถึงบุคคลที่อยู่ในเครื่องบินลำนั้นกระทำการอันเป็นปรปักษ์ต่อความปลอดภัย

ของอากาศยาน โดยใช้กำลังมิชอบด้วยกฎหมายเพื่อจะยึดอากาศยาน หรือขัดขวางการควบคุมบังคับบัญชา

ของอากาศยานให้เปลี่ยนเส้นทางการบินตามปกติไปสู่เส้นทางการบินตามความต้องการของตน ทั้งนี้รวมถึง

การพยายามกระทำความผิด

ความผิดตามอนุสัญญากรุงเฮกฯ เป็นการกระทำในขณะเครื่องบินกำลังบินหรืออยู่ระหว่างบิน

หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่เมื่อประตูเครื่องถูกปิดหลังจากได้มีการขึ้นเครื่องเรียบร้อย จนกระทั่งประตูถูกเปิด

เพื่อให้ลงจากเครื่องนั้นอีกครั้ง

อนุสัญญามอนทรีออล เพื่อการปราบปรามการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมายต่อความปลอดภัย ของการบินพลเรือน ค.ศ.1971 ข้อ 1. ได้กำหนดลักษณะการกระทำความผิดตามอนุสัญญาประการหนึ่ง คือ

การทำลายอากาศยานในขณะให้บริการ หรือกระทำแก่อากาศยานในระหว่างบริการ โดยวิธีใด ๆ ซึ่งกลอุปกรณ์

หรือวัตถุซึ่งอาจทำลายอากาศยานนั้น ดังนั้น การกระทำความผิดอาญาแม้จะเป็นการกระทำภายนอกเครื่องบิน

ก็ถือว่าเป็นความผิดตามอนุสัญญามอนทรีออลฯ

ข้อ 4. การส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition) ของรัฐ ให้พิจารณาจากหลักการใดตามลำดับ และฐานะของ

บุคคลประเภทใดบ้างที่รัฐผู้รับคำร้องขออาจปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือ การที่รัฐซึ่งบุคคลนั้นไปปรากฏตัวอยู่ส่งมอบตัวผู้ต้องหาหรือผู้ซึ่งต้อง

คำพิพากษาให้ลงโทษแล้วไปยังรัฐซึ่งผู้นั้นต้องหาว่าได้กระทำความผิดอาญา หรือถูกพิพากษาให้ลงโทษทางอาญา

แล้วในดินแดนของรัฐที่ขอให้ส่งตัว

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณา

เป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกัน

หรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่อง

ดังกล่าวไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหาก

ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ

หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอ

จะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีสนธิสัญญาเพื่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศกับประเทศต่าง ๆ

รวมทั้งสิ้น 14 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เบลเยียม ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

ลาว กัมพูชา มาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ บังกลาเทศ และฟิจิ

สำหรับฐานะของบุคคลผู้กระทำความผิดที่รัฐผู้รับคำขอสามารถยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธไม่ส่งคน

สัญชาติของตนให้ตามคำร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น มี 4 ประการ ได้แก่

  1. บุคคลที่ถูกสั่งให้ปล่อยตัวแล้ว กล่าวคือ ถ้าบุคคลผู้ถูกขอให้ส่งตัวนั้นถูกศาลใดศาลหนึ่ง

    พิจารณาในความผิดที่ขอให้ส่งตัวมาแล้ว และศาลได้พิพากษายกฟ้องปล่อยตัวไปแล้ว หรือศาลได้พิพากษา

    ลงโทษและผู้นั้นได้รับโทษแล้ว รัฐผู้รับคำขอย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธการส่งตัวได้

  2. มีโทษประหารชีวิตเพียงสถานเดียว ถ้าความผิดที่ขอให้ส่งตัวนั้น เป็นความผิดที่มีโทษหนัก

    คือ โทษประหารชีวิตสถานเดียว รัฐที่รับคำขอชอบที่จะปฏิเสธการส่งตัวนั้นได้ เพราะถือหลักมนุษยธรรมที่ว่า

    รัฐไม่ควรยอมเป็นเครื่องมือช่วยรัฐอื่นโดยส่งคนที่เข้ามาอยู่ในรัฐตนไปให้รัฐอื่นประหารชีวิตเสีย

  3. ความผิดที่ขัดกับหลักศีลธรรมของรัฐที่รับคำขออย่างร้ายแรง เช่น การค้าทาส รัฐที่รับคำขอ

    ย่อมปฏิเสธที่จะส่งตัวทาสไปให้รัฐที่มีคำขอได้

  4. บุคคลในคณะทูต ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้ให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน

    ทางการทูต ในการที่จะไม่ถูกฟ้องคดีอาญาในประเทศที่ไปประจำอยู่

Advertisement