การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4006 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลและคดีอาญา

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. นางฟ้าใส สาวชาวไทย ได้จดทะเบียนสมรสกับนายปีเตอร์ ชาวสวีเดน ซึ่งเข้ามาทำงานเป็นวิศวกรน้ำมันให้กับโรงกลั่นน้ำมันในจังหวัดภูเก็ตประเทศไทยโดยได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ต่อมาปี พ.ศ. 2510 นางฟ้าใสได้ให้กำเนิด ด.ญ.ต้องรัก ซึ่งได้อยู่อาศัยในประเทศไทยตลอดมา จน น.ส.ต้องรักอายุ 30 ปี นายปีเตอร์กับนางฟ้าใสได้หย่าขาดจากกันและนายปีเตอร์เดินทางกลับไปสวีเดน

เช่นนี้หาก น.ส.ต้องรัก ประสงค์จะอยู่อาศัยในประเทศไทยต่อไป น.ส.ต้องรัก เป็นผู้มีสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติหรือไม่ จงวินิจฉัย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย

พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(3) ผู้เกิดในราชอาณาจักรไทย”

พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 “บุคคลดังต่อไปนี้ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด

(1) ผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรไทย”

มาตรา 10 “บทบัญญัติมาตรา 7 (1) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้มีผลใช้บังคับกับผู้เกิดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับด้วย”

ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337

ข้อ 1. ให้ถอนสัญชาติไทยของบรรดาบุคคลที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือมารดาเป็นคนต่างด้าว แต่ไม่ปรากฏบิดาที่ชอบด้วยกฎหมาย และในขณะที่เกิดบิดาหรือมารดานั้นเป็น

(2) ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเพียงชั่วคราว

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ น.ส.ต้องรักเกิดปี พ.ศ. 2510 โดยมีบิดาชอบด้วยกฎหมายเป็นคนต่างด้าวชาวสวีเดน และมีนางฟ้าใสมารดาเป็นชาวไทย เมื่อ น.ส.ต้องรักเกิดในประเทศไทย ดังนั้น น.ส.ต้องรักย่อมได้สัญชาติไทยตามหลักดินแดนตาม พ.ร.บ. สัญชาติ พ.ศ. 2508 มาตรา 7 (3)

ต่อมาเมื่อมีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 พ.ศ. 2515 ออกใช้บังคับ (มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2515) น.ส.ต้องรักจะถูกถอนสัญชาติไทยตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 ข้อ 1. (2) เพราะ น.ส.ต้องรักเป็นผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทย โดยบิดาเป็นคนต่างด้าว และในขณะที่เกิดบิดาเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยเพียงชั่วคราว

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อ น.ส.ต้องรักอยู่ในประเทศไทยจนถึง พ.ศ. 2535 และมี พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ออกใช้บังคับ (มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535) ซึ่งตาม พ.ร.บ. สัญชาติฯ ฉบับนี้ ได้บัญญัติให้มีการยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 337 และ พ.ร.บ. สัญชาติ มาตรา 7 (เดิม) ย่อมมีผลทำให้ น.ส.ต้องรักกลับมาได้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ที่กำหนดให้บุคคลที่เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักรย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิด และตามมาตรา 10 ของ พ.ร.บ. สัญชาติฯ ฉบับนี้ ยังได้บัญญัติให้นำบทบัญญัติมาตรา 7 (1) มาใช้บังคับกับผู้ที่เกิดก่อนวันที่ พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ใช้บังคับด้วย ดังนั้น น.ส.ต้องรักจึงได้รับสัญชาติไทย เพราะเกิดจากมารดาซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย โดยถือว่า น.ส.ต้องรักได้รับสัญชาติไทยย้อนหลังไปตั้งแต่ น.ส.ต้องรักเกิด

สรุป น.ส.ต้องรักได้สัญชาติไทยตาม พ.ร.บ. สัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 มาตรา 7 (1) ประกอบมาตรา 10

ข้อ 2. หมาย (Notice) เป็นเครื่องมือช่วยในการดำเนินงานขององค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ที่สำคัญ โดยหมายของ INTERPOL นั้น แบ่งออกเป็นหลายสี แต่ละสีมีความหมายที่แตกต่างกัน จงอธิบายความหมายของแต่ละสี และหาก INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยจะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้นหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ INTERPOL ก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1923 เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือทุกองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจในการป้องกันหรือว่าปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส

INTERPOL มีอำนาจในการออกหมายรูปพรรณ (Notice) ไปยังประเทศสมาชิกเพื่อให้ทราบและรายงานถึงความเคลื่อนไหว โดยหมายแบ่งเป็นสีต่าง ๆ จำนวน 7 สี ซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนี้

  1. หมายสีแดง (Red Notice = Wanted Person) หมายถึง บุคคลที่ต้องการตัว เป็นหมายให้จับบุคคลใดมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

  2. หมายสีเหลือง (Yellow Notice = Missing Person) หมายถึง บุคคลที่สูญหายไป

  3. หมายสีน้ำเงิน (Blue Notice = Additional Information) หมายถึง การขอข้อมูลเพิ่มเติมของบุคคล เพื่อทราบร่องรอยและพฤติการณ์

  4. หมายสีเขียว (Green Notice = Warnings and Intelligence) หมายถึง หมายแจ้งเตือนบุคคลที่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ

  5. หมายสีส้ม (Orange Notice = Imminent Threat) หมายถึง หมายแจ้งภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อให้สอดส่องและป้องกัน

  6. หมายสีม่วง (Purple Notice = Modus Operandi) หมายถึง การขอทราบร่องรอยของการกระทำความผิด รูปแบบเฉพาะของฆาตกร หรือรูปคดี

  7. หมายสีดำ (Black Notice = Unidentified Bodies) หมายถึง หมายแจ้งรูปพรรณบุคคลที่ถึงแก่ความตาย

ถ้าหาก INTERPOL ออกหมายสีแดง (Red Notice) ให้แก่นายขจรที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามหมายสีแดงนั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศสมาชิกของ INTERPOL โดยประเทศไทยจะต้องทำการจับนายขจรมาเพื่อดำเนินคดีตามวิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป

ข้อ 3. การส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition) ของรัฐ ให้พิจารณาจากหลักการใดตามลำดับ และความผิดประเภทใดบ้างที่รัฐผู้รับคำร้องขออาจปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

การส่งผู้ร้ายข้ามแดน คือ การที่รัฐซึ่งบุคคลนั้นไปปรากฏตัวอยู่ส่งมอบตัวผู้ต้องหาหรือผู้ซึ่งต้องคำพิพากษาให้ลงโทษแล้วไปยังรัฐซึ่งผู้นั้นต้องหาว่าได้กระทำความผิดอาญา หรือถูกพิพากษาให้ลงโทษทางอาญาแล้วในดินแดนของรัฐที่ขอให้ส่งตัว

โดยหลักแล้ว เมื่อมีการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเกิดขึ้น ในเบื้องต้นนั้นจะต้องมีการพิจารณาเป็นลำดับแรกเสียก่อนว่ารัฐผู้ร้องขอ และรัฐผู้รับคำร้องขอมีการทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนไว้ระหว่างกันหรือไม่ และกฎหมายภายในของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้นได้มีบทบัญญัติกำหนดในเรื่องดังกล่าวนี้ไว้อย่างไรบ้าง หากมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันก็ให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้น แต่ถ้าหากไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกันแล้วก็ต้องถือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกัน (Reciprocity) กล่าวคือ หากรัฐผู้ร้องขอเคยมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้กับรัฐผู้รับคำร้องขอแล้ว ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่รัฐผู้รับคำร้องขอจะต้องส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่รัฐผู้ร้องขอด้วย

ปัจจุบันประเทศไทยได้มีสนธิสัญญาเพื่อการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศกับประเทศต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 14 ประเทศ ได้แก่ ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เบลเยียม ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา มาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ บังกลาเทศ และฟิจิ

ลักษณะของความผิดที่รัฐผู้ร้องขอจะขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ตามหลักทั่วไป มีดังต่อไปนี้

  1. ต้องเป็นความผิดอาญา ไม่ใช่ความผิดในทางแพ่ง

  2. ต้องเป็นความผิดซึ่งกฎหมายของประเทศผู้ร้องขอและกฎหมายของประเทศผู้รับคำร้องขอกำหนดให้เป็นความผิดอาญาทั้งสองประเทศ (Double Criminality) ซึ่งมีโทษจำคุก หรือโทษจำกัดเสรีภาพในรูปแบบอื่นตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

  3. ต้องมิใช่ความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง หรือเป็นความผิดทางทหาร

  4. ต้องไม่ใช่กรณีที่บุคคลซึ่งถูกร้องขอให้ส่งข้ามแดนนั้นได้รับการพิจารณาคดีจากศาลของประเทศผู้รับคำร้องขอ หรือศาลของประเทศผู้ร้องขอในการกระทำอย่างเดียวกันกับที่มีการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน และศาลไทยหรือศาลของประเทศผู้ร้องขอได้มีการพิพากษาถึงที่สุดให้ปล่อยตัวหรือพิพากษาให้ลงโทษและผู้นั้นได้พ้นโทษแล้วหรือได้รับการอภัยโทษหรือนิรโทษกรรมหรือคดีขาดอายุความ

ดังนั้นหากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น รัฐผู้รับคำร้องขออาจปฏิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้

ข้อ 4. นายสุชาติคนจังหวัดสุโขทัย และนายสมัยคนจังหวัดแพร่เป็นเพื่อนรักกัน ทั้งสองร่วมหุ้นกันเปิดร้านอาหารไทยในประเทศเยอรมัน และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศเยอรมัน นายสุชาติได้รู้จักกับ น.ส.โรซี่ คนฝรั่งเศส น.ส.โรซี่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากนายสุชาติจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อมาลงทุนเปิดร้านขายเบเกอรี่ ต่อมา น.ส.โรซี่สมรสกับนายสมัยโดยจดทะเบียนสมรสที่สถานกงสุลไทยในประเทศเยอรมัน และขอสัญชาติไทยตามสามีโดยไม่ได้สละสัญชาติฝรั่งเศส หลังจากนั้นนายสมัยและ น.ส.โรซี่เดินทางกลับมาเปิดร้านเบเกอรี่และอาศัยอยู่ที่จังหวัดแพร่

จงวินิจฉัยว่า นายสุชาติจะฟ้อง น.ส.โรซี่ เพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ต่อศาลไทยได้หรือไม่ และศาลไทยจะต้องใช้กฎหมายของประเทศใดในการบังคับตามสัญญาดังกล่าว

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481

มาตรา 6 วรรคหนึ่ง “ถ้าจะต้องใช้กฎหมายสัญชาติบังคับ และบุคคลมีสัญชาติตั้งแต่สองสัญชาติขึ้นไปอันได้รับมาเป็นลำดับ ให้ใช้กฎหมายสัญชาติที่บุคคลนั้นได้รับครั้งสุดท้ายบังคับ”

มาตรา 13 วรรคหนึ่ง “ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำหรับสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญหรือผลแห่งสัญญานั้น ให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจหยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้นได้ทำขึ้น”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายสุชาติซึ่งเป็นคนไทยมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศเยอรมันได้ทำสัญญาให้ น.ส.โรซี่ ชาวฝรั่งเศสซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยกู้ยืมเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อมาลงทุนเปิดร้านขายเบเกอรี่โดยทำสัญญาที่ประเทศเยอรมัน แต่เมื่อครบกำหนดตามสัญญา น.ส.โรซี่ก็มิได้ชำระเงินคืน และนายสุชาติได้ฟ้อง น.ส.โรซี่เพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ต่อศาลไทยนั้น เมื่อคดีนี้จำเลยคือ น.ส.โรซี่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ศาลไทยจึงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีได้

ส่วนกรณีที่ศาลไทยจะพึงใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับในเรื่องผลของสัญญา เนื่องจากมีความแตกต่างกันระหว่างสัญชาติของคู่สัญญาและสถานที่ทำสัญญานั้น เมื่อพิจารณาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่งแล้ว จะเห็นได้ว่า เมื่อในสัญญากู้มิได้มีการแสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าจะให้นำกฎหมายของประเทศใดมาใช้บังคับ จึงต้องพิจารณาจากสัญชาติของคู่สัญญาเป็นหลัก และเมื่อปรากฏว่านายสุชาติมีสัญชาติไทย ส่วน น.ส.โรซี่นั้นเดิมมีสัญชาติฝรั่งเศสแต่ต่อมาได้สมรสกับนายสมัยโดยจดทะเบียนสมรสที่สถานกงสุลไทยในประเทศเยอรมัน และได้ขอสัญชาติไทยตามสามีโดยไม่ได้สละสัญชาติฝรั่งเศส ทำให้ น.ส.โรซี่มี 2 สัญชาติโดยได้มาโดยลำดับกัน ซึ่งตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดให้ใช้กฎหมายสัญชาติที่ น.ส.โรซี่ได้รับครั้งสุดท้ายคือสัญชาติไทยบังคับ ดังนั้นศาลไทยจึงต้องใช้กฎหมายไทยบังคับตามสัญญากู้ยืมเงินที่พิพาทดังกล่าว

สรุป นายสุชาติสามารถฟ้อง น.ส.โรซี่เพื่อเรียกเงินตามสัญญากู้ต่อศาลไทยได้ตามหลักภูมิลำเนาของจำเลย และศาลไทยจะต้องนำกฎหมายของประเทศไทยมาบังคับในการพิจารณาพิพากษาคดีตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง

Advertisement