การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2567
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4104 (LAW 4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม
คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. นายสมศักดิ์ลูกจ้างบริษัท สยามไทย จำกัด ต้องการหยุดงานเพิ่มอีก 1 วัน จึงทำการแก้ไขใบรับรองแพทย์ ซึ่งยื่นต่อนายจ้างตามระเบียบเพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาอนุญาตให้นายสมศักดิ์ลูกจ้างลาป่วยเพิ่มอีก 1 วัน นายสมศักดิ์ได้ยื่นใบรับรองแพทย์ที่ได้แก้ไขแล้วนั้นต่อบริษัทฯ ต่อมาเมื่อบริษัท สยามไทย จำกัด นายจ้างตรวจพบจึงไล่นายสมศักดิ์ออกจากงาน และไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้นายสมศักดิ์ ดังนี้ บริษัท สยามไทย จำกัด กระทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้”
มาตรา 119 วรรคหนึ่ง “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง”
วินิจฉัย
ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 ได้กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างด้วยเมื่อนายจ้างได้เลิกจ้างลูกจ้าง เว้นแต่ถ้าเข้าข้อยกเว้นกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 วรรคหนึ่ง นายจ้างย่อมมีสิทธิที่จะไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างได้
กรณีตามปัญหา การที่นายสมศักดิ์ลูกจ้างบริษัท สยามไทย จำกัด ต้องการหยุดงานเพิ่มอีก 1 วัน จึงทำการแก้ไขใบรับรองแพทย์ ซึ่งยื่นต่อนายจ้างตามระเบียบเพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาอนุญาตให้นายสมศักดิ์ลูกจ้างลาป่วยเพิ่มอีก 1 วัน และได้ยื่นใบรับรองแพทย์ที่ได้แก้ไขแล้วนั้นต่อบริษัทฯ นั้น การกระทำของนายสมศักดิ์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ทำให้บริษัทฯ ซึ่งเป็นนายจ้างได้รับความเสียหาย และถือเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง ดังนั้น เมื่อบริษัทฯ ได้ตรวจพบและไล่นายสมศักดิ์ออกจากงาน และไม่ได้จ่ายค่าชดเชยให้นายสมศักดิ์ ย่อมถือว่าบริษัท สยามไทย จำกัด ได้กระทำถูกต้องตามกฎหมายแล้วตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 118 ประกอบมาตรา 119 (1)
สรุป บริษัท สยามไทย จำกัด ได้กระทำถูกต้องตามกฎหมาย
ข้อ 2. นายเอกจ้างนายโทเข้ามาทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย ในสัญญาตกลงกันให้นายโททำงานได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ๆ ละ 25,000 บาท ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น. นายเอกแจ้งให้นายโททราบข้อตกลงตามสัญญาจ้างฯ คือ ช่วงเริ่มต้นในการทำงานนายโทไม่ต้องทดลองงาน แต่ในช่วง 3 เดือนแรก นายโทต้องทำงานวันละ 9 ชั่วโมง วันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุด
ประจำสัปดาห์ต้องมาทำงานวันละ 4 ชั่วโมง หลังจากทำงานครบ 3 เดือนแล้ว นายโทจะได้ทำงานในเวลาทำงานปกติและได้หยุดในวันอาทิตย์เต็มวัน ดังนี้ ให้อธิบายว่าข้อตกลงตามสัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายเอกและนายโทมีผลเป็นอย่างไร ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดสิทธิของลูกจ้างในการทำงานเกินชั่วโมงทำงานปกติและทำงานในวันหยุดอย่างไร โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับเงินในการทำเกินชั่วโมงทำงานปกติ และทำงานในวันหยุดเป็นอย่างไร ให้อธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 23 วรรคหนึ่ง “ให้นายจ้างประกาศเวลาทำงานปกติให้ลูกจ้างทราบ โดยกำหนดเวลาเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุดของการทำงานแต่ละวันของลูกจ้างได้ไม่เกินเวลาทำงานของแต่ละประเภทงานตามที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่วันหนึ่งต้องไม่เกินแปดชั่วโมง……”
มาตรา 24 วรรคหนึ่ง “ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไป”
มาตรา 25 “ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด เว้นแต่ในกรณีที่ลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉิน นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้เท่าที่จำเป็น
นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดได้สำหรับกิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล หรือกิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
เพื่อประโยชน์แก่การผลิต การจำหน่าย และการบริการ นายจ้างอาจให้ลูกจ้างทำงานนอกจากที่กำหนดตามวรรคหนึ่งและวรรคสองในวันหยุดเท่าที่จำเป็น โดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราวๆ ไป”
มาตรา 56 “ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุด ดังต่อไปนี้
(1) วันหยุดประจำสัปดาห์ เว้นแต่ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้าง รายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”
มาตรา 61 “ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน โดยคำนวณเป็นหน่วย”
มาตรา 62 “ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดตามมาตรา 28 มาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราดังต่อไปนี้
(1) สำหรับลูกจ้างซึ่งมีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำหรือไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย เป็นการพ้นวิสัย หรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
อธิบาย
กรณีตามปัญหา แยกอธิบายได้ดังนี้
-
การที่เอกจ้างนายโทเข้ามาทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย โดยในสัญญาตกลงกันให้นายโททำงานได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน ๆ ละ 25,000 บาท ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00 – 17.00 น. และนายเอกแจ้งให้นายโททราบข้อตกลงตามสัญญาจ้างฯ คือ ช่วงเริ่มต้นในการทำงานนายโทไม่ต้องทดลองงานแต่ในช่วง 3 เดือนแรก นายโทต้องทำงานวันละ 9 ชั่วโมงนั้น ข้อตกลงตามสัญญาจ้างดังกล่าวในกรณีนี้ย่อมตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 เพราะเป็นข้อตกลงที่ขัดแย้งกับมาตรา 23 วรรคหนึ่งของกฎหมายคุ้มครองแรงงานซึ่งเป็นกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนที่ได้กำหนดให้ลูกจ้างทำงานในวันทำงานปกติวันละไม่เกิน 8 ชั่วโมง ซึ่งหากนายจ้างให้ลูกจ้างทำงานวันละ 9 ชั่วโมงซึ่งเกินชั่วโมงทำงานปกติ ย่อมถือว่าเป็นการให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันทำงานซึ่งจะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อนเป็นคราว ๆ ไปตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง และหากลูกจ้างยินยอมนายจ้างจะต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันทำงานให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าครึ่งของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำตามมาตรา 61
-
การที่นายจ้างให้ลูกจ้างมาทำงานในวันอาทิตย์ที่เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์วันละ 4 ชั่วโมงนั้น โดยหลักแล้วกฎหมายคุ้มครองแรงงานมาตรา 25 คือห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุด เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราว ๆ ไป ซึ่งกรณีดังกล่าวเมื่องานที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำนั้นมิใช่งานตามที่ระบุไว้ตามมาตรา 25 วรรคสอง ดังนั้น การที่นายเอกจะให้นายโททำงานในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์วันละ 4 ชั่วโมง จึงต้องได้รับความยินยอมจากนายโทก่อนด้วยตามมาตรา 25 วรรคสาม และหากนายโทได้ยินยอมด้วยในการทำงานในวันอาทิตย์ นายโทย่อมมีสิทธิที่จะได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามมาตรา 62 (1) ประกอบมาตรา 56 (1) โดยมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มขึ้นจากค่าจ้างอีกไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
ข้อ 3. นายเอกเป็นลูกจ้างรายเดือน ๆ ละ 30,000 บาท ทำงานในโรงงานผลิตสีทาบ้าน ภายในโรงงานมีสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมและส่วนประกอบหลายชนิด ขณะกำลังทำงานเกิดเหตุสารเคมีในโรงงานรั่วไหลออกมา นายเอกสูดดมสารเคมีเข้าไปจำนวนมาก มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนเพลีย นายจ้างจึงนำตัวนายเอกส่งโรงพยาบาล นายเอกรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 20 วัน กลับมาพักฟื้นที่บ้านอีก 10 วัน จึงกลับไปทำงานได้ นายเอกสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนเป็นจำนวน 40,000 บาท ดังนี้ นายจ้างต้องจ่ายเงินทดแทนให้นายเอกหรือไม่ อย่างไรบ้าง
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537
มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้
“เจ็บป่วย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน”
มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”
มาตรา 18 วรรคหนึ่ง “เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี”
วินิจฉัย
กรณีตามปัญหา การที่นายเอกเป็นลูกจ้างรายเดือน ๆ ละ 30,000 บาท ทำงานในโรงงานผลิตสีทาบ้าน ภายในโรงงานมีสารเคมีที่ใช้เป็นส่วนผสมและส่วนประกอบหลายชนิด ขณะกำลังทำงานเกิดเหตุสารเคมีในโรงงานรั่วไหลออกมา นายเอกสูดดมสารเคมีเข้าไปจำนวนมาก จนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนเพลีย นายจ้างจึงนำตัวนายเอกส่งโรงพยาบาลนั้น กรณีดังกล่าวถือว่านายเอกได้เจ็บป่วยตามคำนิยามตามมาตรา 5 แล้ว และเมื่อนายเอกได้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล 20 วัน แล้วกลับมาพักฟื้นที่บ้านอีก 10 วัน จึงกลับไปทำงานได้ โดยนายเอกได้สำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนเป็นจำนวน 40,000 บาทนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่นายเอก ดังนี้ คือ
-
ค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา 13 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้นายเอกเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาท ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้นายเอกเป็นเงิน 40,000 บาท
-
ค่าทดแทนในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรา 18 (1) ซึ่งเมื่อนายเอกไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากเจ็บป่วยเป็นเวลารวม 30 วัน ดังนั้น นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายเอกในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน เมื่อนายเอกได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายเอกเป็นเงิน 30,000 x 70% = 21,000 บาท
สรุป นายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนให้นายเอกโดยเป็นค่ารักษาพยาบาลจำนวน 40,000 บาท และค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้อีกจำนวน 21,000 บาท รวมเป็นเงิน 61,000 บาท
ข้อ 4. บริษัท ซัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญการก่อสร้างอาคารสูง โรงงานขนาดใหญ่ รวมทั้งโรงไฟฟ้า ปัจจุบันบริษัทฯ มีพนักงานทั้งสิ้น 500 คน เป็นแรงงานชาวไทย 400 คน แรงงานข้ามชาติ 100 คน ในปี พ.ศ. 2566 บริษัทฯ ประกอบกิจการมีรายได้เป็นจำนวน 10,072 ล้านบาท โดยมีนายแอนโทนี่เป็นกรรมการผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อกระทำการแทนบริษัทฯ ได้
วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 ดร.แมกไกว์ หัวหน้าโฟร์แมน ได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เพื่อจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ โดยแจ้งข้อเรียกร้อง ดังนี้
-
ให้ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานทุกคน ๆ ละ 8%
-
ให้บริษัทฯ จ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ คนละ 2,000 บาท
-
ให้บริษัทฯ ปรับปรุงที่พักคนงานและจัดให้มีรถรับส่งฟรี
ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 บริษัทฯ ได้เจรจากับ ดร.แมกไกว์ และผู้แทนลูกจ้าง แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ฝ่ายลูกจ้างจึงแจ้งไปยังพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน ต่อมาในวันที่ 4 ตุลาคม 2567 พนักงานประนอมข้อพิพาทได้เข้าทำการไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตาม ระหว่างการไกล่เกลี่ย บริษัทฯ ได้ออกคำสั่งด่วนโยกย้าย ดร.แมกไกว์ ไปประจำสาขาสิงคโปร์ โดยไม่ระบุเหตุผลให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของบริษัทฯ ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือไม่ เพราะเหตุใด
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
มาตรา 31 วรรคหนึ่ง “เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 แล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 29 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง……”
วินิจฉัย
ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปแล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างเจรจากัน กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยไม่สุจริต โดยมีเจตนาเพื่อที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างดังกล่าวให้ออกจากงานไป เพราะถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง
กรณีตามปัญหา การที่ ดร.แมกไกว์ หัวหน้าโฟร์แมนของบริษัท ซัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เพื่อจัดทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฉบับใหม่ ซึ่งต่อมาบริษัทฯ ได้เจรจากับ ดร.แมกไกว์และผู้แทนลูกจ้างแล้ว แต่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ ฝ่ายลูกจ้างจึงแจ้งไปยังพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานนั้น เมื่อปรากฏว่าในช่วงที่อยู่ในระหว่างการไกล่เกลี่ย บริษัทฯ ได้ออกคำสั่งด่วนโยกย้าย ดร.แมกไกว์ ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ และเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องดังกล่าวไปประจำสาขาสิงคโปร์ โดยไม่ระบุเหตุผลนั้น การกระทำของนายจ้างดังกล่าวย่อมถือเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การกระทำของบริษัทฯ ซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31 วรรคหนึ่ง
สรุป การกระทำของบริษัท ซัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31