การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4104 (LAW 4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. นายรณจักรทำงานเป็นลูกจ้างรายวันได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ๆ ละ 640 บาท ทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. นายจ้างขอให้นายรณจักรมาทำงานในวันอาทิตย์ตั้งแต่เวลา 05.00 – 21.00 น. โดยนายรณจักรตกลงมาทำงานให้นายจ้าง นายรณจักรจึงอยากทราบว่าจะได้รับเงินในการทำงานในวันและเวลาดังกล่าวอย่างไร เป็นจำนวนเท่าใด ให้นักศึกษาอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 56 “ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานสำหรับวันหยุด ดังต่อไปนี้

(1) วันหยุดประจำสัปดาห์ เว้นแต่ลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างรายวัน รายชั่วโมง หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

มาตรา 62 “ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดตามมาตรา 28 มาตรา 29 หรือมาตรา 30 ให้นายจ้างจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตรา ดังต่อไปนี้

(2) สำหรับลูกจ้างซึ่งไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด ให้จ่ายไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าสองเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

มาตรา 63 “ในกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตราไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำ หรือไม่น้อยกว่าสามเท่าของอัตราค่าจ้างต่อหน่วยในวันทำงานตามจำนวนผลงานที่ทำได้สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายรณจักรทำงานเป็นลูกจ้างรายวันได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ๆ ละ 640 บาท (เฉลี่ยชั่วโมงละ 80 บาท) โดยทำงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ต่อมานายจ้างขอให้นายรณจักรมาทำงานในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ตั้งแต่เวลา 05.00 – 21.00 น. และนายรณจักรตกลงมาทำงานให้แก่นายจ้างนั้น กรณีดังกล่าว นายรณจักรย่อมมีสิทธิได้รับเงินค่าจ้างในการทำงานในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ ดังนี้คือ

  1. การที่นายรณจักรทำงานในช่วงเวลา 08.00 – 17.00 น. นั้น นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างไม่น้อยกว่า 2 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงตามจำนวนชั่วโมงที่ทำตามมาตรา 62 (2) ดังนั้น นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน = 80 x 2 x 8 = 1,280 บาท (ชั่วโมงละ 80 บาท คูณ 2 เท่า และคูณด้วยจำนวนชั่วโมงที่ทำ)

  2. การที่นายรณจักรทำงานล่วงเวลาในวันหยุดในช่วงเวลา 05.00 – 08.00 น. และในช่วงเวลา 17.00 – 21.00 น. รวมทั้งหมด 7 ชั่วโมง นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างในอัตราไม่น้อยกว่า 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงจำนวนชั่วโมงที่ทำตามมาตรา 63 ดังนั้น นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างเป็นเงิน = 80 x 3 x 7 = 1,680 บาท ทำให้นายรณจักรจะได้รับค่าจ้างจากการทำงานในวันอาทิตย์เป็นเงินทั้งหมด = 1,280 + 1,680 = 2,960 บาท

สรุป นายรณจักรจะได้รับเงินในการทำงานในวันและเวลาดังกล่าวเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 2,960 บาท

ข้อ 2. นายเอกและนายโทเป็นพนักงานเดินสายเคเบิลใยแก้วอินเตอร์เน็ตของบริษัท สายฟ้า จำกัด นายเอกได้รับเงินเดือน ๆ ละ 25,000 บาท วันที่ 1 เมษายน 2567 นายเอกได้กล่าวกับนายโทว่าร่างกายของตนมีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วไปดุจเหล็กกล้าฟันแทงไม่เข้า แต่นายโทไม่เชื่อหาว่างมงาย นายเอกจึงแสดงให้ดูด้วยการปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าแล้วเอามือเปล่าจับสายไฟฟ้าให้นายโทดู ทันใดนั้นกระแสไฟฟ้าแรงสูงได้ช็อตนายเอก นายเอกตกลงมาที่พื้นแต่ยังไม่เสียชีวิต นายโทจึงรีบนำนายเอกส่งโรงพยาบาลทันที หลังจากรักษาตัวในห้องไอซียู 2 วัน นายเอกถึงแก่ความตาย

ให้ท่านวินิจฉัยว่า บริษัทฯ จะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน และค่าทำศพหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”

มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”

มาตรา 16 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 18 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี…..”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทนฯ มาตรา 5 กรณีที่จะถือว่าลูกจ้างประสบอันตราย จะต้องเป็นกรณีที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กาย หรือผลกระทบต่อจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย เนื่องจาก

  1. การทำงานให้แก่นายจ้าง หรือ

  2. การทำงานเพื่อป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้าง หรือ

  3. การทำงานตามคำสั่งของนายจ้าง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกและนายโทเป็นพนักงานเดินสายเคเบิลใยแก้วอินเตอร์เน็ตของบริษัท สายฟ้า จำกัด นายเอกได้กล่าวกับนายโทว่า ร่างกายของตนมีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วไปดุจเหล็กกล้าฟันแทงไม่เข้า แต่นายโทไม่เชื่อหาว่างมงาย นายเอกจึงแสดงให้ดูด้วยการปีนขึ้นไปบนเสาไฟฟ้าแล้วเอามือเปล่าจับสายไฟฟ้าให้นายโทดู ทำให้กระแสไฟฟ้าแรงสูงได้ช็อตนายเอก นายเอกตกลงมาที่พื้นแต่ยังไม่เสียชีวิต นายโทจึงรีบนำนายเอกส่งโรงพยาบาลทันที หลังจากรักษาตัวในห้องไอซียู 2 วัน นายเอกถึงแก่ความตายนั้น กรณีดังกล่าวไม่ถือว่านายเอกประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานตามคำสั่งของนายจ้างหรือเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างหรือเนื่องจากการทำงานเพื่อป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างตามความหมายของคำว่า “ประสบอันตราย” ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 แต่อย่างใด ดังนั้น บริษัท สายฟ้า จำกัด ซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่ต้องจ่ายค่าทดแทนเป็นค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา 13 ค่าทดแทนแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีลูกจ้างตายตามมาตรา 18 และไม่ต้องจ่ายค่าทำศพให้แก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามมาตรา 16

สรุป บริษัท สายฟ้า จำกัด ไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าทดแทน และค่าทำศพ

ข้อ 3. บริษัท ดินน้ำลมไฟ จำกัด ประกอบกิจการผลิตผักปลอดสารพิษ มีพนักงานทั้งสิ้น 400 คน นับตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (Climate Change) ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้นอย่างมาก บริษัทฯ จึงมีนโยบายปรับโครงสร้างองค์กร โดยจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานบางส่วนและใช้เครื่องจักรอัตโนมัติเต็มรูปแบบภายในปี พ.ศ. 2570

วันที่ 30 ตุลาคม 2566 นายแอนโทนี่ หัวหน้างานฝ่ายผลิตได้รวบรวมรายชื่อพนักงานจำนวน 200 คน และแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือพร้อมระบุชื่อผู้แทนจำนวน 7 คน โดยถูกต้องตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13 โดยแจ้งไปยังบริษัทฯ โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้

  1. ขอให้บริษัทปรับฐานเงินเดือนให้ลูกจ้างทุกคน ๆ ละ 2,000 บาท ด้วยเหตุผลที่ค่าครองชีพ อัตราดอกเบี้ย และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น

  2. ขอให้บริษัทจัดงานกีฬาฟุตบอลประจำปีทุก ๆ ปี เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของพนักงาน

    อย่างไรก็ตาม วันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 หลังจากที่ได้มีการเจรจาไปแล้ว 1 ครั้ง บริษัทฯ ได้มีคำสั่งย้ายนายแอนโทนี่จาก “หัวหน้างานฝ่ายผลิต” ให้ไปดำรงตำแหน่ง “หัวหน้างานฝ่ายวิจัยและพัฒนา” ซึ่งทำให้นายแอนโทนี่ไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะมิใช่งานที่ตนเองมีความชำนาญ จึงรู้สึกกดดัน ทั้งยังไม่สามารถพบปะเพื่อนพนักงานในฝ่ายผลิตได้

    ให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของบริษัทฯ ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือไม่ จงอธิบายพร้อมยกหลักกฎหมายประกอบ

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

มาตรา 31 วรรคหนึ่ง “เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 แล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 29 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงานหรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าว

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจ้างได้ว่ากล่าวและตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรงนายจ้างไม่จำเป็นต้องว่ากล่าวและตักเตือน ทั้งนี้ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งนั้นต้องมิได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้บุคคลดังกล่าว ดำเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง

(4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร”

วินิจฉัย

ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปแล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างเจรจากัน กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยไม่สุจริต โดยมีเจตนาเพื่อที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างดังกล่าวให้ออกจากงานไป เพราะถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง

แต่อย่างไรก็ตาม มาตร 31 วรรคหนึ่งนี้ ก็มีข้อยกเว้นที่ให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้ แม้ว่าจะอยู่ในขั้นตอนของการเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นก็ตาม หากลูกจ้างดังกล่าวได้กระทำผิดต่อนายจ้างในกรณีต่าง ๆ ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง (1) – (4)

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายแอนโทนี่ หัวหน้างานฝ่ายผลิตของบริษัท ดินน้ำลมไฟ จำกัด ได้รวบรวมรายชื่อพนักงานจำนวน 200 คน เรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าว โดยแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือพร้อมระบุชื่อผู้แทนจำนวน 7 คน โดยถูกต้องตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13 และเมื่อข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจาตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของนายแอนโทนี่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทฯ ได้มีคำสั่งย้ายนายแอนโทนี่จาก “หัวหน้างานฝ่ายผลิต” ไปดำรงตำแหน่ง “หัวหน้างานฝ่ายวิจัยและพัฒนา” ซึ่งทำให้นายแอนโทนี่ไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะมิใช่งานที่ตนเองมีความชำนาญจึงรู้สึกกดดัน ทั้งยังไม่สามารถพบปะเพื่อนพนักงานฝ่ายผลิตได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ปรากฏว่านายแอนโทนี่ได้กระทำผิดต่อนายจ้างตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง (1) – (4) แต่อย่างใด การกระทำดังกล่าวของบริษัทฯ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง

สรุป การกระทำของบริษัท ดินน้ำลมไฟ จำกัด ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

Advertisement