การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4104 (LAW 4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน *** LAW 4104 มี 3 ข้อ (ข้อ 1, ข้อ 3 และข้อ 4)

ส่วน *** LAW 4004 มี 4 ข้อ (คะแนนเต็มข้อละ 25 คะแนน)

ข้อ 1. นายสมศักดิ์ ลูกจ้างบริษัท อนัตตา จำกัด ได้ตกลงกับบริษัท อนัตตา จำกัด นายจ้างว่า เมื่อขณะปัจจุบันตนเองไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าวนี้แล้ว นายสมศักดิ์ลูกจ้าง ตกลงให้นำค่าชดเชยที่ได้รับจากบริษัท อนัตตา จำกัด นายจ้าง และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมถึงค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้นายสมศักดิ์ลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้างในตอนนี้มาชำระเงินกู้สวัสดิการของนายสมศักดิ์ ตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ บริษัท อนัตตา จำกัด นายจ้าง จึงมาปรึกษาท่านในฐานะทนายความประจำบริษัทฯ ว่า สามารถกระทำได้หรือไม่ ต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 76 “ห้ามมิให้นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่เป็นการหักเพื่อ……”

วินิจฉัย

ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 76 ที่บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างนำหนี้อื่นมาหักกับค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา และค่าทำงานในวันหยุดที่จะต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองลูกจ้างไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเพราะถูกหักค่าจ้าง ค่าล่วงหน้า และค่าทำงานในวันหยุด ในระหว่างที่ลูกจ้างยังไม่พ้นจากสภาพการเป็นลูกจ้างเท่านั้น

แต่ถ้าเป็นกรณีที่ลูกจ้างและนายจ้างได้ตกลงกันว่าเมื่อลูกจ้างพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างของนายจ้างแล้วให้นายจ้างนำค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างหลังจากลูกจ้างพ้นสภาพการเป็นลูกจ้างเนื่องจากถูกเลิกจ้าง มาชำระหนี้เงินกู้สวัสดิการของลูกจ้างตามข้อตกลงก่อน เมื่อไม่ต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ข้อตกลงระหว่างลูกจ้างและนายจ้างจึงมีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5779/2541)

ดังนั้น ตามอุทาหรณ์ การที่นายสมศักดิ์ ลูกจ้างบริษัท อนัตตา จำกัด ได้ตกลงกับบริษัทฯ นายจ้างว่าเมื่อตนเองไม่ได้เป็นลูกจ้างของบริษัทฯ นี้แล้ว นายสมศักดิ์ลูกจ้างตกลงให้นำค่าชดเชยที่ได้รับจากบริษัทฯ นายจ้างและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า รวมถึงค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้นายสมศักดิ์ลูกจ้างเมื่อถูกเลิกจ้าง มาชำระเงินกู้สวัสดิการของนายสมศักดิ์ตามข้อตกลงก่อน จึงไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย บริษัทฯ สามารถกระทำได้เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับได้ ไม่ตกเป็นโมฆะ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 ประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5779/2541

สรุป บริษัท อนัตตา จำกัด สามารถกระทำการตามข้อตกลงดังกล่าวได้ ไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย

ข้อ 2. บริษัท ดอยดินแดง เทรดดิ้ง จำกัด จ้างนายฟ้าเป็นลูกจ้างประจำ ให้ค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท (ค่าเฉลี่ยต่อวัน 1,000 บาท) กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน และมีกำหนดในสัญญาจ้างว่า “ให้ทดลองงานก่อนเป็นระยะเวลา 6 เดือน ถ้าประเมินการทดลองงานผ่าน บริษัทฯ ก็จะจ้างนายฟ้าต่อ แต่ถ้าประเมินการทดลองงานไม่ผ่าน บริษัทฯ ก็จะไม่จ้างต่อ” ภายหลังจากที่นายฟ้าทดลองงานครบ 6 เดือนในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 เช้าของวันที่ 1 กรกฎาคม บริษัทฯ แจ้งประเมินผลการทดลองงานว่า “ไม่ให้ผ่าน” และทางฝ่ายบุคคลมีหนังสือแจ้งไปยังนายฟ้าให้ทราบในวันเดียวกันว่า ให้นายฟ้าออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป โดยแจ้งว่า

(1) สัญญาจ้างของนายฟ้าเป็นสัญญาทดลองงานที่มีเงื่อนไขชัดเจนถึงการเลิกจ้างเมื่อทดลองงานไม่ผ่าน บริษัทฯ มีสิทธิบอกเลิกจ้างนายฟ้าได้ทันที ไม่ต้องบอกล่วงหน้า

(2) การให้ออกจากงานทันที บริษัทฯ ไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้นายฟ้าอีก นอกเหนือจากเงินค่าจ้างจากการทำงานในเดือนมิถุนายน

(3) บริษัทฯ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใด ๆ ให้นายฟ้า เพราะนายฟ้าเป็นเพียงลูกจ้างอยู่ระหว่างทดลองงาน ไม่ใช่ลูกจ้างตามความหมายมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

จากหนังสือเลิกจ้างที่ส่งให้นายฟ้า โดยมีข้อความ 3 ประการข้างต้น บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ถูกต้องแล้วหรือไม่ หากข้อใดไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องจะต้องเป็นอย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร”

มาตรา 17 วรรคสอง “ในกรณีที่สัญญาจ้างไม่มีกำหนดระยะเวลา นายจ้างหรือลูกจ้างอาจบอกเลิกสัญญาจ้างโดยบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้าก็ได้ แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกินสามเดือน ทั้งนี้ ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย”

มาตรา 17/1 “ในกรณีที่นายจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้างทราบตามมาตรา 17 วรรคสอง ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรจะได้รับนับแต่วันที่ให้ลูกจ้างออกจากงานจนถึงวันที่การเลิกสัญญาจ้างมีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง โดยให้จ่ายในวันที่ให้ลูกจ้างออกจากงาน”

มาตรา 118 “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้

(1) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบหนึ่งร้อยยี่สิบวัน แต่ไม่ครบหนึ่งปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามสิบวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามสิบวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท ดอยดินแดง เทรดดิ้ง จำกัด จ้างนายฟ้าเป็นลูกจ้างประจำโดยให้ค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 28 ของทุกเดือน และแม้จะมีกำหนดในสัญญาจ้างว่า “ให้ทดลองงานก่อนเป็นระยะเวลา 6 เดือน ถ้าประเมินการทดลองงานผ่าน บริษัทฯ ก็จะจ้างนายฟ้าต่อ แต่ถ้าประเมินการทดลองงานไม่ผ่าน บริษัทฯ ก็จะไม่จ้างต่อ” นั้น ย่อมถือว่านายฟ้าเป็นลูกจ้างของบริษัท ดอยดินแดง เทรดดิ้ง จำกัด แล้วนับแต่วันที่ได้ทำสัญญาจ้างกันตามนัยของมาตรา 5 และถือว่าเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วยตามมาตรา 17 วรรคสองตอนท้าย

และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังจากที่นายฟ้าทดลองงานครบ 6 เดือนในวันที่ 30 มิถุนายน 2566 เช้าของวันที่ 1 กรกฎาคม บริษัทฯ แจ้งประเมินผลการทดลองงานว่า “ไม่ให้ผ่าน” และทางฝ่ายบุคคลมีหนังสือแจ้งไปยังนายฟ้าให้ทราบในวันเดียวกันว่าให้นายฟ้าออกจากงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 เป็นต้นไป โดยในหนังสือเลิกจ้างที่ส่งให้นายฟ้านั้นมีข้อความ 3 ประการดังกล่าว ดังนี้ จะถือว่าบริษัทฯ ได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ถูกต้องหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(1) การที่บริษัทฯ แจ้งว่าสัญญาจ้างนายฟ้าเป็นสัญญาทดลองงานที่มีเงื่อนไขชัดเจนถึงการเลิกจ้างเมื่อไม่ผ่าน บริษัทฯ มีสิทธิบอกเลิกจ้างนายฟ้าได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกล่วงหน้านั้นไม่ถูกต้อง ทั้งนี้เพราะเมื่อสัญญาจ้างทดลองงานนั้นถือว่าเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา ดังนั้น หากนายจ้างจะบอกเลิกสัญญาจ้างจึงต้องมีหนังสือบอกกล่าวล่วงหน้าให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่งคราวใด เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากันเมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไปข้างหน้า แต่ไม่จำต้องบอกกล่าวล่วงหน้าเกิน 3 เดือน ตามมาตรา 17 วรรคสอง ซึ่งการที่บริษัทฯ ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 1 กรกฎาคมนั้น โดยหลักแล้วย่อมถือว่าเป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างในวันที่ 28 กรกฎาคม และให้มีผลเป็นการเลิกจ้างในวันที่ 28 สิงหาคม 2566

(2) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทฯ ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าให้นายฟ้าทราบตามมาตรา 17 วรรคสอง ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องจ่ายเงินให้แก่นายฟ้าเป็นจำนวนเท่ากับที่ลูกจ้างคือนายฟ้าควรจะได้รับคือ 60,000 บาท (เดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม) โดยให้จ่ายนับแต่วันที่ให้นายฟ้าออกจากงานคือวันที่ 1 กรกฎาคม 2566 ตามมาตรา 17/1 ดังนั้น การที่บริษัทฯ ให้นายฟ้าออกจากงานทันที โดยบริษัทฯ ไม่ต้องจ่ายเงินใด ๆ ให้นายฟ้าอีก นอกเหนือจากเงินค่าจ้างจากการทำงานในเดือนมิถุนายน จึงไม่ถูกต้อง

(3) การที่บริษัทฯ แจ้งว่าไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใด ๆ ให้แก่นายฟ้า เพราะนายฟ้าเป็นเพียงลูกจ้างอยู่ระหว่างทดลองงานนั้นไม่ถูกต้อง เพราะนายฟ้าเป็นลูกจ้างตามความหมายของมาตรา 5 และเมื่อนายฟ้าทำงานมาแล้ว 6 เดือน เมื่อมีการเลิกจ้างตามมาตรา 118 (1) ได้กำหนดไว้ว่า ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน (1 เดือน) ดังนั้น บริษัทฯ จึงต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นายฟ้าเป็นเงิน 30,000 บาท

สรุป จากหนังสือเลิกจ้างที่บริษัทฯ ส่งให้นายฟ้า โดยมีข้อความ 3 ประการดังกล่าวนั้น ถือว่าบริษัทฯ ปฏิบัติไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ ตามเหตุผลและหลักกฎหมายดังกล่าวข้างต้น

ข้อ 3. นางลำดวนเป็นลูกจ้างรายวันของนายจรัสได้รับค่าจ้างวันละ 320 บาท นายจรัสมอบหมายให้นางลำดวนนำพริกแห้งมาบดกับเครื่องบดพริกเพื่อบรรจุถุง ๆ ละ 300 กรัม ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ช่วงเวลาที่นางลำดวนทำงานอยู่ นางลำไยซึ่งเป็นเพื่อนนางลำดวนแวะมาหาและชวนคุยเรื่องราวต่าง ๆ นางลำดวนทำงานไปด้วยและพูดคุยไปด้วย ขณะที่กำลังนำพริกใส่เครื่องบดพริก เครื่องบดพริกได้ดูดมือนางลำดวนไปติดค้างอยู่ หน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือเอามือที่ติดอยู่กับเครื่องออก ทำให้กระดูกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางแตกที่ข้อปลายนิ้ว นางลำดวนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลรักษาอยู่ 1 เดือน และมาพักฟื้นที่บ้านอีก 1 เดือน นางลำดวนเบิกเงินทดแทนจากนายจรัส แต่นายจรัสปฏิเสธอ้างว่านางลำดวนประมาทเลินเล่อ พูดคุยขาดสติระหว่างการทำงาน จึงไม่จ่ายเงินทดแทนให้ ดังนี้ ข้ออ้างของนายจ้างฟังขึ้นหรือไม่ นางลำดวนจะได้รับสิทธิในเงินทดแทนหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจหรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”

มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง

ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”

มาตรา 18 วรรคหนึ่ง “เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี”

มาตรา 22 “นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทนในการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างเพราะเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(1) ลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้

(2) ลูกจ้างจงใจให้ตนเองประสบอันตรายหรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนประสบอันตราย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นางลำดวนเป็นลูกจ้างรายวันของนายจรัสได้รับค่าจ้างวันละ 320 บาท นายจรัสมอบหมายให้นางลำดวนนำพริกแห้งมาบดกับเครื่องบดพริกเพื่อบรรจุถุง ๆ ละ 300 กรัม ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ช่วงเวลาที่นางลำดวนทำงานอยู่ นางลำไยซึ่งเป็นเพื่อนนางลำดวนแวะมาหาและชวนคุยเรื่องราวต่าง ๆ นางลำดวนทำงานไปด้วยและพูดคุยไปด้วย ขณะที่กำลังนำพริกใส่เครื่องบดพริก เครื่องบดพริกได้ดูดมือนางลำดวนไปติดค้างอยู่ หน่วยกู้ภัยมาช่วยเหลือเอามือที่ติดอยู่กับเครื่องออก ทำให้กระดูกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางแตกที่ข้อปลายนิ้ว นางลำดวนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลรักษาอยู่ 1 เดือน และมาพักฟื้นที่บ้านอีก 1 เดือน นางลำดวนเบิกเงินทดแทนจากนายจรัส แต่นายจรัสปฏิเสธอ้างว่านางลำดวนประมาทเลินเล่อ พูดคุยขาดสติระหว่างการทำงาน จึงไม่จ่ายเงินทดแทนให้นั้น ข้ออ้างของนายจรัสผู้เป็นนายจ้างย่อมฟังไม่ขึ้น ทั้งนี้เพราะการที่นางลำดวนประสบอันตรายคือได้รับอันตรายแก่กายนั้นก็เนื่องจากการทำงานตามคำสั่งของนายจ้างตามความหมายของคำว่า “ประสบอันตราย” ตามมาตรา 5 และการประสบอันตรายของนางลำดวนดังกล่าวนั้น ก็ไม่เข้าข้อยกเว้นที่จะทำให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทนตามมาตรา 22 แต่อย่างใด ดังนั้น นายจรัสจึงต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นางลำดวน โดยนางลำดวนจะมีสิทธิได้รับเงินทดแทน ดังนี้

  1. ค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา 13 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นางลำดวนเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ดังนี้

    (1) ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาท

    (2) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (1) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท

  2. ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้ ตามมาตรา 18 (1) เมื่อนางลำดวนไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบอันตรายบาดเจ็บสาหัสต้องรักษาตัว 2 เดือน และกลายเป็นคนทุพพลภาพนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นางลำดวนในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่นางลำดวนไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี ดังนั้น นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นางลำดวนเดือนละ 5,824 บาท (320 x 26 x 70/100) เป็นเวลา 2 เดือน (การคำนวณค่าจ้างรายเดือนนั้น ในกรณีที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ให้คูณด้วย 26)

สรุป ข้ออ้างของนายจ้างฟังไม่ขึ้น นางลำดวนมีสิทธิได้รับเงินทดแทนคือ ค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามมาตรา 13 และค่าทดแทนตามมาตรา 18 (1) เดือนละ 5,824 บาท เป็นเวลา 2 เดือน

ข้อ 4. บริษัท ชัดใสคอนสตรัคชั่น จำกัด ประกอบธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้างที่มีความเชี่ยวชาญการก่อสร้างอาคารสูง โรงงานขนาดใหญ่ รวมทั้งโรงไฟฟ้า ปัจจุบันบริษัทฯ มีพนักงานทั้งสิ้น 500 คน แบ่งเป็นแรงงานชาวไทย 400 คน แรงงานข้ามชาติ 100 คน ในปี พ.ศ. 2565 บริษัทฯ ประกอบกิจการมีรายได้เป็นจำนวน 10,072 ล้านบาท

วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2566 ดร.แมกไกว์ หัวหน้างานแผนกวิศวกรรมโครงสร้าง ได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 เรียกร้องดังนี้

  1. ให้ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานทุกคน คนละ 5%

  2. ให้บริษัทฯ จ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ คนละ 2,000 บาท

  3. ให้บริษัทฯ ปรับปรุงที่พักคนงานและจัดให้มีรถรับส่งฟรี

    วันที่ 16 ตุลาคม 2566 บริษัทฯ ได้แจ้งว่าบริษัทฯ ไม่มีสหภาพแรงงาน พนักงานจึงไม่สามารถแจ้งข้อเรียกร้องได้ และได้ออกคำสั่งด่วนในวันเดียวกันให้ ดร.แมกไกว์ไปปฏิบัติงานเป็นหัวหน้างานแผนกธุรการที่สำนักงาน ณ สิงคโปร์ โดยไม่ระบุเหตุผล

    ให้ท่านวินิจฉัยว่า

    (ก) ข้ออ้างของบริษัทฯ ที่ว่าไม่มีสหภาพแรงงานจึงไม่สามารถแจ้งข้อเรียกร้องได้ ฟังขึ้นหรือไม่

    (ข) การกระทำของบริษัทฯ ต่อ ดร.แมกไกว์ ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“สภาพการจ้าง” หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน”

มาตรา 13 “การเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างหรือลูกจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ….”

มาตรา 31 วรรคหนึ่ง “เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 แล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 29 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าว….”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้

(ก) ตามมาตรา 13 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดไว้ว่า การเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างนั้น ให้นายจ้างหรือลูกจ้างแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ดังนั้น การที่ ดร.แมกไกว์ หัวหน้างานแผนกวิศวกรรมโครงสร้าง ได้รวบรวมรายชื่อและลายมือชื่อของพนักงานได้ 250 คน และแจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ โดยมีข้อเรียกร้อง 3 ประการนั้น ถือเป็นข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งฝ่ายลูกจ้างย่อมสามารถแจ้งข้อเรียกร้องนั้นได้ตามมาตรา 13 โดยไม่จำเป็นต้องมีสหภาพแรงงาน ดังนั้น ข้ออ้างของบริษัทฯ ที่ว่าไม่มีสหภาพแรงงานจึงไม่สามารถแจ้งข้อเรียกร้องได้นั้น ข้ออ้างของบริษัทฯ ย่อมฟังไม่ขึ้น

(ข) ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปแล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างเจรจากัน กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยไม่สุจริต โดยมีเจตนาเพื่อที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างดังกล่าวให้ออกจากงานไป เพราะถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่ ดร.แมกไกว์ และพนักงานของบริษัทฯ รวม 250 คน ได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ เพื่อขอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวไปแล้ว และข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจาตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของ ดร.แมกไกว์ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายจ้างได้ออกคำสั่งด่วนให้ ดร.แมกไกว์ไปปฏิบัติงานที่สำนักงาน ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยไม่ระบุเหตุผลนั้น การกระทำของบริษัทฯ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การกระทำของบริษัทฯ ซึ่งเป็นนายจ้างจึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31 วรรคหนึ่ง

สรุป (ก) ข้ออ้างของบริษัทฯ ฟังไม่ขึ้น

(ข) การกระทำของบริษัทฯ ต่อ ดร.แมกไกว์ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518

Advertisement