การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4104 (LAW 4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ 

ข้อ 1. บริษัท สยามไทยใจงาม จำกัด มีนายสยามและนายไทยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทฯ การดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ ต้องมีกรรมการ 2 คน ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราบริษัทฯ จึงจะชอบด้วยกฎหมาย

นางสาวพิมพ์ลูกจ้างบริษัทดังกล่าว ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทฯ โดยมาทำงานสายหลายครั้งจนเป็นเหตุให้นายสยามออกหนังสือว่ากล่าวตักเตือนนางสาวพิมพ์ เมื่อนางสาวพิมพ์ได้รับหนังสือดังกล่าว จึงมาปรึกษาท่านในฐานะนักศึกษากฎหมายมหาวิทยาลัยรามคำแหงว่าหนังสือเตือนดังกล่าวมีแค่นายสยามลงนามเท่านั้น การกระทำของนายสยามจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้และหมายความรวมถึง

(1) ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง

(2) ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคลให้หมายความรวมถึงผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลให้ทำการแทนด้วย”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท สยามไทยใจงาม จำกัด มีนายสยามและนายไทยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทฯ การดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ ต้องมีกรรมการ 2 คน ซึ่งมีอำนาจลงลายมือชื่อพร้อมประทับตราบริษัทฯ จึงจะชอบด้วยกฎหมายนั้น ย่อมถือว่านายสยามและนายไทยซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคล คือ บริษัท สยามไทยใจงาม จำกัด เป็นนายจ้างตามนัยของมาตรา 5 ดังนั้น นายสยามและนายไทยย่อมมีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนลูกจ้างของบริษัทฯ ในกรณีที่ลูกจ้างได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทฯ ได้

การที่นางสาวพิมพ์ซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัทดังกล่าว ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับของบริษัทฯ โดยมาทำงานสายหลายครั้งจนเป็นเหตุให้นายสยามออกหนังสือว่ากล่าวตักเตือนนางสาวพิมพ์นั้น นายสยามย่อมมีอำนาจว่ากล่าวตักเตือนนางสาวพิมพ์เป็นหนังสือได้ และในหนังสือตักเตือนก็ไม่จำเป็นต้องให้กรรมการทั้งสองคนลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัทฯ เพราะไม่ใช่เป็นการกระทำนิติกรรมแทนบริษัทฯ (ฎีกาที่ 188/2542) ดังนั้น การที่นายสยามออกหนังสือว่ากล่าวตักเตือนนางสาวพิมพ์โดยมีแค่นายสยามลงนามเท่านั้น จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุป การกระทำของนายสยามดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ 2. นายเสือทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท กัมปนาท จำกัด ได้ค่าจ้างเป็นรายเดือน ๆ ละ 30,000 บาท ขณะเดินทางไปทำงาน นายเสือโดยสารเรือจากจังหวัดภูเก็ตไปยังจังหวัดพังงาเพื่อติดต่อเจรจาเรื่องการทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับลูกค้าของบริษัทฯ ระหว่างการเดินทางคนขับเรือประมาททำให้เรือล่มเป็นเหตุให้ผู้โดยสารในเรือเสียชีวิต แต่นายเสือถูกน้ำพัดหายไปกลางทะเล หน่วยกู้ภัยตามหาไม่พบ จนเวลาผ่านไปถึง 5 เดือน ก็ยังไม่พบร่างของนายเสือ นายเสือมีทายาท ได้แก่ นางน้อยภรรยาจดทะเบียนสมรส และทั้งสองมีบุตรด้วยกัน คือ นายเด่น อายุ 17 ปี ทำงานแล้ว และนางสาวอ้อย อายุ 18 ปี เรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ชั้นปีที่ 1 ระหว่างเรียนนางสาวอ้อยก็ทำงานพาร์ทไทม์ไปด้วย

ดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าการที่นายเสือหายไปดังกล่าว ทายาทจะมีสิทธิในเงินทดแทนหรือไม่ อย่างไรบ้าง

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537

มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้

“สูญหาย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างหายไปในระหว่างทำงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้าง ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าลูกจ้างถึงแก่ความตายเพราะประสบเหตุอันตรายที่เกิดขึ้นในระหว่างทำงานหรือปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างนั้น รวมตลอดถึงการที่ลูกจ้างหายไปในระหว่างเดินทางโดยพาหนะทางบก ทางอากาศ หรือทางน้ำ เพื่อไปทำงานให้นายจ้างซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อว่าพาหนะนั้นได้ประสบเหตุอันตรายและลูกจ้างถึงแก่ความตาย ทั้งนี้ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่เกิดเหตุนั้น”

มาตรา 16 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง”

มาตรา 18 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ “เมื่อลูกจ้างประสบอันตราย เจ็บป่วย หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้

(4) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างถึงแก่ความตายหรือสูญหาย มีกำหนดสิบปี

ค่าทดแทนตามวรรคหนึ่งต้องไม่น้อยกว่าค่าทดแทนรายเดือนต่ำสุด และไม่มากกว่าค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนด”

มาตรา 20 วรรคหนึ่ง “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจากนายจ้าง

(1) บิดามารดา

(2) สามีหรือภรรยา

(3) บุตรมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนต่อไปจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี

(3/1) บุตรมีอายุตั้งแต่สิบแปดปีขึ้นไปที่อยู่ระหว่างการศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรี ให้มีสิทธิได้รับเงินทดแทนจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี”

มาตรา 21 “ให้ผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ได้รับส่วนแบ่งในเงินทดแทนเท่ากัน

ในกรณีที่สิทธิได้รับเงินทดแทนสิ้นสุดลงเพราะผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ผู้หนึ่งผู้ใดถึงแก่ความตาย หรือสามีหรือภรรยาสมรสใหม่ หรือมิได้สมรสใหม่แต่มีพฤติการณ์แสดงให้เห็นได้ว่าอยู่กินฉันสามีหรือภรรยากับหญิงหรือชายอื่น หรือบุตรไม่มีลักษณะตามมาตรา 20 (3) หรือ (4) อีกต่อไป ให้นำส่วนแบ่งของผู้หมดสิทธิเพราะเหตุหนึ่งเหตุใดดังกล่าวไปเฉลี่ยให้แก่ผู้มีสิทธิอื่นต่อไป”

วินิจฉัย

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเสือทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท กัมปนาท จำกัด ได้ค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 30,000 บาท ขณะเดินทางไปทำงาน นายเสือโดยสารเรือจากจังหวัดภูเก็ตไปยังจังหวัดพังงาเพื่อติดต่อเจรจาเรื่องการทำสัญญาซื้อขายสินค้ากับลูกค้าของบริษัทฯ ระหว่างการเดินทาง คนขับเรือประมาททำให้เรือล่มเป็นเหตุให้ผู้โดยสารในเรือเสียชีวิต แต่นายเสือถูกน้ำพัดหายไปกลางทะเล หน่วยกู้ภัยตามหาไม่พบ จนเวลาผ่านไปถึง 5 เดือน ก็ยังไม่พบร่างของนายเสือนั้น ย่อมถือว่านายเสือลูกจ้างได้หายไปในระหว่างเดินทางโดยพาหนะทางน้ำ เพื่อไปทำงานให้นายจ้าง และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านายเสือลูกจ้างถึงแก่ความตายเนื่องจากพาหนะที่เดินทางประสบเหตุอันตราย และเมื่อนายเสือได้หายไปเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 120 วันนับแต่วันเกิดเหตุ จึงถือว่านายเสือลูกจ้างได้สูญหายไปตามนัยของมาตรา 5 ดังนั้น นายเสือจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายเงินทดแทนตามกฎหมายให้แก่ทายาทซึ่งมีสิทธิในเงินทดแทน ดังนี้

  1. นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทำศพให้แก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างตามมาตรา 16 ซึ่งผู้จัดการศพของลูกจ้าง คือ นางน้อยภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายเสือ โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่าทำศพให้แก่นางน้อย เป็นเงิน 50,000 บาท

  2. นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่ทายาทของนายเสือ ได้แก่ นางน้อย นายเด่น และนางสาวอ้อย ตามมาตรา 18 (4) ประกอบวรรคสี่ เป็นเงินเดือนละ 14,000 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี (ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนคือ 21,000 บาท แต่ค่าทดแทนรายเดือนสูงสุดตามที่กระทรวงแรงงานประกาศกำหนดคือ 14,000 บาท) โดยทั้ง 3 คน จะได้รับส่วนแบ่งในเงินทดแทนเท่ากัน (ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง) โดยนายเด่นซึ่งมีอายุ 17 ปี และทำงานแล้ว จะได้รับเงินทดแทนจนมีอายุครบ 18 ปี ส่วนนางสาวอ้อย ซึ่งมีอายุ 18 ปี จะได้รับเงินทดแทนจนกว่าจะจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (3) และ (3/1)

สรุป ทายาทของนายเสือคือ นางน้อย มีสิทธิได้รับค่าทดแทนคือ ค่าทำศพเป็นเงิน 50,000 บาท และนางน้อย นายเด่น และนางสาวอ้อย จะได้รับค่าทดแทนเดือนละ 14,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี

หมายเหตุ

  1. ค่าทำศพ กรณีลูกจ้างประสบอันตราย หรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานจนถึงแก่ความตาย หรือสูญหาย ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ให้จ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้าง (ตามมาตรา 16) ในอัตรา 50,000 บาท (กฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าทำศพที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2564 มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2564)

  2. ค่าทดแทนรายเดือน เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง หรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน แต่ไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำรายวันตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานให้ท้องที่ที่ลูกจ้างประจำทำงานอยู่ โดยลูกจ้างจะได้รับเงินทดแทนสูงสุดไม่เกิน 14,000 บาท (อัตราค่าทดแทนรายเดือนตามประกาศของกระทรวงแรงงาน)

ข้อ 3. บริษัท การบินหัวหมาก จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ประกอบกิจการการบินพาณิชย์ทั้งเส้นทางในประเทศและต่างประเทศ บริษัทฯ มีพนักงานรวมทั้งสิ้น 17,500 คน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 บริษัทฯ ประสบภาวะขาดทุนอย่างหนักจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานการบินหัวหมาก โดยนายเอกกรรมการสหภาพฯ เห็นว่าลูกจ้างก็ประสบความยากลำบาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อเช่นเดียวกัน สหภาพฯ จึงแจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัทฯ ตามมาตรา 13 ประกอบมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้

  1. ให้ปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานระดับปฏิบัติการคนละ 1%

  2. ให้ปรับลดเงินเดือนพนักงานระดับบริหาร 30%

  3. ให้บริษัทฯ จ่ายเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ คนละ 2,000 บาท เป็นเวลา 6 เดือน

    ในระหว่างการเจรจา บริษัทฯ ได้ออกคำสั่งด่วนให้นายเอกไปปฏิบัติงานที่สำนักงาน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยไม่ระบุเหตุผล ให้ท่านวินิจฉัยว่า การกระทำของบริษัทฯ ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

มาตรา 31 วรรคหนึ่ง “เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องตามมาตรา 13 แล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจา การไกล่เกลี่ย หรือการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 13 ถึงมาตรา 29 ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง กรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือกรรมการ หรืออนุกรรมการสหพันธ์แรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่บุคคลดังกล่าว…..”

วินิจฉัย

ตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดไว้ว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อเรียกร้องให้มีการกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างไปแล้ว ถ้าข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างเจรจากัน กฎหมายห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของลูกจ้างที่เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องโดยไม่สุจริต โดยมีเจตนาเพื่อที่จะกลั่นแกล้งลูกจ้างดังกล่าวให้ออกจากงานไป เพราะถือเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง

กรณีตามอุทาหรณ์ การที่สหภาพแรงงานการบินหัวหมาก โดยนายเอกกรรมการสหภาพฯ ได้แจ้งข้อเรียกร้องต่อบริษัท การบินหัวหมาก จำกัด (มหาชน) ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างดังกล่าวไปแล้ว และข้อเรียกร้องนั้นยังอยู่ในระหว่างการเจรจาตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของนายเอกกรรมการสหภาพฯ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่านายจ้างได้ออกคำสั่งด่วนให้นายเอกไปปฏิบัติงานที่สำนักงาน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยไม่ระบุเหตุผลนั้น การกระทำของนายจ้างดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การกระทำของบริษัทฯ ซึ่งเป็นนายจ้าง จึงไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ฯ มาตรา 31 วรรคหนึ่ง

สรุป การกระทำของบริษัท การบินหัวหมาก จำกัด (มหาชน) ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

Advertisement