การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4104 (LAW 4004) กฎหมายแรงงานและการประกันสังคม
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. นายเมฆได้ประกาศรับสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล อัตราเงินเดือน 90,000 บาท และพนักงานเก็บเงินประจำสาขา อัตราเงินเดือน 30,000 บาท โดยนายหมอกได้มาสมัครงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล และนายพายุได้มาสมัครงานในตำแหน่งพนักงานเก็บเงินประจำสาขา นายเมฆเขียนสัญญาเป็นข้อตกลงว่า “ให้นายหมอกวางเงินประกันความเสียหายเป็นเงิน 240,000 บาท และให้นายพายุวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานจำนวนทั้งสิ้น 80,000 บาท และนายเมฆจะคืนเงินประกันความเสียหายในการทำงานให้ภายหลังการเลิกจ้างหรือลาออก 30 วัน”
เช่นนี้ นักศึกษาเห็นว่าถูกต้องหรือไม่ อย่างไร เพราะเหตุใด จงอธิบาย
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 9 วรรคหนึ่งและวรรคสอง “ในกรณีที่นายจ้างไม่คืนเงินประกันตามมาตรา 10 วรรคสอง… ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละสิบห้าต่อปี
ในกรณีที่นายจ้างจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร เมื่อพ้นกำหนดเวลาเจ็ดวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดคืนหรือจ่าย ให้นายจ้างเสียเงินเพิ่มให้แก่ลูกจ้างร้อยละสิบห้าของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลาเจ็ดวัน”
มาตรา 10 “ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี”
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเมฆ (นายจ้าง) ได้ทำสัญญาจ้างนายหมอกเป็นพนักงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคลอัตราเงินเดือน 90,000 บาท และจ้างนายพายุเป็นพนักงานในตำแหน่งพนักงานเก็บเงินประจำสาขาอัตราเงินเดือน 30,000 บาท โดยนายเมฆได้เขียนสัญญาเป็นข้อตกลงว่า “ให้นายหมอกวางเงินประกันความเสียหายเป็นเงิน 240,000 บาท และให้นายพายุวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานจำนวนทั้งสิ้น 80,000 บาท และนายเมฆจะคืนเงินประกันความเสียหายในการทำงานให้ภายหลังการเลิกจ้าง หรือลาออก 30 วัน” นั้น ถูกต้องหรือไม่ แยกพิจารณาได้ดังนี้
กรณีของนายหมอก การที่นายเมฆทำสัญญาจ้างนายหมอกทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล ถือว่าไม่ใช่งานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ (ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง) นายเมฆจึงไม่สามารถเรียกให้นายหมอกวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานได้ ดังนั้น การที่นายเมฆเรียกให้นายหมอกวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานเป็นจำนวนเงิน 240,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง
กรณีของนายพายุ การที่นายเมฆได้ทำสัญญาจ้างนายพายุทำงานในตำแหน่งพนักงานเก็บเงินประจำสาขา ซึ่งลักษณะหรือสภาพของงานที่นายเมฆให้นายพายุทำนั้น ลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ ดังนั้น นายเมฆจึงสามารถเรียกให้นายพายุวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานได้ (ตามมาตรา 10 วรรคหนึ่ง) แต่นายเมฆสามารถเรียกได้เพียงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศกระทรวง คือเรียกได้ไม่เกิน 60 เท่าของอัตราค่าจ้างโดยเฉลี่ยต่อวัน ซึ่งเท่ากับ 60,000 บาทเท่านั้น ($\frac{30,000}{30} \times 60$) ดังนั้น การที่นายเมฆเรียกให้นายพายุวางเงินประกันความเสียหายในการทำงานเป็นจำนวนเงิน 80,000 บาท จึงไม่ถูกต้อง
และการที่ในสัญญามีข้อตกลงว่า นายจ้างจะคืนเงินประกันความเสียหายในการทำงานให้ภายหลังการเลิกจ้างหรือลาออก 30 วันนั้น ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เพราะเป็นข้อตกลงที่ขัดกับมาตรา 10 วรรคสอง ที่กำหนดให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี) ให้แก่ลูกจ้างภายใน 7 วันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออกแล้วแต่กรณี ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน การเขียนข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ดังนั้น นายเมฆจะต้องคืนเงินประกันการทำงานให้ภายใน 7 วันนับแต่วันเลิกจ้างหรือลาออก ถ้าไม่คืนภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้นายเมฆนายจ้างเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่ผิดนัด (ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง) และถ้านายเมฆจงใจไม่คืนหรือไม่จ่ายเงินตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง ดังกล่าว โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร นายเมฆจะต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินที่ค้างจ่ายทุกระยะเวลา 7 วัน (ตามมาตรา 9 วรรคสอง)
สรุป การทำสัญญาจ้างของนายเมฆนายจ้างโดยให้ลูกจ้างวางหลักประกันความเสียหาย และข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวไม่ถูกต้อง ตามเหตุผลและหลักกฎหมายข้างต้น
ข้อ 2. เมื่อปี 2563 บริษัท สายชล จำกัด ประสบวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก บริษัท สายชล จำกัด จึงประกาศหยุดกิจการเป็นการชั่วคราว และห้ามลูกจ้างไปทำงานกับบริษัทอื่นในช่วงหยุดกิจการชั่วคราว นางสาวเอทำงานกับบริษัท สายชล จำกัด มา 10 ปี ไปทำงานกับบริษัท สายน้ำ จำกัด ในช่วงหยุดกิจการชั่วคราว เป็นเวลา 5 วัน โดยได้รับค่าจ้างวันละ 800 บาท บริษัท สายชล จำกัด ทราบ จึงไม่จ่ายเงินร้อยละ 75 ของค่าจ้างให้แก่นางสาวเอ อ้างว่านางสาวเอไปทำงานกับบริษัท สายน้ำ จำกัด และได้รับค่าจ้างแล้ว จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินจำนวนร้อยละ 75 ของค่าจ้างในช่วง 5 วันดังกล่าวอีก และบริษัท สายชล จำกัด ยังมีคำสั่งเลิกจ้างนางสาวเอ อ้างว่าละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงาน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และไม่จ่ายค่าชดเชย
ให้นักศึกษาวินิจฉัยว่า บริษัท สายชล จำกัด ต้องจ่ายเงินร้อยละ 75 ของค่าจ้างให้แก่นางสาวเอในช่วง 5 วันที่ไปทำงานให้แก่บริษัท สายน้ำ จำกัด หรือไม่ และต้องจ่ายค่าชดเชยแก่นางสาวเอหรือไม่
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
มาตรา 75 “ในกรณีที่นายจ้างมีความจำเป็นต้องหยุดกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวด้วยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำคัญ อันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้าง จนทำให้นายจ้างไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่เหตุสุดวิสัย ให้นายจ้างจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละเจ็ดสิบห้าของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการตลอดระยะเวลาที่นายจ้างไม่ได้ให้ลูกจ้างทำงาน ณ สถานที่จ่ายเงินตามมาตรา 55 และภายในกำหนดเวลาการจ่ายเงินตามมาตรา 70 (1)
ให้นายจ้างแจ้งให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าเป็นหนังสือก่อนวันเริ่มหยุดกิจการตามวรรคหนึ่งไม่น้อยกว่าสามวันทำการ”
มาตรา 118 วรรคหนึ่ง “ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้าง ดังต่อไปนี้
(5) ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบสิบปี แต่ไม่ครบยี่สิบปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสามร้อยวัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสามร้อยวันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย”
มาตรา 119 “นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใด ดังต่อไปนี้
(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่บริษัท สายชล จำกัด ประสบวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ ลูกค้ายกเลิกคำสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก บริษัท สายชล จำกัด จึงประกาศหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวนั้น ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีความจำเป็นที่สำคัญอันมีผลกระทบต่อการประกอบกิจการของนายจ้างตามปกติ ดังนั้น นายจ้างจึงหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวได้ตามมาตรา 75 แต่นายจ้างจะต้องจ่ายเงินให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของค่าจ้างในวันทำงานที่ลูกจ้างได้รับก่อนนายจ้างหยุดกิจการ ดังนั้น บริษัท สายชล จำกัด จึงต้องจ่ายเงินจำนวนร้อยละ 75 ของค่าจ้างให้แก่นางสาวเอในช่วง 5 วันที่นางสาวเอไปทำงานกับบริษัท สายน้ำ จำกัด ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่ใช่ค่าจ้างแต่เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายให้ลูกจ้างตามมาตรา 75 และตามบทบัญญัติมาตรา 75 ก็ไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้ลูกจ้าง
ไปทำงานกับนายจ้างอื่นในระหว่างที่นายจ้างประกาศหยุดกิจการเป็นการชั่วคราวแต่อย่างใด ดังนั้น การที่นางสาวเอไปทำงานกับบริษัท สายน้ำ จำกัด จึงไม่ใช่การละทิ้งหน้าที่ตามมาตรา 119 (5) บริษัท สายชล จำกัด จะเลิกจ้างนางสาวเอเพราะเหตุดังกล่าวไม่ได้ การที่บริษัท สายชล จำกัด มีคำสั่งเลิกจ้างนางสาวเอ โดยอ้างว่าละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงาน และจะไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวเอตามมาตรา 119 (5) จึงไม่ถูกต้อง
ดังนั้น บริษัท สายชล จำกัด จึงต้องจ่ายเงินร้อยละ 75 ของค่าจ้างให้แก่นางสาวเอในช่วง 5 วันที่ไปทำงานให้กับบริษัท สายน้ำ จำกัด และต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวเอ (เมื่อมีคำสั่งเลิกจ้าง) ตามมาตรา 118 (5) คือ ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน
สรุป บริษัท สายชล จำกัด ต้องจ่ายเงินร้อยละ 75 ของค่าจ้างให้แก่นางสาวเอในช่วง 5 วันที่ไปทำงานให้กับบริษัท สายน้ำ จำกัด และต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่นางสาวเอตามมาตรา 118 (5)
ข้อ 3. นายเอกเป็นพนักงานขับรถของบริษัท ขนส่งโอเคมาก จำกัด นายเอกได้รับเงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2565 นายเอกขับรถไปส่งของให้ลูกค้า และระหว่างที่กำลังส่งของอยู่นั้นเจอแดดที่ร้อนจัด ประกอบกับนายเอกเป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว นายเอกได้เป็นลมฟุบลงที่หน้าบ้านของลูกค้าหัวฟาดพื้นจนหัวแตกและสลบไป เพื่อนร่วมงานรีบนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลในวันเดียวกัน แพทย์เย็บแผลให้ 10 เข็ม และให้หยุดงานเป็นเวลา 15 วัน
ให้ท่านวินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 นายเอกมีสิทธิได้รับเงินทดแทนหรือไม่ อย่างไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537
มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้
“ประสบอันตราย” หมายความว่า การที่ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจหรือถึงแก่ความตายเนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของนายจ้าง”
มาตรา 13 “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างได้รับการรักษาพยาบาลทันทีตามความเหมาะสมแก่อันตรายหรือความเจ็บป่วยนั้น และให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง
ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า เมื่อฝ่ายลูกจ้างแจ้งให้นายจ้างทราบ”
มาตรา 18 วรรคหนึ่ง “เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย ให้นายจ้างจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือนให้แก่ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) ร้อยละเจ็ดสิบของค่าจ้างรายเดือน สำหรับกรณีที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไม่ว่าลูกจ้างจะสูญเสียอวัยวะตาม (2) ด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่ลูกจ้างไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่นายเอกเป็นพนักงานขับรถของบริษัท ขนส่งโอเคมาก จำกัด ได้รับเงินเดือน ๆ ละ 30,000 บาท เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2565 นายเอกขับรถไปส่งของให้ลูกค้า และระหว่างที่กำลังส่งของอยู่นั้นเจอแดดที่ร้อนจัด ประกอบกับนายเอกเป็นโรคไมเกรนอยู่แล้ว ทำให้นายเอกเป็นลมฟุบลงที่หน้าบ้านของลูกค้า หัวฟาดพื้นจนหัวแตกและสลบไป เพื่อนร่วมงานจึงรีบนำตัวส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลในวันเดียวกัน แพทย์เย็บแผลให้ 10 เข็ม และให้หยุดงานเป็นเวลา 15 วันนั้น ถือว่านายเอกประสบอันตรายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างตามมาตรา 5 แล้ว นายเอกจึงมีสิทธิได้รับเงินทดแทนเนื่องจากประสบอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจ โดยนายเอกจะได้รับเงินทดแทนดังนี้
-
ค่ารักษาพยาบาล ตามมาตรา 13 โดยนายจ้างจะต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้แก่นายเอกเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ดังนี้
(1) ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน 50,000 บาท
(2) ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตาม (1) ไม่เพียงพอให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท
-
ค่าทดแทนในกรณีไม่สามารถทำงานได้ ตามมาตรา 18 (1) เมื่อนายเอกไม่สามารถทำงานได้เพราะประสบอันตรายบาดเจ็บและต้องรักษาตัว 15 วัน นายจ้างจะต้องจ่ายค่าทดแทนให้แก่นายเอกในอัตราร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือน โดยจ่ายตั้งแต่วันแรกที่นายเอกไม่สามารถทำงานได้ไปจนตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้ แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี
สรุป ตาม พ.ร.บ. เงินทดแทน พ.ศ. 2537 นายเอกมีสิทธิได้รับเงินทดแทน คือค่ารักษาพยาบาลตามมาตรา 13 และค่าทดแทนในกรณีที่ไม่สามารถทำงานได้ตามมาตรา 18 (1)
ข้อ 4. บริษัท ซัดใสการ์เม้นท์ จำกัด ประกอบกิจการผลิตเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย มีพนักงานทั้งสิ้น 1,000 คน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 เป็นต้นมา บริษัทฯ ได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้ลูกค้าจากประเทศในกลุ่มยุโรปลดคำสั่งซื้อลงกว่าร้อยละ 80 บริษัทฯ จึงต้องการลดค่าใช้จ่ายโดยออกประกาศที่ 1/2565 มีรายละเอียดดังนี้
-
เปลี่ยนแปลงเวลาทำงานจากเดิมทุกคนทำงานเวลา 8.00 – 17.00 ให้ทุกคนทำงานเป็นกะ
-
ลดเงินเดือนพนักงานทุกคน คนละ 30%
-
ให้ค่าครองชีพเพิ่มคนละ 2,000 บาท
ให้ท่านวินิจฉัยประกาศที่ 1/2565 มีผลเป็นเช่นไร
ธงคำตอบ
หลักกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518
มาตรา 5 “ในพระราชบัญญัตินี้
“สภาพการจ้าง” หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน”
มาตรา 13 “การเรียกร้องให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง หรือการแก้ไขเพิ่มเติมข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง นายจ้างหรือลูกจ้างต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ…”
มาตรา 20 “เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว ห้ามมิให้นายจ้างทำสัญญาจ้างแรงงานกับลูกจ้างขัดหรือแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เว้นแต่สัญญาจ้างแรงงานนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า”
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 “การใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายเป็นการพ้นวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การนั้นเป็นโมฆะ”
วินิจฉัย
กรณีตามอุทาหรณ์ การที่สถานประกอบกิจการ คือ บริษัท ซัดใสการ์เม้นท์ จำกัด ได้มีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิมอยู่แล้ว หากภายหลังบริษัทฯ ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ต้องการให้มีการกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างใหม่เพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ นั้น บริษัทฯ จะต้องแจ้งข้อเรียกร้องเป็นหนังสือให้แก่ฝ่ายลูกจ้างทราบตามมาตรา 13 หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตามมาตรา 20
การที่บริษัทฯ ต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างโดยมิได้ทำตามมาตรา 13 โดยการออกประกาศที่ 1/2565 ดังกล่าว และโดยมิได้รับความยินยอมจากลูกจ้างนั้น การออกประกาศข้อ 1. เปลี่ยนแปลงเวลาทำงานจากเดิมทุกคนต้องทำงานเวลา 8.00 – 17.00 ให้ทุกคนทำงานเป็นกะ และข้อ 2. ลดเงินเดือนพนักงานทุกคนคนละ 30% นั้น ถือเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เป็นการขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้วตามมาตรา 20 อีกทั้งสภาพการจ้างที่เปลี่ยนแปลงใหม่ก็มิได้เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า ดังนั้น การแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงไม่มีผล และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ส่วนการออกประกาศที่ 1/2565 ข้อ 3. โดยให้ค่าครองชีพเพิ่มคนละ 2,000 บาทนั้น แม้จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างที่มีผลใช้บังคับอยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นการแก้ไขข้อบังคับที่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่า จึงสามารถทำได้ตามมาตรา 20 บริษัทฯ จึงต้องผูกพันในการจ่ายค่าครองชีพดังกล่าว
สรุป ประกาศที่ 1/2565 ข้อ 1. และข้อ 2. เป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้ ส่วนข้อ 3. มีผลใช้บังคับได้ตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518