การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2568

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. รัฐกามินเป็นรัฐเล็ก ๆ มีรัฐธรรมนูญกำหนดการปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยที่มีประธานาธิบดีเป็นผู้นำรัฐบาลและมาจากการเลือกตั้ง ต่อมาในปี ค.ศ. 2025 เกิดการรัฐประหารในรัฐกามินโดยมีนายโกเมซ โจ กับพวกก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลของประธานาธิบดีเดวิด รายา และจัดตั้งเป็นรัฐบาลใหม่ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชน ซึ่งอาจลุกขึ้นต่อต้านได้ตลอดเวลา ทำให้รัฐอาร์เซน่อล รัฐลิเวอร์พูล และรัฐเชลซี ซึ่งเป็นรัฐมหาอำนาจและยึดหลักการประชาธิปไตยยังไม่รับรองรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารครั้งนี้

ในคำถามต่อไปนี้ นักศึกษาจงตอบคำถามและอธิบายเหตุผลให้ชัดเจน

1.1 ตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ (Montevideo Convention on the Rights and Duties of States) ค.ศ. 1933 กำหนดองค์ประกอบความเป็นรัฐในเรื่อง รัฐบาล ให้นักศึกษาอธิบายองค์ประกอบความเป็นรัฐดังกล่าว (7 คะแนน)

1.2 เมื่อปรากฏว่าหลายรัฐดังกล่าวไม่ได้รับรองรัฐบาลของนายโกเมซ โจ จะส่งผลกระทบต่อสภาพบุคคลของรัฐกามินตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร และจะทำให้ความเป็นรัฐของกามินสิ้นสุดลงหรือไม่ (9 คะแนน)

1.3 หากรัฐบาลของนายโกเมซ โจ ได้รับการรับรอง จะถือว่าเป็นการรับรองรัฐบาลโดยพฤตินัย หรือการรับรองรัฐบาลโดยนิตินัย (9 คะแนน)

ธงคำตอบ

1.1 ตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ (Montevideo Convention on the Right and Duties of States) ค.ศ. 1933 ได้กำหนดองค์ประกอบของความเป็นรัฐไว้ว่า “รัฐ” คือ บุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ ได้แก่ 1. มีประชากรถาวร 2. มีอาณาเขตที่กำหนดได้ 3. มีรัฐบาล และ 4. มีความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่น ซึ่งองค์ประกอบของความเป็นรัฐในเรื่องรัฐบาลนั้นได้กำหนดไว้ว่า “รัฐบาล” หมายถึง คณะบุคคลผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐในการบริหารกิจการต่าง ๆ ภายในดินแดนของรัฐ รวมทั้งทำหน้าที่ดำเนินความสัมพันธ์กับรัฐอื่น ๆ ในทางระหว่างประเทศ ซึ่งในกฎหมายระหว่างประเทศจะไม่ได้กำหนดว่ารัฐบาลอันเป็นองค์ประกอบความเป็นรัฐจะต้องมีรูปแบบการปกครองแบบใด ขอเพียงรัฐบาลสามารถใช้อำนาจภายในดินแดนตนเองและดำเนินกิจการในทางระหว่างประเทศได้ และไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ก็เป็นรัฐบาลในความหมายนี้ได้

1.2 การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลโดยการรัฐประหารในรัฐกามินนั้น รัฐบาลชุดใหม่ถือเป็นรัฐบาลในความหมายนี้ได้ หากสามารถใช้อำนาจอธิปไตยดำเนินกิจการภายในดินแดนและดำเนินกิจการในทางระหว่างประเทศได้ แม้รัฐต่าง ๆ จะไม่รับรองรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารนี้ แต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อสภาพบุคคลของรัฐ เนื่องจากรัฐกามินยังมีองค์ประกอบความเป็นรัฐครบถ้วนตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ คือ มีประชากร มีดินแดน มีรัฐบาล และมีความสามารถที่จะมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่น การรับรองหรือไม่รับรองรัฐบาลไม่ได้เป็นองค์ประกอบของความเป็นรัฐแต่อย่างใด เพียงแต่รัฐบาลนั้นยังไม่อาจดำเนินกิจการต่าง ๆ ในทางระหว่างประเทศกับรัฐอื่น ๆ ที่ไม่รับรองรัฐบาลของรัฐกามิน

1.3 หากจะมีการรับรองรัฐบาลกามินซึ่งมาจากการรัฐประหารนั้น เมื่อรัฐบาลใหม่ของรัฐกามินมาจากการรัฐประหาร ถือเป็นรัฐบาลที่ขึ้นมามีอำนาจโดยไม่เป็นไปตามวิถีของรัฐธรรมนูญของรัฐ และเมื่อยังไม่มีการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับการใช้อำนาจของตน รัฐบาลชุดนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลโดยพฤตินัย (de facto government) และการรับรองรัฐบาลนี้ของรัฐต่าง ๆ จะเป็นการรับรองรัฐบาลโดยพฤตินัยของรัฐในฐานะที่เป็นรัฐบาลผู้ใช้อำนาจอธิปไตยดำเนินกิจการภายในรัฐและระหว่างประเทศ หากรัฐที่รับรองยังไม่มั่นใจประสิทธิภาพและการใช้อำนาจปกครองรัฐบาลชุดใหม่นี้

ข้อ 2. จงอธิบายความแตกต่างของบ่อเกิดกฎหมายระหว่างประเทศในรูปแบบสนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในประเด็นดังต่อไปนี้

2.1 ที่มาของกฎหมายทั้งสองรูปแบบ

2.2 ลำดับศักดิ์ของกฎหมายทั้งสองรูปแบบ

2.3 กรณีที่หลักกฎหมายใดอยู่ในรูปแบบของสนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศจะมีผลใช้บังคับกับรัฐต่าง ๆ อย่างไร

2.3.1 รัฐที่เป็นภาคีแห่งสนธิสัญญา

2.3.2 รัฐที่ไม่ได้เป็นภาคีแห่งสนธิสัญญา

ธงคำตอบ

สนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศต่างเป็นบ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศที่สำคัญและมีลำดับศักดิ์เท่าเทียมกัน โดยเป็นอิสระต่างหากจากกันและมีผลผูกพันต่อรัฐต่าง ๆ แตกต่างกัน ดังนี้

2.1 ที่มาของกฎหมายระหว่างประเทศทั้งสองรูปแบบ

สนธิสัญญามีที่มาจากข้อตกลงที่รัฐหรือองค์การระหว่างประเทศได้ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีลักษณะเป็นความตกลงที่ชัดเจน อยู่ภายใต้พันธกรณีระหว่างประเทศโดยไม่จำกัดรูปแบบหรือจำนวนฉบับ โดยมีผลผูกพันเฉพาะรัฐภาคีเท่านั้นตามหลักสัญญาต้องเป็นสัญญา (Pacta sunt servanda)

ในขณะที่กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศมีที่มาจากองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ องค์ประกอบภายนอก (General Practice) คือการที่รัฐส่วนใหญ่ปฏิบัติโดยทั่วไปอย่างสม่ำเสมอในรูปแบบเดียวกัน และองค์ประกอบภายใน (Opinio juris sive necessitatis) คือการที่รัฐมีความเชื่อและยอมรับว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นไปตามพันธกรณีทางกฎหมาย และมีผลผูกพันเป็นการทั่วไป (Erga omnes)

2.2 ลำดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศทั้งสองรูปแบบ

สนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศมีลำดับศักดิ์เท่าเทียมกันในฐานะบ่อเกิดหลักของกฎหมายระหว่างประเทศ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 38 ของธรรมนูญศาลฯ ซึ่งกำหนดไว้ในลำดับแรกและลำดับที่สอง โดยไม่มีการจัดลำดับสถานะว่ารูปแบบใดเหนือกว่ากัน ดังนั้น สนธิสัญญาและจารีตระหว่างประเทศจึงมีสถานะทางกฎหมายหรือลำดับศักดิ์เท่าเทียมกัน

2.3 ผลใช้บังคับในกรณีที่หลักกฎหมายใดอยู่ในรูปแบบของสนธิสัญญาและจารีตประเพณีระหว่างประเทศ

กล่าวคือ มีเนื้อหาที่เหมือนกันหรือมีหลักการที่สอดคล้องกัน โดยเนื้อหาในสนธิสัญญาได้รับการยอมรับว่าเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศทั้งฉบับ ผลใช้บังคับจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานะของรัฐนั้น ๆ ว่าเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญาหรือไม่

2.3.1 ผลใช้บังคับกับรัฐที่เป็นภาคีแห่งสนธิสัญญา

ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐภาคีแห่งสนธิสัญญาย่อมต้องเป็นไปตามสนธิสัญญาและเป็นไปตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศ กล่าวคือ รัฐภาคีมีพันธกรณีภายใต้ทั้งสองฐานพร้อมกัน โดยรัฐภาคีผูกพันตามสนธิสัญญาเนื่องจากได้ให้ความยินยอมผูกพันโดยชัดแจ้งและต้องปฏิบัติตามหลัก Pacta sunt servanda ที่ว่าสนธิสัญญาต้องได้รับการปฏิบัติตาม และในขณะเดียวกันรัฐภาคีก็ผูกพันตามจารีตประเพณีด้วยตามหลัก Erga omnes

2.3.2 ผลใช้บังคับกับรัฐที่ไม่ได้เป็นภาคีแห่งสนธิสัญญา

หากเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ไม่ใช่ภาคีแห่งสนธิสัญญา รัฐที่ไม่ใช่ภาคีย่อมต้องบังคับด้วยหลักเกณฑ์เดียวกันในฐานะที่เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป เนื่องจากจารีตประเพณีระหว่างประเทศ มีผลใช้บังคับต่อรัฐทุกรัฐในประชาคมระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้ง ยกเว้นกรณีที่รัฐนั้นได้แสดงการคัดค้านอย่างต่อเนื่อง ความผูกพันของรัฐต่อเนื้อหาในสนธิสัญญาฉบับดังกล่าวจึงผูกพันในฐานะที่เนื้อหานั้นเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ไม่ใช่ในฐานะบทบัญญัติของสนธิสัญญา

ข้อ 3. อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. 1997 (หรือเรียกโดยย่อว่า “อนุสัญญาออตตาวา”) ราชอาณาจักรไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญานี้เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2541 และราชอาณาจักรกัมพูชาได้ให้สัตยาบันอนุสัญญานี้เมื่อ 28 กรกฎาคม 2542 อนุสัญญาออตตาวานี้ไม่ได้กำหนดบทลงโทษในกรณีที่รัฐภาคีฝ่าฝืนไว้

ในกรณีที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 หลายครั้งในปี 2568 ขณะทำการลาดตระเวนตามปกติในดินแดนไทย เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ที่บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี วันที่ 9 สิงหาคม ในพื้นที่รอยต่อบ้านโดนเอาว์-บ้านกฤษณา จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ในพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จ. สุรินทร์ และเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ผลการปฏิบัติใช้รถถางถางหุ้มเกราะทำการเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว พบระเบิด PMN-2 จำนวน 3 ทุ่น ที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ และมีสภาพพร้อมใช้งานแม้ว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บก็ตาม

กระทรวงการต่างประเทศบรรยายสรุปสถานการณ์นี้ให้แก่คณะทูตของรัฐต่างประเทศและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด คณะกรรมการประสานงานภายใต้อนุสัญญาออตตาวา (ซึ่งประกอบด้วยรัฐสมาชิก/รัฐภาคีที่ได้รับเลือกตั้งจากสมาชิกทั้งปวงและมีวาระดำรงตำแหน่ง 2 ปี) ประเทศผู้บริจาคเงินและให้ความช่วยเหลือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแก่กัมพูชา รวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียน โดยกระทรวงการต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า กัมพูชาได้ฝ่าฝืนหรือละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพของดินแดนไทย กฎบัตรสหประชาชาติ และพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา

จงตอบคำถามและอธิบายให้ชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้

(ก) จากข้อเท็จจริงข้างต้น มีความเกี่ยวข้องกับผู้ทรงสิทธิตามสนธิสัญญานี้และผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างไร

(ข) ถึงแม้ว่าอนุสัญญาออตตาวานี้ไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้ชัดเจนต่อรัฐที่ฝ่าฝืนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวา นักศึกษาคิดว่ามีหนทางใดในระดับสากลและระดับภูมิภาคที่จะบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศต่อราชอาณาจักรกัมพูชาได้

ธงคำตอบ

(ก) เมื่ออนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต โอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ค.ศ. 1997 หรือเรียกโดยย่อว่า “อนุสัญญาออตตาวา” นั้น ถือเป็นสนธิสัญญาประเภทหนึ่งตามความหมายของคำว่าสนธิสัญญาแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 2 มาตรา 2 ดังนั้น อนุสัญญาออตตาวาดังกล่าวย่อมส่งผลให้รัฐภาคี รวมทั้งไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นรัฐที่ให้ความยินยอมผูกพันโดยการให้สัตยาบัน ต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าวในฐานะผู้ทรงสิทธิตามสนธิสัญญาในการเก็บกู้และทำลายทุ่นระเบิดรวมทั้งการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และมีความเกี่ยวข้องกับผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศคือองค์การระหว่างประเทศ ในการที่จะสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และร่วมมือในการสอดส่องติดตามการปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าว

(ข) แม้ว่าอนุสัญญาออตตาวาดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้อย่างชัดเจนต่อรัฐที่ฝ่าฝืนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาออตตาวาก็ตาม แต่ก็มีหนทางบังคับใช้อนุสัญญานี้ทั้งในระดับสากลและระดับภูมิภาคอาเซียนต่อกัมพูชาได้ โดยการส่งเรื่องไปให้องค์การสหประชาชาติ (United Nation : UN) เผยแพร่รายงานการละเมิดข้อตกลงของกัมพูชาต่อเวทีของ UN หรือสู่สาธารณะผ่านสื่อและองค์กร ICBL : International Campaign to Ban Landmines (แคมเปญนานาชาติเพื่อการห้ามทุ่นระเบิดสังหาร ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานเพื่อยุติการผลิต สะสม ใช้ และส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาออตตาวา) ซึ่งจะส่งผลให้รัฐที่ฝ่าฝืนอาจถูกประณามจากรัฐภาคีอื่นในที่ประชุมรัฐภาคีประจำปีของอนุสัญญาออตตาวาและรัฐสมาชิกตามกลไกของอาเซียน รวมทั้งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ รัฐภาคีอื่นอาจกดดันทางการทูตและการเมือง มีการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลง เช่น ทำหนังสือประท้วง เรียกทูตของตนกลับประเทศและขับไล่ทูตของรัฐที่ฝ่าฝืน ระงับสิทธิบางประการภายใต้อนุสัญญา เช่น ถูกจำกัดบทบาทในการออกเสียง หรือถูกปฏิเสธมิให้ความร่วมมือทางเทคนิครัฐและองค์กรรระหว่างประเทศงดสนับสนุนในการกู้ทุนระเบิดหรือการช่วยเหลือเหยื่อ เป็นต้น

ข้อ 4. รัฐอัลฟา (State of Alpha) และรัฐเบต้า (State of Beta) เป็นรัฐเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันตามแนวแม่น้ำเดลต้า (Delta River) มีข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนบริเวณเกาะกลางแม่น้ำที่มีพื้นที่ประมาณ 500 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุมีค่า โดยทั้งสองรัฐต่างอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเกาะดังกล่าว โดยรัฐอัลฟาได้ให้สัตยาบันกฎบัตรสหประชาชาติ (UN Charter) เมื่อปี 2505 และเป็นภาคีธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (Statute of the ICJ) โดยปริยาย แต่ไม่เคยทำคำแถลงการณ์ยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาล ตามมาตรา 36 (2) ของกฎบัตรศาล (Optional Clause Declaration) รัฐเบต้าได้ทำคำแถลงการณ์ยอมรับเขตอำนาจบังคับของศาลเมื่อปี 2550 ทั้งสองรัฐไม่เคยทำสนธิสัญญาหรือข้อตกลงใด ๆ ที่กำหนดให้ข้อพิพาทระหว่างกันต้องนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2566 รัฐทั้งสองได้เริ่มกระบวนการเจรจาทางการทูตโดยตรง (Direct Diplomatic Negotiations) และได้มีการประชุมหารือกันถึง 8 ครั้ง ในระยะเวลา 6 เดือน ในการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2566 รัฐทั้งสองได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding) ที่กรุงนิวทรัล (Neutral City) ซึ่งระบุว่า “รัฐทั้งสองตกลงที่จะจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (Joint Technical Commission) เพื่อทำการสำรวจและกำหนดเส้นเขตแดนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศภายในระยะเวลา 1 ปี และตกลงที่จะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่เปลี่ยนแปลงสถานภาพปัจจุบันของพื้นที่พิพาทในระหว่างกระบวนการนี้” บันทึกความเข้าใจดังกล่าวได้รับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองรัฐ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566 รัฐอัลฟาได้ส่งกำลังทหาร 200 นาย เข้าประจำการในเกาะพิพาทและได้สร้างฐานทัพถาวร โดยอ้างว่าเป็นการปกป้องอธิปไตยของตน การกระทำนี้เป็นการละเมิดข้อตกลงที่จะไม่เปลี่ยนแปลงสถานภาพปัจจุบันอย่างชัดเจน นอกจากนี้รัฐอัลฟายังปฏิเสธที่จะส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคที่กำหนดไว้

รัฐเบต้าได้ประท้วงการกระทำของรัฐอัลฟาอย่างเป็นทางการ และพยายามเจรจาต่อรองอีกหลายครั้งแต่รัฐอัลฟาไม่ตอบสนอง รัฐเบต้าจึงกำลังพิจารณาว่าควรใช้กลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีเฉพาะประเภททางการทูต (Diplomatic Means of Dispute Settlement) เท่านั้นที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศต่อไปอย่างไรดี

ดังนั้น ขอให้นักศึกษาอธิบายและประเมินความเหมาะสมของแต่ละกลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีทางการทูตที่เหมาะสมตามกรณีข้างต้น และกลไกทางการทูตใดที่จะสามารถให้มีผลผูกพันทางกฎหมายได้บ้าง

ธงคำตอบ

กลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีเฉพาะประเภททางการทูต (Diplomatic Means of Dispute Settlement) ที่มีอยู่ตามมาตรา 33 วรรคสอง ของกฎบัตรสหประชาชาติ มี 5 ประการ คือ

1. การเจรจาโดยตรง (Negotiation) คือ การที่รัฐคู่พิพาทเจรจาโดยตรงผ่านช่องทางการทูต แม้ว่าได้ใช้ไปแล้ว 8 ครั้ง แต่ล้มเหลวเพราะรัฐอัลฟาละเมิดข้อตกลงก็ตาม แต่ก็สามารถกลับมาเจรจากันได้อีกในระดับที่สูงขึ้น

2. การไกล่เกลี่ย (Good Offices) คือ การอาศัยบุคคลที่สามเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กลับมาเจรจากัน โดยไม่เข้าไปเสนอแนะแนวทางแก้ไข เมื่อรัฐอัลฟาไม่ตอบสนองการเจรจา อาจต้องการตัวกลางช่วยสื่อสาร เช่น เลขาธิการสหประชาชาติหรือรัฐที่สาม นำคู่พิพาทกลับมาสู่การเจรจากันใหม่

3. การประนีประนอม (Mediation) คือ การที่ผู้ไกล่เกลี่ยเข้ามาร่วมการเจรจาอย่างเข้มข้น ศึกษาข้อเท็จจริงและเสนอแนะแนวทางระงับข้อพิพาท เนื่องจากเป็นข้อพิพาทที่ซับซ้อนเกี่ยวกับเขตแดนและแร่ธาตุมีค่า ต้องการผู้เชี่ยวชาญช่วยเสนอแนวทางที่ยุติธรรม และยังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไว้ได้

4. การไต่สวนหาข้อเท็จจริง (Inquiry) คือ การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและหาข้อเท็จจริงที่เป็นข้อพิพาท โดยไม่เสนอวิธีระงับข้อพิพาท แม้ว่าข้อเท็จจริงค่อนข้างชัดเจนแล้วจากการที่รัฐอัลฟาส่งทหารเข้าพื้นที่ แต่อาจจะมีประเด็นประวัติศาสตร์การครอบครองที่ยังไม่ชัดเจนหรือข้อเท็จจริงอื่นใดเพิ่มเติมอีก

5. การตั้งคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ย (Conciliation) เป็นการผสมผสานการไต่สวนหาข้อเท็จจริงและการประนีประนอม ศึกษาข้อเท็จจริงอย่างละเอียดแล้วเสนอแนะข้อยุติ ซึ่งข้อพิพาทมีทั้งประเด็นข้อเท็จจริงคือ การกำหนดเส้นเขตแดน และประเด็นข้อกฎหมาย คือ การละเมิดบันทึกความเข้าใจ

ซึ่งกลไกการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีทั้ง 5 ประการดังกล่าวนั้น ไม่มีกลไกทางการทูตใดที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เนื่องจากข้อเสนอ คำแนะนำ หรือรายงานจากกลไกทางการทูตทุกวิธีจะไม่มีผลผูกพันรัฐคู่พิพาทมีอิสระที่จะยอมรับหรือปฏิเสธในผลลัพธ์นั้นได้ แต่อย่างไรก็ดี แม้กลไกทางการทูตจะไม่มีผลผูกพันแต่ก็เป็นที่นิยมใช้เพราะมีความยืดหยุ่นสูง รักษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เคารพอธิปไตยของรัฐ และสามารถคำนึงถึงปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมได้นั่นเอง

Advertisement