การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2566

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบกระบวนวิชานี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ข้อ 1. โปรดอธิบายความหมายและการมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายของบ่อเกิดลำดับหลักของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 แห่งธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (15 คะแนน)

และการเรียงลำดับประเภทของบ่อเกิดกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 เป็นการเรียงตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศใช่หรือไม่ เพราะเหตุใด (10 คะแนน)

ธงคำตอบ

บ่อเกิดลำดับหลักของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 ของธรรมนูญของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คือ

1. อนุสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทั่วไปหรือเฉพาะเจาะจง ซึ่งวางหลักอันเป็นที่ยอมรับของรัฐ ซึ่งหมายถึงสนธิสัญญา โดยที่นิยามของสนธิสัญญา คือ ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างบุคคลในระหว่างประเทศ (รัฐกับรัฐ หรือรัฐกับองค์การระหว่างประเทศ หรือระหว่างองค์การระหว่างประเทศกับองค์การระหว่างประเทศ) อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับผนวกกันแบบใดก็ได้ และสนธิสัญญาจะมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายตามหลักมีผลผูกพันตามที่ตกลง (Pacta Sunt Servanda)

2. จารีตประเพณีระหว่างประเทศ ที่เป็นหลักฐานของการปฏิบัติทั่วไปที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นกฎหมาย ซึ่งจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ

(1) การปฏิบัติของรัฐ (State Practice) หรือทางปฏิบัติของนานาประเทศ (Practice of States) เกิดเป็นกรณีตัวอย่าง (Precedents) ของหลาย ๆ รัฐติดต่อกัน มีความถี่สม่ำเสมอเหมือน ๆ กัน (Repetition) สอดคล้องกัน (Consistency) และแพร่หลายทั่วไป (Widespread)

(2) ความเชื่อของรัฐว่าหลักการในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ปฏิบัตินั้นเป็นกฎหมายและจำเป็นจะต้องปฏิบัติตาม (Opinio Juris Sive Necessitatis)

โดยที่การปฏิบัติของรัฐและ Opinio Juris Sive Necessitatis เป็นเวลาช้านาน (Time Immemorial) ได้แปรเปลี่ยนที่จุดพลิกผัน (Tipping Point) ทำให้ทั้งสององค์ประกอบกระจ่างชัดกลายเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (Crystallized Customary Law)

จารีตประเพณีระหว่างประเทศมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายตามหลักมีผลผูกพันเป็นการทั่วไป (Erga omnes) ซึ่งมีผลให้ผูกพันบุคคลในกฎหมายระหว่างประเทศในสังคมระหว่างประเทศทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องอาศัยความยินยอมแต่ประการใด

3. หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยอารยประเทศทั้งหลาย คือ หลักกฎหมายซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันตามกฎหมายภายในของรัฐ โดยที่ปัจจุบันทุกรัฐถือได้ว่าเป็นอารยประเทศทั้งหมดแล้ว โดยที่หลักกฎหมายทั่วไปจึงมีผลใช้บังคับในทางกฎหมายของรัฐส่วนใหญ่โดยหลักอยู่แล้ว เนื่องจากหลักกฎหมายทั่วไปได้แทรกซึมและผสมผสานอยู่ในระบบกฎหมายภายในของรัฐต่าง ๆ ในตัวบทกฎหมายหรือแนวคำพิพากษาของศาล เช่น หลักการชดเชยความเสียหายในคดี หรือหลักกฎหมายปิดปากในคดี (เช่น กรณีคดีปราสาทพระวิหารระหว่างกัมพูชากับไทย ในปี ค.ศ.1962) เป็นต้น

การเรียงลำดับประเภทของบ่อเกิดลำดับหลักของกฎหมายระหว่างประเทศตามมาตรา 38 นั้น ไม่เป็นการเรียงตามลำดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็นการเรียงตามพัฒนาการของกฎหมายระหว่างประเทศในทางประวัติศาสตร์ โดยหลักการแล้วกฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้มีลำดับศักดิ์ บ่อเกิดของกฎหมายระหว่างประเทศมีความเท่าเทียมกัน เป็นความสัมพันธ์ของกฎหมายแบบแนวราบ (Horizontal) ไม่ใช่แนวดิ่ง (Vertical) อย่างไรก็ตาม ลำดับศักดิ์ของกฎหมายระหว่างประเทศมีข้อยกเว้นอย่างน้อย 2 ประการ คือ

  1. บ่อเกิดของกฎหมายจะขัดแย้งกับบรรทัดฐานต้องห้ามของกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป (jus cogens) ไม่ได้ และ

  2. กฎหมายระหว่างประเทศจะขัดแย้งกับบทบัญญัติของกฎบัตรสหประชาชาติไม่ได้ (ตามมาตรา 103 ของกฎบัตรสหประชาชาติ)

ข้อ 2. หลังจากการสู้รบกันต่อเนื่อง 11 วัน และการไกล่เกลี่ยของสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ รัฐอิสราเอลโดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และกลุ่มติดอาวุธฮามาสของปาเลสไตน์ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง (Ceasefire Agreement) เมื่อ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 โดยทั้งสองฝ่ายออกมากล่าวด้วยวาจาผ่านผู้แทนของแต่ละฝ่ายว่าตกลงร่วมกันว่าจะหยุดสู้รบ อิสราเอลตกลงอย่างไม่มีเงื่อนไขที่จะไม่เข้าไปยุ่งกับมัสยิดอัลอักซอในเยรูซาเล็มตะวันออกและเขตชีค จาร์ราห์ ซึ่งเชื่อได้ว่าผู้อพยพชาวยิวพยายามจะขับไล่ครอบครัวปาเลสไตน์ออกไปจากพื้นที่ รวมทั้งตกลงยกเลิกประกาศห้ามเดินทางในอิสราเอล และยินยอมเปิดพรมแดนเพื่อให้สามารถเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในเขตฉนวนกาซาซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคน และผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ข้อตกลงที่เกิดขึ้นข้างต้นเป็นสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 (VCLT) และก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบายให้ชัดเจน

ธงคำตอบ

อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 2 มาตรา 2 ได้ให้คำจำกัดความของสนธิสัญญาไว้ว่า “สนธิสัญญา คือ ความตกลงระหว่างประเทศที่ได้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐ และอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ไม่ว่าสนธิสัญญานั้นจะได้กระทำในรูปเอกสารฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับ หรือไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเฉพาะเป็นอย่างใดก็ตาม”

และจากคำจำกัดความของคำว่า “สนธิสัญญา” ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 ข้อ 2 มาตรา 2 ดังกล่าวข้างต้นนั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ

  1. สนธิสัญญานั้นจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

  2. ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

  3. ข้อตกลงที่กระทำขึ้นนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ

  4. สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้นอาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใดก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น

  5. สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึงรัฐและองค์การระหว่างประเทศ

กรณีตามปัญหา เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ.1969 แล้ว จะเห็นได้ว่า ข้อตกลงหยุดยิงที่ตกลงกันระหว่างรัฐอิสราเอลซึ่งเป็นรัฐที่มีความสามารถเข้าทำสนธิสัญญากับกลุ่มติดอาวุธฮามาสของปาเลสไตน์ซึ่งไม่ใช่รัฐที่จะเป็นคู่สัญญา อีกทั้งการตกลงกันนั้นแม้จะใช้คำว่าข้อตกลง แต่ก็เป็นกรณีที่ทั้งสองฝ่ายออกมากล่าวด้วยวาจาผ่านผู้แทนของแต่ละฝ่ายว่าตกลงร่วมกันว่าจะหยุดสู้รบ ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ จึงไม่ใช่ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นระหว่างรัฐตามความหมายของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาฯ ข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นสนธิสัญญา เนื่องจากขาดองค์ประกอบที่สำคัญ VCLT ข้อ 2 มาตรา 2 และจะไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ดี หากปรากฏว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการฝ่าฝืนข้อตกลงดังกล่าว อาจมีผลบังคับระหว่างกันโดยเป็นสัญญาที่อยู่ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศแม้ว่าจะมีข้อจำกัดในส่วนนี้ก็ตาม

ข้อ 3. (ก) เมื่อกล่าวถึงดินแดนของรัฐ (State Territory) ประเทศไทยมีลักษณะเป็นรัฐชายฝั่ง (Coastal State) อาณาเขตของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน ห้วงอากาศ และชายฝั่งที่ติดกับทะเล ส่วนใดบ้างที่ถือเป็นราชอาณาจักรของรัฐเมื่อพิจารณาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (10 คะแนน)

(ข) ประเทศไทยได้ทำการประกาศทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) ไว้ที่ 12 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐาน หากเรือ MARIA II ซึ่งเป็นเรือขนส่งสินค้าจดทะเบียนในประเทศสเปนจะแล่นผ่านเข้ามาในทะเลอาณาเขตประเทศไทยเพื่อไปส่งสินค้า ณ ท่าเรือปลายทางประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยจะไม่อนุญาตให้เรือ MARIA II ผ่านได้หรือไม่ เพราะเหตุใด จงอธิบาย (15 คะแนน)

ธงคำตอบ

(ก) ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ บริเวณที่ถือว่าเป็นราชอาณาจักรของรัฐ ได้แก่ บริเวณที่รัฐมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือบริเวณนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน พื้นน้ำ หรือห้วงอากาศ ราชอาณาจักรของประเทศไทยจึงประกอบไปด้วย

  1. พื้นดิน

  2. ห้วงอากาศเหนือพื้นดิน

  3. พื้นน้ำในส่วนทะเลอาณาเขตที่ติดกับชายฝั่งในระยะ 12 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐาน

  4. ห้วงอากาศเหนือทะเลอาณาเขต

  5. พื้นดินท้องทะเล (Sea-bed) ของทะเลอาณาเขต และ

  6. ดินใต้ผิวดิน (Subsoil) ของทะเลอาณาเขตด้วย

(ข) บริเวณระยะ 12 ไมล์ทะเลนับจากเส้นฐาน เรียกว่า ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) เป็นบริเวณที่รัฐชายฝั่งมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือบริเวณนั้น อย่างไรก็ดี ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศว่าด้วยทะเลจนมาถึงหลักการที่ปรากฏในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 และ ค.ศ.1982 ต่างรองรับหลักการผ่านโดยสุจริต (Right of Innocent Passage) ให้เป็นสิทธิของรัฐทั้งปวงในการแล่นเรือผ่านทะเลอาณาเขตของรัฐชายฝั่งได้ อันเป็นหลักการที่เป็นข้อจำกัดการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐชายฝั่งที่มีเหนืออาณาเขตของตน โดยการผ่านโดยสุจริตนั้น หมายถึง การผ่านที่ไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อสันติภาพ ความสงบเรียบร้อย หรือความมั่นคงของรัฐชายฝั่ง

ตามข้อ 24 แห่งอนุสัญญากรุงมอนเตโกเบย์ ค.ศ. 1982 บัญญัติว่า “หน้าที่ของรัฐชายฝั่ง มีดังนี้

  1. รัฐชายฝั่งจะต้องไม่ขัดขวางการผ่านโดยสุจริตของเรือต่างชาติในทะเลอาณาเขต เว้นแต่จะเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับอนุสัญญานี้…… รัฐชายฝั่งจะต้องไม่วางข้อกำหนดแก่เรือต่างชาติซึ่งก่อให้เกิดการขัดขวางหรือทำให้เสียสิทธิในการผ่านโดยสุจริต……”

จากข้อเท็จจริง การที่เรือ MARIA II ซึ่งเป็นเรือขนส่งสินค้า จดทะเบียนในประเทศสเปน ต้องการจะแล่นผ่านเข้ามาในทะเลอาณาเขตประเทศไทยเพื่อไปส่งสินค้า ณ ท่าเรือปลายทางประเทศญี่ปุ่น ย่อมถือว่าเป็นการผ่านโดยสุจริต ดังนั้นประเทศไทยจะไม่อนุญาตให้เรือ MARIA II ผ่านไม่ได้

ข้อ 4. จงอธิบายลักษณะสำคัญของการระงับข้อพิพาทโดยการไต่สวน (Inquiry) กับการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ นอกจากนี้ การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศทั้งสองรูปแบบนี้มีความเหมือนและแตกต่างกันในประเด็นสำคัญอย่างไร

ธงคำตอบ

การระงับข้อพิพาทโดยการไต่สวน (Inquiry) เป็นวิธีการหนึ่งในการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศทางการทูตตามมาตรา 33 (1) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ โดยกระบวนการของบุคคลภายนอกที่เป็นกลางสำหรับการร่วมกันเพื่อค้นหาข้อเท็จจริง และการสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ยุติอันนำมาซึ่งการลดความตึงเครียดระหว่างประเทศ ลักษณะสำคัญในการระงับข้อพิพาทกรณีนี้ คือ คู่พิพาทจะตกลงตั้งบุคคลที่สามเป็นคณะทำงานร่วมกันเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริงในปัญหาพื้นฐาน หรือต้นเหตุอันเป็นที่มาของข้อพิพาท ทั้งนี้ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการจำกัดเพียงการไต่สวนข้อเท็จจริงและการจัดทำรายงานการไต่สวนเท่านั้น โดยจะไม่มีการเสนอแนะให้มีการระงับข้อพิพาทแต่อย่างใด การระงับข้อพิพาทกรณีนี้มีความสำคัญต่อข้อพิพาทในระหว่างประเทศเพราะหากไม่สามารถหาข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติตรงกันแล้ว ก็ยากที่จะทำได้ข้อยุติในปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ยุติก่อนในการวินิจฉัย โดยการตกลงเพื่อใช้วิธีการนี้อาจตกลงผ่านสนธิสัญญา เช่น อนุสัญญากรุงเฮกเพื่อการระงับข้อพิพาทโดยสันติ ค.ศ.1899 และ ค.ศ.1907 ที่นำมาใช้กับกรณีดอกเกอร์แบงก์ (Dogger Bank) ในปี ค.ศ.1905 ระหว่างจักรวรรดิรัสเซียกับสหราชอาณาจักรที่ได้ข้อเท็จจริงว่า กองทัพเรือของจักรวรรดิรัสเซียเข้าใจผิดว่ากองเรือลากอวนของอังกฤษในพื้นที่ดอกเกอร์แบงก์ของทะเลเหนือคิดว่าเป็นเรือตอร์ปิโดของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่น และยิงเข้าใส่จนกลายเป็นการยิงอาวุธใส่กันท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในระยะประชิดของเรือ เป็นผลให้รัสเซียยอมจ่ายค่าชดเชยแก่ชาวประมงเหล่านั้น เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การตั้งคณะทำงานเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง เป็นการกระทำทางการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้น รายงานข้อเท็จจริงจึงไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมายต่อรัฐคู่พิพาทแต่อย่างใด คู่พิพาท”ยังมีสิทธิเลือกว่าจะยอมรับรายงานที่คณะกรรมการเสนอหรือไม่ก็ได้

ส่วนการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ เป็นการระงับข้อพิพาทวิธีที่มีลักษณะทางกฎหมาย โดยบุคคลที่สามคนหนึ่งหรือองค์คณะซึ่งได้รับการคัดเลือกจากคู่พิพาท เพื่อให้ระงับข้อพิพาทระหว่างตนและคู่พิพาทตกลงยินยอมที่จะผูกพันตามคำชี้ขาด (Award) ของบุคคลภายนอกเช่นว่านั้น การระงับข้อพิพาทวิธีนี้เป็นที่นิยมมากในการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ โดยอำนาจในการพิจารณาคดีขึ้นอยู่กับความยินยอมของรัฐ โดยความยินยอมอาจกำหนดไว้ในสนธิสัญญา หรือโดยการจัดทำข้อตกลงพิเศษก็ได้ ในการระงับข้อพิพาทจะใช้กฎหมายระหว่างประเทศหรือกฎหมายที่คู่กรณีตกลงกันในการพิจารณาคดี และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันรัฐคู่พิพาทและถือเป็นที่สิ้นสุด เว้นแต่กรณีมีข้อผิดพลาดในคำชี้ขาดหรือกระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศทั้งสองรูปแบบนี้ มีข้อเหมือนและข้อแตกต่างกันในประเด็นสำคัญ ดังนี้คือ

ความเหมือนของการระงับข้อพิพาททั้งสองรูปแบบ คือ การเริ่มต้นการระงับข้อพิพาทโดยอาศัยความยินยอมของคู่กรณี คณะกรรมการไต่สวน (Inquiry) และตุลาการในอนุญาโตตุลาการเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับการคัดเลือกจากคู่พิพาทของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน เพื่อทำหน้าที่ในการสืบสวนข้อเท็จจริงในประเด็นที่พิพาทเพื่อทำข้อสรุปในข้อเท็จจริง

ความแตกต่างของการระงับข้อพิพาททั้งสองรูปแบบ คือ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการไต่สวนจำกัดเพียงการไต่สวนข้อเท็จจริงและการจัดทำรายงานการไต่สวนเท่านั้น โดยจะไม่มีการเสนอแนะให้มีการระงับข้อพิพาทแต่อย่างใด นอกจากนี้การไต่สวน (Inquiry) ยังถือเป็นการระงับข้อพิพาททางการทูต จึงทำให้รายงานการไต่สวนไม่มีผลผูกพันในทางกฎหมาย แต่อนุญาโตตุลาการเป็นการระงับข้อพิพาททั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาทางกฎหมาย และคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการมีผลผูกพันในทางกฎหมายต่อรัฐคู่พิพาท

Advertisement