การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2565

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ 

ณ บริเวณทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลในแถบซาฮาร่าที่จากสายตาบุคคลภายนอกจะดูรกร้างและแห้งแล้งในภาพแรก ซึ่งหากเดินทางโดยไม่หลงอยู่กลางทะเลทรายนานนับสัปดาห์ก็จะสามารถเข้าถึงใจกลางทะเลทรายและเป็นพื้นที่ป่าฝนที่เขียวขจีเป็นแหล่งโอเอซิสของทะเลทรายซาฮาร่าราวดั่งเพชรยอดมงกุฎ ในพื้นที่นี้ประกอบด้วย 5 อาณาจักร ได้แก่ แคทรียา พุทธรักษา พุดตาน ทิวา และหิรัญญิการ์ ซึ่งแม้ว่าทั้ง 5 อาณาจักรต่างใช้สัญลักษณ์ของดอกไม้ประจำอาณาจักรแตกต่างกันแต่ก็มีชาติพันธุ์เดียวกัน เพราะล้วนแล้วแต่เชื่อในตำนานว่าทั้งหมดล้วนสืบเชื้อสายมาจากอารยธรรมโบราณในท้องถิ่นที่สูญสิ้นไปเรียกว่าสสุคนธ์ที่คงเหลือแต่เพียงตำนานและพระคัมภีร์มินตราที่ยังคงได้รับการเคารพและบอกเล่าผ่านชาวทะเลทรายจวบจนปัจจุบัน แต่ทว่าความร้อนแรงของแสงแดดที่แผดเผามิตรภาพของแต่ละเผ่าที่ล้วนแล้วแต่มีรากเหง้าเดียวกัน การแบ่งแยกกันด้วยเพียงชนิดของดอกไม้ที่ต่างกันซึ่งไม่สามารถหาสาเหตุของการแบ่งแยกนี้ว่ามาจากเหตุผลใดมิทราบ จนตลอดระยะเวลากว่าสองพันปีที่ทั้ง 5 อาณาจักร ก็ต่างผลัดกันขึ้นมาเป็นใหญ่เหนือทะเลทรายซาฮาร่า ทุกเม็ดทรายล้วนคลุกเคล้าไปด้วยเลือดจากนัยน์ตาสีน้ำตาลอมเขียวมรกตของประชาชนจากทุก ๆ เผ่าที่ต่างก็ล้วนแล้วแต่มีสีแดงไม่ต่างกัน

จวบจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ดินแดนอันแห้งแล้งและดูเหมือนกับว่าขาดไร้ซึ่งทรัพยากรที่มีมูลค่านี้ กลับพบว่าภายใต้ท้องทะเลทรายนี้เองมีทรัพยากรอันล้ำค่าที่เปรียบได้กับว่าเป็นเพชรสีฟ้าเรียกว่าแร่เยอบีร่า ซึ่งเป็นธาตุหายากของโลกที่ไม่พบในพื้นที่อื่นในโลก โดยที่ประโยชน์ของแร่นี้สามารถนำมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้พลังงานสะอาดมากขึ้นของเตาปฏิกรณ์พลังงานปรมาณู จุดเปลี่ยนนี้เองจึงเป็นการเปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสนามการค้าและนำสันติภาพมาสู่พื้นที่แห่งนี้ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2560 เพื่อสร้างความเข้มแข็งในเวทีโลก และเป็นการผูกขาดการส่งออกแร่เยอบีร่า อาณาจักรทั้ง 5 ในนามแคทรียาบุรี พุทธรักษาบุรี พุดตานบุรี ทิวาบุรี และหิรัญญิการ์บุรี จึงมารวมตัวกันจัดตั้งเป็นรัฐรวมเรียกว่า สหพันธรัฐ ‘เบญจบุปผาบุรี’

ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ประมุขของ 5 อาณาจักร หมุนเวียนกันขึ้นมาเป็นกษัตริย์ของสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีคราวละ 5 ปี ปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ กษัตริย์เป็นองค์อธิปัตย์ที่ปกเกล้าแต่ไม่ปกครอง รัฐบาลกลางเท่านั้นที่มีอำนาจเกี่ยวกับกิจการภายนอก ได้แก่ การทำสนธิสัญญากับรัฐอื่น ๆ การรับส่งผู้แทนทางการทูต การมีกองทัพป้องกันประเทศ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร โดยปี พ.ศ. 2561 สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีได้รับการยอมรับเข้ามาเป็นรัฐสมาชิกใหม่ลำดับที่ 201 ของสหประชาชาติ

ปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2565 องค์ฮาวายที่ 3 แห่งมลรัฐพุทธรักษาบุรี ได้หมุนเวียนขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ที่สองของสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรี พระนามว่ากษัตริย์ฮาวาย ซึ่งในบทปฐมกาลตามพันธสัญญาในพระคัมภีร์มินตรากล่าวว่า ชาวสสุคนธ์ต้องเดินทางออกมาจากเกาะดีบุกนี้ 2,852 ปี ซึ่งนักประวัติศาสตร์และเทววิทยาของสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีต่างได้ข้อสรุปและเห็นพ้องกับว่าเกาะดีบุกในปัจจุบันคือ เกาะภูเก็ตในประเทศไทยนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ พระราชินีโรสแห่งมลรัฐพุดตานบุรีและกษัตริย์ราชรัตน์แห่งมลรัฐทิวาบุรี ซึ่งทั้งสองพระองค์มีพระราชศรัทธาอันแรงกล้าต่อคำสอนในพระคัมภีร์มินตราเช่นเดียวกับกษัตริย์ฮาวาย จึงทำสนธิสัญญาระหว่างทั้งสองมลรัฐ โดยมีชื่อว่า ‘สนธิสัญญาพันธมินตราจรดทราย’ โดยมีวัตถุประสงค์เป็น

เมืองคู่แฝดกันเพื่ออำนวยความสะดวก แลกเปลี่ยนความรู้และบุคลากรให้แก่ประชาชนของทั้งสองมลรัฐ ในการเดินทางสามารถเข้าไปแสวงบุญในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์นี้ในวาระครบระยะเวลา 2,852 ปี สิ้นสุดระยะเวลาพันธสัญญาในพระคัมภีร์มินตรา ส่งผลให้มีความเชื่อกันว่าลูกหลานของชาวสสุคนธ์ สามารถกลับมายังดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว

จากข้อเท็จจริงข้างต้น ขอให้นักศึกษาวินิจฉัยและอธิบาย ข้อ 1. และข้อ 2. ดังนี้

ข้อ 1. สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีเป็นรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

ตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 มาตรา 1 ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของการเป็นรัฐไว้ดังนี้ “The State as a person of international law should possess the following qualifications : (a) permanent population; (b) a defined territory; (c) government; and (d) capacity enter into relations with the other states.”

จากบทบัญญัติข้างต้นแสดงให้เห็นว่า รัฐ (State) มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

  1. มีประชากรถาวร หมายถึง การมีประชากรที่อยู่อาศัยในรัฐนั้นเป็นการถาวร ไม่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมา ซึ่งประชากรในแต่ละรัฐอาจมีจำนวนมากหรือน้อยแตกต่างกันก็ได้ และไม่ว่าประชากรของรัฐจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม

  2. มีอาณาเขตที่กำหนดให้ หมายถึง รัฐจะต้องมีดินแดนของรัฐที่กำหนดอาณาเขตแน่นอน อาจเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐอื่นหรือไม่ก็ได้ โดยอาณาเขตของรัฐประกอบไปด้วยอาณาเขตทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ

  3. รัฐบาล หมายถึง คณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐ เนื่องจากเมื่อรัฐมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การทำหน้าที่ของรัฐจึงต้องมีตัวแทนของรัฐด้วย ซึ่งรัฐบาลของแต่ละรัฐอาจมีวิธีการได้มาที่แตกต่างกันตามระบอบการปกครองของรัฐ และมีวาระหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นคราว ๆ ไป

  4. ความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่น จะเห็นว่าการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของการความเป็นรัฐ ซึ่งความสามารถนี้จะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐอื่น กล่าวคือ รัฐจะต้องมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือรัฐนั้นเอง

จากข้อเท็จจริงตามอุทาหรณ์ การที่ดินแดนทั้ง 5 พื้นที่ ได้แก่ แคทรียาบุรี พุทธรักษาบุรี พุดตานบุรี ทิวาบุรี และหิรัญญิการ์บุรี รวมตัวกันจัดตั้งเป็นรัฐรวมเรียกว่า สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรี โดยรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ปกครองระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลกลางโดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร มีอำนาจที่เกี่ยวกับกิจการภายนอก ได้แก่ การทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ การรับส่งผู้แทนทางการทูต การป้องกันประเทศ ดังนั้น เมื่อพิจารณาองค์ประกอบของสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีตามอนุสัญญากรุงมอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 อันมีประชากรถาวร ดินแดนที่มีขอบเขต รัฐบาล และความสามารถที่จะมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่น จึงถือว่ามีองค์ประกอบของความเป็นรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว

นอกจากนี้ในปี พ.ศ. 2561 สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีได้รับการยอมรับเข้ามาเป็นรัฐสมาชิกใหม่ลำดับที่ 201 ของสหประชาชาติ จึงถือว่าสหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีได้รับการยอมรับจากนานาประเทศว่าเป็นรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยการรับรอง (Recognition) ความเป็นรัฐแล้ว ทั้งนี้ หากพิจารณาทฤษฎีเงื่อนไข

การก่อกำเนิดของรัฐ (Constitutive Theory) การรับรองเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่จะทำให้รัฐกลายเป็นบุคคลระหว่างประเทศตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือพิจารณาทฤษฎีการประกาศ (Declaratory Theory) การรับรองรัฐได้มีผลทำให้เกิดรัฐ แต่เป็นการยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการมีอยู่และประกาศความพร้อมที่จะมีความสัมพันธ์กับรัฐใหม่ที่ได้รับการรับรอง

ดังนั้น สหพันธรัฐเบญจบุปผาบุรีเป็นรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อ 2. หากไม่คำนึงถึงขั้นตอนในการจัดทำสนธิสัญญาแล้ว สนธิสัญญาพันธมินตราจรดทราย ถือว่าเป็นสนธิสัญญาตามความหมายของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ค.ศ. 1969 หรือไม่ เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties : VCLT) ข้อ 2 มาตรา 2 ได้ให้คำจำกัดความของสนธิสัญญาไว้ว่า “สนธิสัญญา คือ ความตกลงระหว่างประเทศที่ได้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐ และอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่ว่าสนธิสัญญานั้นจะกระทำในรูปเอกสารฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับ หรือไม่ว่าจะชื่อเรียกเฉพาะเป็นอย่างใดก็ตาม”

และจากคำจำกัดความของคำว่า “สนธิสัญญา” ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 ข้อ 2 มาตรา 2 ดังกล่าวข้างต้นนั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ

  1. สนธิสัญญานั้นจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ

  2. ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร

  3. ข้อตกลงที่กระทำขึ้นนั้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ

  4. สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้นอาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใดก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น

  5. สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศ ซึ่งหมายถึงรัฐและองค์การระหว่างประเทศ

กรณีตามปัญหา เมื่อพิจารณาจากองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาฯ จะเห็นได้ว่า สนธิสัญญาพันธมินตราจรดทรายเป็นสนธิสัญญาร่วมกันระหว่างมลรัฐพุดตานบุรีและมลรัฐทิวาบุรี เพื่ออำนวยความสะดวก แลกเปลี่ยนความรู้และบุคลากรให้แก่ประชาชนของทั้งสองมลรัฐในการเดินทางเข้าไปแสวงบุญในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ในวาระครบระยะเวลา 2,852 ปี จึงไม่ใช่ความตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นระหว่างรัฐตามความหมายอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 เนื่องจากขาดองค์ประกอบที่สำคัญ กล่าวคือ สนธิสัญญาดังกล่าวนั้นเป็นเพียงการตกลงกันระหว่างระดับมลรัฐไม่ใช่เป็นระดับรัฐ แม้ว่าจะใช้ชื่อว่าสนธิสัญญาพันธมินตราจรดทราย ก็ไม่ใช่สนธิสัญญาตามความหมายของ VCLT แต่อย่างใด

ดังนั้น สนธิสัญญาพันธมินตราจรดทรายไม่ใช่สนธิสัญญาตามความหมายของอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969

ข้อ 3. จากข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้ ให้นักศึกษาอธิบายตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศในเนื้อหาของวิชานี้

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 สมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติได้ประชุมสมัยพิเศษว่าด้วยบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศยูเครน ปกป้องหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ (Territorial Integrity of Ukraine : Defending the Principles of the Charter of the United Nations) โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ตามข้อ 11 ของกฎบัตรสหประชาชาติ จากการที่รัสเซียพยายามผนวก 4 แคว้นของประเทศยูเครน อันได้แก่ ลูฮันสก์ โดเนตสก์ ซาโปริซเซีย และเคอร์ซอน เข้าไปเป็นดินแดนของตนโดยอ้างถึงผลจากการทำประชามติในแคว้นดังกล่าวเมื่อเดือนกันยายน 2565

หลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ บัญญัติไว้ในข้อ 2 ข้อย่อยที่ 3 “สมาชิกทั้งปวงจะต้องระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศของตนโดยสันติวิธีในลักษณะที่จะไม่เป็นอันตรายแก่สันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศและความยุติธรรม” และข้อย่อยที่ 4 “ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกทั้งปวงจักต้องละเว้นการคุกคามหรือการใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งอาณาเขตหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐใด ๆ หรือการกระทำในลักษณะอื่นใดที่ไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายของสหประชาชาติ”

การประชุมสมัชชาใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย (รัสเซีย) ใช้สิทธิยับยั้งหรือ Veto ร่างมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในเรื่องนี้ตามบทที่ 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ รัฐสมาชิกถกอภิปรายและเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่า รัสเซียกระทำการรุกรานและความพยายามผนวกดินแดนของยูเครนโดยบีบบังคับเป็นสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ท้ายที่สุดในการประชุมสมัชชาใหญ่นี้มี 143 รัฐภาคี ออกเสียงลงคะแนนสนับสนุน ขณะที่ 35 รัฐงดออกเสียง (รวมถึงราชอาณาจักรไทยด้วย) และ 5 รัฐ ออกเสียงคัดค้าน ดังนั้น จึงก่อให้เกิดเป็นมติสมัชชาใหญ่ (UN General Assembly’s resolution) เรียกร้องให้ทุกรัฐและองค์การระหว่างประเทศไม่รับรองข้ออ้างของรัสเซียในการผนวกดินแดนและเรียกร้องให้รัสเซียยกเลิกการประกาศผนวกดินแดนโดยทันที

รัฐสมาชิกต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติเพราะเหตุใด และมติของสมัชชาใหญ่ข้างต้นก่อให้เกิดผลทางกฎหมายให้ต้องปฏิบัติตามหรือไม่ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

1. กฎบัตรสหประชาชาติ (Charter of the United Nations) คือ ข้อตกลงที่บรรดาประเทศผู้ก่อตั้งและร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้ให้สัตยาบันเข้าผูกพัน โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์และหลักการ ตลอดจนกระบวนการดำเนินงานและบริหารงานต่าง ๆ ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งถือเป็นกฎหมายระหว่างประเทศและเป็นตราสารก่อตั้งที่สถาปนาองค์การให้เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยองค์การสหประชาชาติได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) โดยมีประเทศจีน สหภาพโซเวียต (รัสเซีย) ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ได้มีการให้สัตยาบันต่อกฎบัตรสหประชาชาติ โดยทุกประเทศที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติจะต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น เหตุที่ทำให้รัฐสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาตินั้นก็เพราะว่า กฎบัตรสหประชาชาติเป็นสนธิสัญญาพหุภาคีที่รัฐร่วมกันทำขึ้น จึงเป็นกฎหมายระหว่างประเทศตามที่ระบุไว้ในธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศข้อ 38 ข้อย่อยที่ 1 (a) ผูกพันให้รัฐสมาชิก/รัฐภาคีของสนธิสัญญาฉบับนี้ต้องเคารพและปฏิบัติตามซึ่งเป็นไปตามหลัก pacta sunt servanda การแสดงเจตจำนงร่วมกันในการที่รัฐสละอำนาจอธิปไตยบางส่วน และมอบอำนาจให้องค์การระหว่างประเทศนี้ดำเนินการตามเป้าหมายและหลักการ

รวมถึงโครงสร้าง ภารกิจ การดำเนินงาน ผลทางกฎหมายที่มีโดยตรงต่อรัฐสมาชิก/รัฐภาคี หน่วยงานหรือองค์กรภายใน (รวมถึงบุคลากร) และที่เกี่ยวกับองค์การระหว่างประเทศอื่น และตัวตนอื่นที่เกี่ยวข้อง

  1. มติของสมัชชาใหญ่ที่เรียกร้องให้ทุกรัฐและองค์การระหว่างประเทศไม่รับรองข้ออ้างของรัสเซียในการผนวกดินแดนและเรียกร้องให้รัสเซียยกเลิกการประกาศผนวกดินแดนโดยทันที จะก่อให้เกิดผลทางกฎหมายให้ต้องปฏิบัติตามหรือไม่นั้น กรณีนี้เห็นว่า มติสมัชชาใหญ่แห่งองค์การสหประชาชาติมีค่าบังคับเป็นเพียงแค่ขอความร่วมมือให้รัสเซีย รัฐและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ปฏิบัติตามบนพื้นฐานของความสมัครใจ โดยไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายให้ต้องมีการปฏิบัติตาม หากไม่มีการปฏิบัติตามก็ไม่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากมติของคณะมนตรีความมั่นคงที่มีอำนาจตามบทที่ 7 ของกฎบัตรฯ ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายต่อรัสเซีย รัฐและองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ ให้ต้องปฏิบัติตาม มิเช่นนั้นจะเป็นการฝ่าฝืนและอาจนำไปสู่มาตรการบังคับหรือลงโทษในลักษณะ Self-help หรือโดยสังคมระหว่างประเทศร่วมกันได้

ข้อ 4. การที่รัฐหนึ่งใช้มาตรการรีไพรเซล (Reprisal) ต่อรัฐอื่น มีคำถามว่า สอดคล้องกับหลักการในการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี โดยต้องไม่เป็นอันตรายหรือคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศหรือไม่ อย่างไร จงอธิบาย

ธงคำตอบ

รีไพรเซล (Reprisal) เป็นวิธีการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีที่ไม่ถึงกับทำสงครามกันเป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นมาตรการตอบโต้การกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศอีกรัฐหนึ่ง เพื่อให้รัฐนั้นเคารพในสิทธิของตนและรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยรัฐที่เสียหายจากการถูกละเมิดจากรัฐอื่นนั้นถ้าจะใช้มาตรการนี้ ควรหาทางให้รัฐอื่นที่ละเมิดชดใช้ก่อน ถ้าไม่เป็นผลค่อยนำมาตรการนี้มาใช้ โดยมีเงื่อนไขคือ

  1. การกระทำของรัฐอื่นนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

  2. ไม่สามารถตกลงกันโดยวิธีอื่น

  3. รัฐที่เสียหายต้องเรียกร้องค่าทดแทนก่อน

  4. มาตรการตอบโต้ต้องเป็นมาตรการที่สมเหตุสมผลกับความเสียหายที่ได้รับ

การที่รัฐหนึ่งใช้มาตรการรีไพรเซลในลักษณะตอบโต้แก้เผ็ดนั้น อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ แต่รัฐอาจทำได้ให้พอสมเหตุสมผลกับความเสียหายที่ได้รับ เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำของรัฐอื่นละเมิดหรือฝ่าฝืนกฎหมายระหว่างประเทศ โดยรัฐที่เสียหายต้องเรียกร้องให้ชดใช้ก่อนและเมื่อไม่เป็นไปตามที่เรียกร้องหรือไม่สามารถตกลงกันได้โดยวิธีการอื่นใดได้แล้ว ซึ่งลักษณะการตอบโต้แก้เผ็ดไม่ว่าจะไม่ใช้กำลังหรือใช้กำลังย่อมสุ่มเสี่ยงเป็นอันตรายหรือคุกคามสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศได้ เช่น การคว่ำบาตรเพื่อการต่อรอง การยิงลูกระเบิดหรือจรวดข้ามพรมแดนตอบโต้รัฐเพื่อนบ้าน เป็นต้น โดยที่อาจขัดต่อหลักการและแนวทางการระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยสันติวิธี แม้ว่าจะอ้างว่าได้พยายามใช้สันติวิธีแล้วแต่ไม่เป็นผลสำเร็จก็ตาม

Advertisement