การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2564
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. จงพิจารณาคำพิพากษาศาลฎีกาของประเทศไทยในคดีต่อไปนี้
คดีที่ 1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549 “……ผู้ซื้อและผู้ขายตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศตกลงซื้อขายกันตามเงื่อนไข INCOTERMS แบบ EX WORKS ผู้ขายจึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบสินค้าที่หน้าโรงงานของผู้ขาย ส่วนผู้ซื้อมีหน้าที่ว่าจ้างผู้ขนส่งไปรับสินค้าที่หน้าโรงงานของผู้ขาย……”
หมายเหตุ ศาลนำ INCOTERMS หรือข้อกำหนดในการส่งมอบสินค้า ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ระบุความหมายและขอบเขตภาระค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงต่างๆ ที่ใช้ตกลงในการทำสัญญาซื้อขายระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายในการค้าระหว่างประเทศและพาณิชยนาวี อยู่ในความรับผิดชอบของหอการค้านานาชาติ (ICC) ซึ่งมักจะต้องพิจารณาไปพร้อมกันกับพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ในการตัดสินคดี
คดีที่ 2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16066/2555 ศาลเห็นว่า “เรือโชคปัตตานี 1 ได้บรรทุกน้ำมันที่ได้รับยกเว้นภาษีสรรพสามิตสำหรับการนำไปจำหน่ายในเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรหรือเรียกว่า น้ำมันเขียว ซึ่งจะจำหน่ายได้เพียงในบริเวณเขตต่อเนื่อง ซึ่งทะเลที่เป็นเขตต่อเนื่องหมายถึงทะเลที่ต่อไปจากทะเลอาณาเขตดังปรากฏตามประกาศเรื่องใช้อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเลในส่วนทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง และได้ประกาศใช้ความกว้างของทะเลอาณาเขตเป็นระยะ 12 ไมล์ทะเล ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2509 ตามประกาศพระบรมราชโองการกำหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของประเทศไทย และได้มีการประกาศเขตต่อเนื่อง ได้แก่บริเวณที่อยู่ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยมีความกว้าง 24 ไมล์ทะเล วัดจากเส้นฐานที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต ปรากฏตามประกาศเขตต่อเนื่องของราชอาณาจักรไทย วันที่ 14 สิงหาคม 2538 ที่ประเทศไทยย่อมมีสิทธิอธิปไตยตามที่กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเลให้ไว้……”
หมายเหตุ ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีจึงได้ออกประกาศเรื่องใช้อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทางทะเลในส่วนทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2511) โดยมีคำแปลภาษาไทยของอนุสัญญาดังกล่าวแนบท้ายประกาศฉบับนี้เพื่อให้มีผลบังคับใช้สำหรับประเทศไทย
เมื่อพิจารณาส่วนที่กล่าวถึงหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศในคำพิพากษาศาลฎีกาของทั้ง 2 คดีข้างต้น
(1) คดีใดและส่วนใดที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law เพราะเหตุใด
(2) คดีใดและส่วนใดที่ไม่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law เพราะเหตุใด
(3) ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน ส่วนที่เป็น Hard Law ในข้อ (1) เป็นไปตามทฤษฎีใด เพราะเหตุใด
จงอธิบายเหตุผลและหลักกฎหมายให้ชัดเจนในแต่ละข้อ
ธงคำตอบ
(1) คดีที่ 2 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16066/2555 ในส่วนที่ระบุถึงอนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเลในส่วนทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่องเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law (กฎหมายแข็ง : กฎหมายที่มีสภาพบังคับ) เพราะเป็นอนุสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งถือเป็นบ่อเกิดหลักของกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันรัฐให้ต้องปฏิบัติตามโดยการประกาศเขตทางทะเลดังกล่าวและปฏิบัติตามหลักการและข้อกำหนดต่าง ๆ ของอนุสัญญาฯ และตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ข้อ 38 (1) (a) ได้บัญญัติไว้ว่า
(1) ศาลซึ่งมีหน้าที่พิจารณาพิพากษากรณีพิพาทที่มาสู่ศาลตามกฎหมายระหว่างประเทศจะตัองใช้
(a) อนุสัญญาระหว่างประเทศ ไม่ว่าอนุสัญญานั้นโดยทั่วไปหรืออนุสัญญาโดยเฉพาะซึ่งตั้งกฎเกณฑ์อันเป็นที่รับรองโดยแจ้งชัดต่อรัฐคู่กรณี
(2) คดีที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1413/2549 ในส่วนที่ระบุเงื่อนไข INCOTERMS แบบ EX WORKS ไม่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็น Hard Law แต่เป็นเพียง Soft Law ซึ่งเป็นมาตรฐานและแนวทางให้คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันโดยไม่มีผลผูกพันรัฐ แต่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของภาครัฐและภาคเอกชนของแต่ละรัฐที่จะนำไปใช้หรือปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามย่อมไม่มีมาตรการบังคับหรือลงโทษ แต่หากปฏิบัติตามย่อมได้รับการยอมรับในด้านการค้าระหว่างประเทศและพาณิชยนาวี ก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์กันระหว่างภาครัฐและระหว่างภาคเอกชน
(3) ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายใน ในส่วนที่กล่าวถึงใน คดีที่ 2 นั้น เป็นไปตามทฤษฎีทวินิยม เป็นสองระบบกฎหมายที่เป็นอิสระต่อกันหรือแยกจากกัน โดยไม่อาจกล่าวได้ว่าระบบหนึ่งมีสถานะอยู่เหนืออีกระบบหนึ่ง กฎหมายภายในไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายระหว่างประเทศได้ และกฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่สามารถแก้ไขกฎหมายภายในได้เช่นกัน กฎหมายภายในไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ศาลภายในประเทศย่อมไม่ผูกพันในการนำกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้ในการตัดสินคดี ขึ้นอยู่กับการยอมรับกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายในโดยการแปลง (Transformation) อาจทำได้โดยแนบท้ายตัวบทสนธิสัญญาทั้งฉบับไว้กับกฎหมายภายในที่อนุวัติการตามสนธิสัญญา (Implementation)
ข้อ 2. สาธารณรัฐเซบาสเตียนเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเสียงดนตรีแจ๊ส มีเปียโนเป็นสินค้าส่งออกทำรายได้ให้กับประเทศ มีนายไรอัน กอสลิง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี มีรัฐเพื่อนบ้าน คือ สาธารณรัฐมีอา มีนางสาวเอ็มมา สโตน ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยดารานักแสดง มีการผลิตภาพยนตร์ส่งออกไปทั่วโลก แล้วพวกเขาทั้งคู่พบว่า การตั้งใจในการพัฒนารัฐของตนเพื่อไล่ตามความฝันของแต่ละฝ่ายดูจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้งสองรัฐเริ่มระหองระแหง และต่างฝ่ายต่างก็ต้องประคับประคองความสัมพันธ์ของทั้งสองรัฐเพื่อให้ผ่านพ้นอุปสรรคให้ได้ นางสาวเอ็มมา สโตน และนายไรอัน กอสลิง จึงมาร่วมลงนามกันในสนธิสัญญานครดารา (Treaty of La La Land) ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วนมติ คือ มติด้านความมั่นคง (Security Dimension), มติด้านเศรษฐกิจ (Economic Dimension), มติด้านมนุษย์ (Human Dimension) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของฉันทามติ (Basis of Consensus) เพื่อแสดงออกทางด้านการเมืองระหว่างประเทศและประชาคมโลกให้เห็นถึงความตั้งใจในการสร้างสันติภาพในภูมิภาคโดยที่ไม่ต้องการที่จะประสงค์ให้มีผลผูกพันในทางกฎหมายแต่อย่างไร แต่ทว่าชะตาก็เล่นตลกเมื่อระยะเวลาผ่านไป 5 ปี สิ่งที่ลืมเลือนไปนั้น ผู้นำทั้งสองรัฐต่างมีอาการโหยหากับอดีตที่มีความสงบสุขกัน จึงออกแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงสถานะของสนธิสัญญานครดาราให้เป็นสนธิสัญญาผูกพันกันให้มีผลในทางกฎหมาย ดังนั้น ท่านในฐานะเป็นที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัวของประธานาธิบดีไรอันแห่งสาธารณรัฐเซบาสเตียน จะให้คำอธิบายเรื่ององค์ประกอบของสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าอย่างไร และสนธิสัญญานครดาราจะถือว่าเป็นสนธิสัญญาได้หรือไม่
ธงคำตอบ
ตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา มาตรา 2 นั้น การเป็นสนธิสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 5 ประการ คือ
-
สนธิสัญญาจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ
-
ข้อตกลงระหว่างประเทศนั้นจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร
-
ข้อตกลงที่กระทำขึ้นจะต้องอยู่ภายใต้บังคับหรือภายใต้การกำกับดูแลของกฎหมายระหว่างประเทศ
-
สนธิสัญญาที่ทำขึ้นนั้น อาจทำขึ้นเป็นฉบับเดียวหรือหลายฉบับก็ได้ และอาจทำในรูปแบบใดก็ได้ เช่น สนธิสัญญา อนุสัญญา หรือพิธีสาร เป็นต้น
-
สนธิสัญญานั้นต้องกระทำโดยบุคคลระหว่างประเทศหมายถึงรัฐ และองค์การระหว่างประเทศ
ตามปัญหา สนธิสัญญานครดารานั้น แม้จะใช้ชื่อว่าสนธิสัญญาก็ตาม แต่เมื่อคู่ภาคีขาดเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันกันตามกฎหมายตั้งแต่ต้น จึงไม่ทำให้สนธิสัญญาดังกล่าวมีฐานะทางกฎหมายเป็นสนธิสัญญา ทั้งนี้เพราะการพิจารณาว่าตราสารใดเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ จำเป็นที่จะต้องพิจารณาตั้งแต่สถานการณ์แวดล้อม เจตนาในการเจรจาตกลงตั้งแต่แรก ซึ่งเจตนารมณ์ที่จะผูกพันกันตามกฎหมายเป็นสาระสำคัญ และถือว่าเป็นหัวใจของการที่คู่ภาคียินยอมให้ตราสารนั้นอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศนั่นเอง แต่สนธิสัญญานครดาราดังกล่าว คู่ภาคีไม่ต้องการที่จะประสงค์ให้มีผลผูกพันในทางกฎหมายแต่อย่างใด
และแม้ต่อมาผู้นำทั้งสองรัฐได้ออกแถลงการณ์เปลี่ยนแปลงสถานะของสนธิสัญญานครดาราให้เป็นสนธิสัญญาให้มีผลผูกพันกันในทางกฎหมายก็ตาม ก็ไม่มีผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงสถานะของสนธิสัญญานครดาราแต่อย่างใด
ข้อ 3. รีทอร์ชั่น (Retortion) และรีไพรเซิล (Reprisal) คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไร จงอธิบายให้ชัดเจนพร้อมยกตัวอย่าง
ธงคำตอบ
การระงับกรณีพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีการที่เรียกว่า รีทอร์ชั่น (Retorsion) และรีไพรซัล (Reprisals) ต่างก็เป็นการระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศโดยวิธีไม่ถึงกับทำสงคราม เพียงแต่จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังนี้คือ
รีทอร์ชั่น (Retorsion) เป็นการกระทำที่รัฐหนึ่งกระทำตอบแทนการกระทำที่ไม่เป็นมิตร ไม่ยุติธรรม และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนของรัฐอื่น ซึ่งการกระทำดังกล่าวนั้นไม่ต้องห้ามตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งโดยปกติจะเป็นการตอบโต้ทางเศรษฐกิจการคลัง โดยมีเจตนาจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐนั้นโดยไม่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่มักจะเป็นมาตรการเกี่ยวกับภาษีศุลกากร เช่น การขึ้นอัตราอากรขาเข้า หรือตัดโควตาปริมาณสินค้าเข้าของประเทศที่กระทำต่อตน หรือการลดค่าเงินตรา จำกัดโควตาคนเข้าเมืองของพลเมืองของประเทศนั้น หรือการไม่ให้เรือของรัฐนั้นเข้ามาในท่า ซึ่งโดยหลักการแล้วรัฐจะใช้วิธีรีทอร์ชั่นก็ต่อเมื่อรัฐบาลไม่พอใจในการกระทำของรัฐนั้น และวิธีการใช้รีทอร์ชั่นกระทำต่อรัฐอื่นนั้น อาจจะเป็นแบบเดียวกันกับที่รัฐนั้นถูกกระทำหรือจะเป็นแบบอื่นก็ได้
ตัวอย่างของการกระทำที่เรียกว่ารีทอร์ชั่น (Retorsion) ได้แก่ การที่ประเทศซาอุดิอาระเบียไม่อนุญาตให้คนไทยเข้าไปทำงานในประเทศของตน ซึ่งถือเป็นมาตรการตอบโต้เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศไทย และเป็นการกระทำที่ไม่ผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ หรือการขึ้นภาษีศุลกากร การตัดโควต้าสินค้านำเข้า เป็นต้น
ส่วนรีไพรซัล (Reprisals) เป็นมาตรการตอบโต้การกระทำอันละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศของอีกรัฐหนึ่ง เพื่อให้รัฐนั้นเคารพในสิทธิของตนและรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งมาตรการตอบโต้นั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศเช่นกัน แต่เป็นการกระทำเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว
ดังนั้นรัฐที่เสียหายจากการถูกละเมิดจากรัฐอื่น ควรหาทางให้รัฐที่ละเมิดชดใช้ก่อน ถ้าไม่เป็นผลค่อยนำมาตรการนี้มาใช้ โดยมีเงื่อนไขคือ
-
การกระทำนั้นเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
-
ไม่สามารถตกลงโดยวิธีอื่น
-
รัฐที่เสียหายต้องเรียกร้องค่าทดแทนก่อน
-
มาตรการตอบโต้ต้องแบบสมเหตุผลกับความเสียหายที่ได้รับ
การตอบโต้อาจทำในรูปเดียวกันกับที่ถูกกระทำหรือรูปแบบอื่นก็ได้ โดยอาจกระทำต่อบุคคลหรือทรัพย์สินก็ได้ ซึ่งการตอบโต้นั้นจะต้องตอบโต้ต่อรัฐที่ทำผิดและต้องทำโดยองค์กรของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐ
ตัวอย่างของการกระทำที่เรียกว่ารีไพรซัล (Reprisals) ได้แก่ การที่ประเทศหนึ่งได้กักเรือสินค้าของอีกประเทศหนึ่งที่ตนคาดว่าจะทำสงครามที่อยู่ในท่าก่อนเกิดสงครามเพื่อจะยึดมาใช้ได้สะดวกเมื่อเกิดสงครามขึ้น หรือการปิดอ่าวในเวลาสงบโดยที่รัฐหนึ่งกระทำต่ออีกรัฐหนึ่งเพื่อบีบบังคับให้รัฐที่ถูกปิดอ่าวทำตามข้อเรียกร้องของตน หรือการคว่ำบาตร (Boycott) เพื่อประโยชน์ในการต่อรอง เรียกร้องให้รับผิดชอบ หรือเพื่อลงโทษ เป็นต้น
ข้อ 4. เขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice – ICJ) แบ่งได้เป็นกี่ลักษณะ แต่ละลักษณะมีลักษณะสำคัญอย่างไร และเขตอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแตกต่างกับเขตอำนาจของศาลภายในของรัฐในประเด็นสำคัญอย่างไร
ธงคำตอบ
เขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่
-
เขตอำนาจในการตัดสินคดีพิพาทระหว่างรัฐ เป็นเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเหนือกรณีที่รัฐฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทั้งนี้ เฉพาะรัฐเท่านั้นที่มีอำนาจเสนอข้อพิพาทของตนต่อศาล กรณีที่เป็นปัจเจกบุคคล นิติบุคคลระหว่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ไม่สามารถที่จะฟ้องคดีต่อศาลได้ โดยรัฐที่เป็นสมาชิกธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ประเทศสมาชิกแห่งองค์การสหประชาชาติ หรือรัฐที่ทำคำประกาศยอมรับอำนาจของศาล และจะปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโดยสุจริต สามารถนำคดีขึ้นสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้
-
เขตอำนาจในการให้ความเห็นเชิงแนะนำในปัญหาข้อกฎหมาย เป็นเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการให้ความเห็นทางกฎหมาย กรณีที่องค์กรใด ๆ ตามที่บัญญัติในกฎบัตรสหประชาชาติหรือองค์กรอื่นที่ได้รับมอบอำนาจขอความเห็นดังกล่าว เช่น กรณีสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ คณะมนตรีความมั่นคง และองค์การหรือทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติที่ได้รับมอบอำนาจจากสมัชชาใหญ่ อาจยื่นขอความเห็นเชิงแนะนำในกิจการที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนได้
เขตอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะแตกต่างกับเขตอำนาจของศาลภายในของรัฐในประเด็นที่สำคัญ คือ เขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีอำนาจบังคับให้รัฐคู่พิพาทใด ๆ มาขึ้นศาลได้ แต่เขตอำนาจของศาลภายในของรัฐที่บุคคลที่ถูกฟ้องเป็นจำเลย จะถูกกฎหมายภายในบังคับให้มาขึ้นศาลเพื่อต่อสู้คดีได้