การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2563

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4103 (LAW 4003) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง

Advertisement

คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ

ข้อ 1. จงพิจารณา (1) กฎบัตรสหประชาชาติ (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (UNCLOS) (3) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ.1966 (ICESCR) (4) ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ค.ศ.1998 ในบรรดาสิ่งที่กล่าวมาดังกล่าวข้างต้น อันใดบ้างที่เป็นสนธิสัญญาและไม่เป็นสนธิสัญญา เพราะเหตุใด จงอธิบายเหตุผลตามความหมายหรือองค์ประกอบของสนธิสัญญาตามที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ.1969 (VCLT)

ธงคำตอบ

อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยสนธิสัญญา ค.ศ.1969 ข้อ 2 ได้ให้คำจำกัดความของสนธิสัญญาไว้ว่า “สนธิสัญญา คือ ความตกลงระหว่างประเทศที่ได้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐ และอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่ว่าสนธิสัญญานั้นจะได้กระทำในรูปเอกสารฉบับเดียว สองฉบับ หรือหลายฉบับ หรือไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเฉพาะเป็นอย่างใดก็ตาม”

จากคำจำกัดความดังกล่าว สนธิสัญญาจึงหมายถึงข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นสัญญาระหว่างรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศที่กระทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร มุ่งก่อให้เกิดสิทธิและพันธะระหว่างรัฐภาคีไม่ว่าจะจัดทำขึ้นในรูปแบบใด และไม่ว่าจะมีชื่อเรียกเฉพาะว่าอย่างใด

สนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศดังกล่าวนั้น นอกจากจะใช้ชื่อว่าสนธิสัญญาแล้ว อาจจะมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับลักษณะของความตกลงที่จะนำไปใช้ เช่น อนุสัญญา ความตกลง พิธีสาร ปฏิญญา ธรรมนูญ กฎบัตร ข้อตกลง กติกาสัญญา เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึง (1) กฎบัตรสหประชาชาติ (2) อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยทะเล ค.ศ.1982 (3) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ค.ศ.1966 และ (4) ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ ค.ศ.1998 แล้ว บรรดาที่กล่าวมาทั้ง 4 ข้อ แม้จะมีชื่อขึ้นต้นและชื่อเนื้อหาที่แตกต่างกันไปก็ตาม แต่ทั้ง 4 ข้อ ถือเป็นความตกลงระหว่างรัฐที่เป็นลายลักษณ์อักษร และมีองค์ประกอบอื่นครบถ้วนของความเป็นสนธิสัญญาตามคำจำกัดความของคำว่าสนธิสัญญาตามอนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ.1969 ดังนั้น ทั้ง 4 ข้อดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นสนธิสัญญาทั้ง 4 ข้อ

ข้อ 2. มีองค์ประกอบใดบ้างของความเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ โดยทั่วไปหากรัฐใดที่ไม่ได้ยินยอมหรือไม่ได้ตกลงด้วย เช่น หลักการห้ามผลักดันกลับ การไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐอื่น เป็นต้น รัฐนั้นสามารถใช้เป็นข้ออ้างไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศดังกล่าวได้หรือไม่ และแตกต่างจากสนธิสัญญาหรือไม่ จงอธิบายให้ชัดเจนตามหลักกฎหมาย

ธงคำตอบ

จารีตประเพณีระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร มีลักษณะไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงได้ หรือยกเลิกได้ โดยการปฏิบัติหรือไม่รับปฏิบัติของรัฐต่าง ๆ การก่อให้เกิดเป็นจารีตประเพณีที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ จะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ

  1. การปฏิบัติ (องค์ประกอบภายนอก) หมายถึง รัฐทั่วไปยอมรับปฏิบัติอย่างเดียวกัน ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลานานพอสมควร สำหรับระยะเวลานานเท่าใดไม่มีกำหนดแน่นอน แต่ก็คงต้องเป็นระยะเวลายาวนานพอควร และไม่มีประเทศใดคัดค้าน แต่การปฏิบัติไม่จำเป็นจะต้องเป็นการปฏิบัติของรัฐทุกรัฐในโลก เพียงแต่เป็นการปฏิบัติของรัฐกลุ่มหนึ่งก็เพียงพอ

  2. การยอมรับ (องค์ประกอบภายใน) หมายถึง การจะเปลี่ยนการปฏิบัติให้เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้น จะต้องได้รับการยอมรับการกระทำดังกล่าวจากสมาชิกสังคมระหว่างประเทศ คือ รัฐหรือองค์การระหว่างประเทศได้ตกลงยอมรับลักษณะบังคับของการปฏิบัติเช่นนั้นว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตาม แต่จารีตประเพณีระหว่างประเทศไม่จำต้องยอมรับโดยทุกประเทศ

เมื่อจารีตประเพณีใดประกอบด้วยปัจจัย 2 ประการดังกล่าวข้างต้น จารีตประเพณีนั้นก็จะเป็นที่ยอมรับในกฎหมายระหว่างประเทศ และจะมีลักษณะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่ทุกประเทศต้องปฏิบัติตาม ประเทศใดไม่ปฏิบัติตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศย่อมถือว่าประเทศนั้นละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ จะอ้างว่าประเทศตนไม่ได้ยินยอมหรือไม่ได้ตกลงด้วยกับจารีตประเพณีระหว่างประเทศนั้นไม่ได้ ซึ่งจะแตกต่างกับสนธิสัญญาที่ประเทศซึ่งไม่ได้ตกลงกับสนธิสัญญาใดหรือไม่ได้เป็นภาคีกับสนธิสัญญาใด สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อที่จะไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญานั้นได้

ข้อ 3. จากเอกสารรายงานเผยแพร่เมื่อ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2021 เกี่ยวกับการดำเนินให้บรรลุผลตามมติคณะมนตรีความมั่นคงที่ 2334 เมื่อปี ค.ศ. 2016 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การกลับมาสู้รบกันอีกระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021 ที่ผ่านมา ในมติดังกล่าวคณะมนตรีความมั่นคงเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดใช้วิธีให้คนอิสราเอลเข้าไปอยู่อาศัยและตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่ปาเลสไตน์ครอบครองอยู่มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 รวมทั้งดินแดนเยรูซาเล็มตะวันออก ให้อิสราเอลเคารพและปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมาย เพราะอย่างน้อยเป็นการฝ่าฝืนในส่วนของการได้มาซึ่งดินแดนของรัฐอื่นโดยบีบบังคับหรือใช้กำลังยึดที่ดิน ทำลายที่อยู่อาศัย และทำให้ชาวปาเลสไตน์ต้องพลัดถิ่นไปอยู่ที่อื่น อันกระทบต่ออธิปไตยทางดินแดน ขัดต่อความมุ่งหมายและหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมทั้งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแก้ปัญหาระหว่าง 2 รัฐที่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

จากสภาพการณ์ข้างต้น เกี่ยวข้องกับข้อห้ามใดที่มิให้รัฐ (อิสราเอล) กระทำ และคณะมนตรีความมั่นคงเข้าไปในบทบาทหรือแทรกแซงโดยอาศัยข้อกฎหมายในส่วนใดของกฎบัตรสหประชาชาติ จงอธิบาย

ธงคำตอบ

จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นที่ทำให้คณะมนตรีความมั่นคงได้ลงมติเรียกร้องมิให้รัฐ (อิสราเอล) กระทำการดังกล่าวนั้น เกี่ยวข้องกับหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติในการร่วมมือกันระหว่างประเทศในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ ตามมาตรา 2 (4) ซึ่งบัญญัติว่า ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น ห้ามมิให้รัฐคุกคามหรือใช้กำลังเพื่อรุกรานต่ออธิปไตยทางดินแดนและเอกภาพทางการเมืองของรัฐใด ๆ หรือในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามความมุ่งหมายของสหประชาชาติ และอาศัยข้อกฎหมายในบทที่ 7 ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งให้อำนาจคณะมนตรีความมั่นคงเข้าไปพิจารณาและลงมติในลักษณะที่แทรกแซงในเหตุการณ์ที่กระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความร้ายแรงหรือรุนแรงยิ่งขึ้น และดำเนินมาตรการที่จำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาการใช้กำลังที่บั่นทอนสันติภาพและส่งผลร้ายต่อประชาชนเป็นวงกว้างได้ ดังที่ปรากฏอยู่ในมติคณะมนตรีความมั่นคงที่ 2334 เมื่อปี ค.ศ. 2016 ซึ่งในทางกฎหมายย่อมมีผลผูกพันให้อิสราเอลซึ่งเป็นรัฐสมาชิกสหประชาชาติต้องปฏิบัติตามมตินี้

ข้อ 4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 66 บัญญัติว่า “รัฐพึงส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกัน และไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ”

บทบัญญัตินี้แสดงให้เห็นถึง (1) องค์ประกอบใดของความเป็นรัฐ (2) ต้องยึดถือหลักการใดตามกฎหมายระหว่างประเทศ และ (3) จากการมีสภาพบุคคลของรัฐภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศก่อให้เกิดผลต่อรัฐอย่างไร

ธงคำตอบ

จากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา 66 ดังกล่าวนั้น ในส่วนของการมีความสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศและการให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของรัฐในข้อที่ 4 (คืออำนาจอธิปไตย) กล่าวคือ รัฐมีอำนาจในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นได้อย่างอิสระเพราะเป็นอำนาจสูงสุดและเด็ดขาดของรัฐ ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจหรืออาณัติของรัฐอื่น ซึ่งเป็นผลมาจากการเป็นเอกราช (อธิปไตย) และยึดถือหลักความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันของรัฐด้วยเช่นกัน (ดังที่ปรากฏในบทบัญญัติมาตรา 66 ด้วย)

และการที่รัฐใช้อำนาจอธิปไตยทางนิติบัญญัติ (รัฐสภา) อำนาจบริหาร (คณะรัฐมนตรี) และอำนาจตุลาการ (ศาล) โดยมีเขตอำนาจเหนือดินแดนของรัฐและเหนือบุคคลนั้น ย่อมสัมพันธ์กับผลของการมีสภาพบุคคลของรัฐ กล่าวคือ รัฐมีสิทธิ หน้าที่ และความสามารถภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติที่ระบุไว้ในมาตรา 66 ที่ว่า รัฐจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ และคุ้มครองผลประโยชน์ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ

Advertisement