การสอบไล่ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2562
ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4003 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
คำแนะนำ ข้อสอบเป็นอัตนัยล้วน มี 4 ข้อ
ข้อ 1. การรับรองรัฐบาลเป็นหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ การที่รัฐใด ๆ รับรองว่าเป็นรัฐบาลโดยนิตินัย (De Jure Government) ของรัฐอื่นมีความหมายว่าอย่างไร โดยพิจารณาจากอะไรบ้างตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ จงอธิบาย (25 คะแนน)
ธงคำตอบ
การรับรองรัฐบาล หมายถึง การประกาศให้การรับรองหรือยอมรับว่ารัฐบาลของรัฐหนึ่งมีคุณสมบัติในฐานะเป็นผู้แทนของรัฐในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ ซึ่งการตัดสินใจในการให้การรับรองรัฐบาลใหม่แทนรัฐบาลเดิมนั้น เป็นการตัดสินใจทางการเมืองไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องรับรองรัฐบาลของรัฐอื่น แต่จะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐที่จะให้การรับรองรัฐบาลของรัฐอื่นหรือไม่
การรับรองรัฐบาล อาจจำแนกได้เป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การรับรองโดยชัดแจ้ง (โดยนิตินัย) และการรับรองโดยปริยาย (โดยพฤตินัย)
-
การรับรองโดยชัดแจ้ง (โดยนิตินัย) อาจกระทำโดยการให้การรับรองรัฐบาลใหม่เป็นลายลักษณ์อักษร หรือด้วยวาจา โดยผ่านผู้แทนของรัฐหรือประมุขของรัฐ หรืออาจทำได้โดยการประกาศทางสื่อมวลชน โดยวิธีการทางการทูต โดยคำแถลงการณ์ หรือโดยหนังสือตราสาร เป็นต้น
-
การรับรองโดยปริยาย (โดยพฤตินัย) ได้แก่ การกระทำใด ๆ ซึ่งถือว่าผู้ให้การรับรองประสงค์จะยอมรับสถานะของผู้ซึ่งได้รับการรับรอง เช่น การเปิดสัมพันธไมตรีทางการทูต โดยการตั้งทูตไปประจำหรือแลกเปลี่ยนทูตซึ่งกันและกัน หรือไม่เรียกทูตของตนกลับเมื่อมีรัฐบาลใหม่ เป็นต้น หรือการทำสนธิสัญญาทวิภาคีกับรัฐบาลใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นการรับรองรัฐบาลใหม่โดยปริยายเช่นเดียวกัน
และการที่รัฐใด ๆ รับรองว่าเป็นรัฐบาลโดยนิตินัยคือให้มีผลตามกฎหมายนั้น เป็นการให้การรับรองแก่รัฐบาลที่มีอำนาจแท้จริงในการปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์ที่ระบุไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ มีการบริหารจัดการประเทศได้โดยชอบ และเข้าไปมีส่วนร่วมกับรัฐอื่น ๆ และประชาคมระหว่างประเทศได้ มีแนวโน้มว่าจะเป็นรัฐบาลอย่างถาวร ที่สำคัญคือพิจารณาหลักการควบคุมและบริหารดินแดนได้อย่างมีประสิทธิผล (Effective Control) ในการตัดสินใจว่าจะมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลใหม่หรือไม่ เพียงใด ซึ่งอาจมีการกำหนดเงื่อนไขในการรับรองไว้ด้วยก็ได้
ข้อ 2.
(ก) จงอธิบายองค์ประกอบของรัฐภายใต้อนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 (10 คะแนน)
(ข) ในการกำหนดเส้นเขตแดนต่าง ๆ ของรัฐนั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐอาจใช้วิธีการกำหนดเส้นเขตแดนวิธีใดบ้าง และในคดีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชาเน้นเกี่ยวกับหลักการใช้เส้นเขตแดนอย่างไร จงอธิบาย (15 คะแนน)
ธงคำตอบ
(ก) ตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ ค.ศ. 1933 Article 1 ได้กล่าวถึงคุณสมบัติของความเป็นรัฐไว้ดังนี้ “The State as a person of international law should possess the following qualifications: (a) permanent population; (b) a defined territory; (c) government; and (d) capacity enter into relations with the other states.”
จากบทบัญญัติข้างต้นแสดงให้เห็นว่า รัฐ (State) มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
-
มีประชากรถาวร หมายถึง การมีประชากรที่อยู่อาศัยในรัฐนั้นเป็นการถาวร ไม่เคลื่อนย้ายถิ่นฐานไปมา ซึ่งประชากรในแต่ละรัฐอาจมีจำนวนมากหรือน้อยแตกต่างกันก็ได้ และไม่ว่าประชากรของรัฐจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกันก็ตาม
-
มีอาณาเขตที่กำหนดให้ หมายถึง รัฐจะต้องมีดินแดนของรัฐที่กำหนดอาณาเขตแน่นอน อาจเป็นดินแดนที่มีอาณาเขตติดต่อกับรัฐอื่นหรือไม่ก็ได้ โดยอาณาเขตของรัฐประกอบไปด้วยอาณาเขตทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
-
รัฐบาล หมายถึง คณะบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐ เนื่องจากเมื่อรัฐมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว การทำหน้าที่ของรัฐจึงต้องมีตัวแทนของรัฐด้วย ซึ่งรัฐบาลของแต่ละรัฐอาจมีวิธีการได้มาที่แตกต่างกันตามระบอบการปกครองของรัฐ และมีวาระหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นคราว ๆ ไป
-
ความสามารถในการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่น จะเห็นว่าการติดต่อสัมพันธ์กับรัฐอื่นนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเป็นรัฐ ซึ่งความสามารถนี้จะต้องไม่ถูกแทรกแซงจากรัฐอื่น กล่าวคือ รัฐจะต้องมีอำนาจอธิปไตย (Sovereignty) เหนือรัฐนั้นเอง
(ข) ในการกำหนดเส้นเขตแดนต่าง ๆ ของรัฐนั้น ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐอาจใช้วิธีการกำหนดเส้นเขตแดนแตกต่างกันไปตามลักษณะของเขตแดน เช่น เขตแดนทางบก รัฐอาจกำหนดจากเขตแดนตามธรรมชาติ (Natural Landmark) เช่น เทือกเขาสันปันน้ำ (Watershed) ในกรณีที่ชายแดนมีแนวสันเขากั้นกลางซึ่งหมายถึง แนวสันเขาที่สูงที่สุดและน้ำสามารถไหลลงสองฟากเขาได้ หรือในกรณีที่เขตแดนเป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ อาจใช้วิธีการแบ่งเส้นเขตแดนโดยลากเส้นกึ่งกลางระหว่างแม่น้ำสองด้าน หรือใช้แนวร่องน้ำลึก (Thalweg) เป็นต้น ส่วนอาณาเขตของรัฐที่ติดกับทะเล การลากเส้นเขตแดนของรัฐเป็นไปตามหลักอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ซึ่งจะวัดจากเส้นฐาน (Baseline) ที่ลากขึ้นเพื่อใช้เป็นจุดในการวัดอาณาเขตทางทะเลของรัฐนั่นเอง อย่างไรก็ดีในกรณีที่อาณาเขตของรัฐติดกับดินแดนของอีกรัฐหนึ่ง รัฐที่มีอาณาเขตติดต่อกันอาจทำข้อตกลงหรือสนธิสัญญากำหนดเขตแดนร่วมกันก็ได้ ทั้งนี้โดยอาจจะใช้เขตแดนตามธรรมชาติหรือกำหนดเป็นอย่างอื่นก็ได้เช่นกัน
ส่วนคดีพิพาทปราสาทเขาพระวิหารระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวข้องกับการกำหนดเส้นเขตแดนของรัฐระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ซึ่งหากพิจารณาตามหลักเทือกเขาสันปันน้ำแล้ว ปราสาทเขาพระวิหารจะอยู่ในดินแดนของประเทศไทย ในขณะที่หากพิจารณาจากแผนที่พิพาทซึ่งประเทศฝรั่งเศสในฐานะผู้ปกครองกัมพูชาในขณะนั้นได้ทำขึ้น เส้นเขตแดนที่ลากแบ่งในแผนที่ได้ลากให้ปราสาทเขาพระวิหารเข้าไปอยู่ในดินแดนของประเทศกัมพูชาซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ประเทศไทยเองก็ได้ลงนามรับรองในแผนที่พิพาทดังกล่าว และปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานโดยมิได้ทำการโต้แย้งคัดค้านแต่อย่างใด ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจึงยกหลักกฎหมายปิดปาก (Estoppel) ขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยให้กัมพูชาชนะคดีประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียปราสาทเขาพระวิหารให้กับกัมพูชาในปี พ.ศ. 2505
ข้อ 3. ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (CPTPP)) ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) เป็นสนธิสัญญาตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ เพราะเหตุใด และการมีผลใช้บังคับของความตกลงนี้ต้องผ่านกระบวนการและขั้นตอนหลักอะไรบ้าง จงอธิบาย (25 คะแนน)
ธงคำตอบ
สนธิสัญญา หมายถึง ข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐหรือองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมายแก่คู่สัญญา (สองฝ่ายหรือหลายฝ่าย)
ในการจัดทำสนธิสัญญาภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนา ค.ศ. 1969 ว่าด้วยสนธิสัญญา มีขั้นตอนการจัดทำดังนี้ คือ
-
การเจรจา
-
การลงนาม
-
การให้สัตยาบัน
-
การจดทะเบียน
เมื่อพิจารณาตามคำจำกัดความและองค์ประกอบของความเป็นสนธิสัญญาที่กำหนดไว้ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 แล้ว ความตกลง CPTPP เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่ทำขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรระหว่างรัฐกับรัฐ มุ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่หรือพันธกรณีทางกฎหมายแก่รัฐ/ประเทศทั้งหลายที่ร่วมทำข้อตกลงดังกล่าว และอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายระหว่างประเทศ ความตกลงนี้เกิดขึ้นตามขั้นตอนกระบวนการตั้งแต่การเจรจา การจัดทำร่างความตกลง การแก้ไขความตกลง การลงนาม การให้สัตยาบัน ซึ่งแต่ละความตกลงอาจกำหนดเกณฑ์การให้สัตยาบันเพื่อให้มีผลบังคับไว้เป็นการเฉพาะก็ได้ (ความตกลงนี้กำหนดกฎเกณฑ์การให้สัตยาบันไว้เฉพาะ เมื่อมีจำนวนประเทศที่ลงนามได้ให้สัตยาบันกึ่งหนึ่งของจำนวนประเทศสมาชิกทั้งหมด ส่งผลให้ความตกลงฯ มีผลใช้บังคับได้) ไปจนถึงการจดแจ้งไว้กับ Depository ตามที่ความตกลงฯ ระบุ กระบวนการขั้นตอนไว้เช่นกัน ความตกลงฯ นี้จึงเป็นสนธิสัญญาทางเศรษฐกิจฉบับหนึ่งในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีในระดับพหุภาคี ซึ่งประเทศภาคีย่อมผูกพันต้องปฏิบัติตามบทข้อตกลงต่าง ๆ
ข้อ 4. การทูตเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐรูปแบบหนึ่งตามอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961 ผู้แทนทางการทูตของรัฐส่งได้รับการคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic Immunities) จากรัฐผู้รับที่เกี่ยวข้องกับดำเนินคดีทางศาลอย่างไร จงอธิบาย (25 คะแนน)
ธงคำตอบ
ภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961 กำหนดให้ผู้แทนทางการทูตของรัฐผู้ส่ง (Sending State) จะได้รับการคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic Immunities) จากรัฐผู้รับ (Receiving State) ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีทางศาลไว้ตามข้อ 31 ว่า “ตัวแทนทางการทูตจะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางอาญาของรัฐผู้รับ ตัวแทนทางการทูตจะได้อุปโภคความคุ้มกันจากอำนาจศาลทางแพ่งและทางปกครองของรัฐผู้รับด้วย…” แสดงให้เห็นว่าตัวแทนทางการทูตจะได้รับความคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic Immunities) จากรัฐผู้รับ (Receiving State) ในการดำเนินคดีต่อศาลไม่ว่าจะเป็นทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางปกครองก็ตาม อย่างไรก็ดี อาจมีข้อยกเว้นที่ตัวแทนทางการทูตจะไม่ได้รับความคุ้มกันทางการทูต ได้แก่ การดำเนินคดีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ส่วนตัว หรือการดำเนินคดีเกี่ยวกับการสืบมรดกซึ่งเกี่ยวพันถึงตัวแทนทางการทูตในฐานะผู้จัดการมรดกโดยพินัยกรรม ผู้จัดการมรดกโดยคำสั่งทายาท หรือผู้รับมรดกในฐานะเอกชนและมิใช่ในนามของรัฐผู้ส่ง หรือการดำเนินคดีเกี่ยวกับกิจกรรมใดในทางวิชาชีพหรือพาณิชย์ ซึ่งตัวแทนทางการทูตได้กระทำในรัฐผู้รับ นอกเหนือจากการทำหน้าที่ทางการของตน
อย่างไรก็ดี แม้ว่าผู้แทนทางการทูตของรัฐผู้ส่งจะได้รับการคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic Immunities) จากรัฐผู้รับในการไม่อาจดำเนินคดีผู้แทนทางการทูตต่อศาลได้ก็ตาม แต่ความคุ้มกันนี้ไม่รวมถึงการใช้อำนาจของรัฐผู้ส่งด้วย นั่นหมายความว่า หากรัฐผู้รับไม่อาจดำเนินคดีใด ๆ แก่ตัวแทนทางการทูตได้ รัฐผู้ส่งจะต้องดำเนินคดีแทนรัฐผู้รับด้วยตามหลัก Aut Dedere, Aut Judicare โดยรัฐผู้รับจะต้องส่งตัวแทนทางการทูตของผู้กระทำนั้นกลับไปยังรัฐผู้ส่งโดยถือว่าเป็นบุคคลไม่พึงประสงค์ (Persona Non Grata) ของรัฐผู้รับนั่นเอง