การสอบไล่ภาค 1 ปีการศึกษา 2568

ข้อสอบกระบวนวิชา LAW 4101 (LAW 4001) กฎหมายเกี่ยวกับภาษีเงินได้

Advertisement

คำแนะนำ: ข้อสอบนี้เป็นข้อสอบอัตนัยล้วน มี 3 ข้อ

ข้อ 1. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้ออกหมายค้นสำนักงานใหญ่แห่งเดียวของบริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด ในปีภาษี 2565 ต่อมาในปีภาษี 2566 บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัดได้จัดตั้งบริษัทเจแปนมารีนจำกัดซึ่งมีสำนักงานใหญ่แห่งเดียวที่ประเทศสิงคโปร์ บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัดในฐานะผู้รับจ้างได้ส่งนายบีซึ่งเป็นลูกจ้าง ผู้ทำการแทนและผู้ทำการติดต่อ มาที่สำนักงานสาขาของผู้ว่าจ้างคือบริษัทเจแปนมารีนจำกัด ในจังหวัดภูเก็ตในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งวัน เพื่อทำสัญญาให้บริการขนส่งระหว่างประเทศเพื่อจะขนส่งสินค้าออกจากประเทศไทยไปประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งจะขนคนโดยสารโดยเรียกเก็บค่าโดยสารในประเทศไทยเพื่อจะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นด้วย

ทั้งนี้ นายบีซึ่งเป็นลูกจ้าง ผู้ทำการแทนและผู้ทำการติดต่อดังกล่าว ทำหน้าที่งานจนเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้ทำสัญญานั้นและบริษัทฯ ได้รับเงินได้พึงประเมิน 5 ล้านบาท ส่วนนายบีได้รับเงินค่านายหน้าจากการชี้ชวนให้เกิดสัญญาดังกล่าวจำนวน 1 ล้านบาท และส่วนนายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัดเป็นเงินจำนวน 3 แสนบาท โอนเข้าบัญชีธนาคารของนายเอในประเทศสิงคโปร์ โดยเงินจำนวน 3 แสนบาทดังกล่าวนี้นายเอมิได้นำเข้ามาในประเทศไทยเลย นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายเอและนายบีได้อาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ 1 มกราคม 2566 จนถึง 31 พฤษภาคม 2566 เท่านั้น

ให้ท่านวินิจฉัยว่า ในปีภาษี 2566 เงินได้พึงประเมินดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ เพราะเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 41 “ผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่ายในหรือนอกประเทศ

ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้องเสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย

ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้งหมดถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย”

วินิจฉัย

โดยหลักแล้ว ในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นในประเทศไทย ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีเงินได้ให้กับประเทศไทย ต่อเมื่อเงินได้พึงประเมินนั้น เกิดเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในประเทศไทย หรือกิจการที่ทำในประเทศไทยหรือกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคหนึ่ง) ส่วนในกรณีที่แหล่งเงินได้เกิดขึ้นนอกประเทศ ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีให้กับประเทศไทยต่อเมื่อผู้มีเงินได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย และมีเงินได้พึงประเมินเนื่องจากหน้าที่การงานที่ทำในต่างประเทศหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศหรือทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ และได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยในปีภาษีเดียวกับปีที่อยู่ในประเทศไทย (มาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม)

กรณีตามปัญหา เงินได้พึงประเมินของนายเอและนายบีในปีภาษี 2566 จะต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือไม่ แยกวินิจฉัยได้ดังนี้:

  1. กรณีของนายเอ: การที่นายเอได้รับเงินปันผลจากบริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด จำนวน 3 แสนบาท โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของนายเอในประเทศสิงคโปร์นั้น เงินได้ดังกล่าวถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่เกิดจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ เมื่อปรากฏว่านายเอมิได้อยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันในปีภาษี (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 พฤษภาคม 2566 รวมเป็นเวลาประมาณ 151 วัน) จึงถือว่านายเอมิใช่ผู้อยู่ในประเทศไทยในปีภาษีดังกล่าว อีกทั้งนายเอมิได้นำเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยเลย ดังนั้น นายเอจึงไม่ต้องนำเงินได้จำนวน 3 แสนบาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม

  2. กรณีของนายบี: การที่นายบีซึ่งเป็นลูกจ้าง ผู้ทำการแทนและผู้ทำการติดต่อ ได้มาทำหน้าที่งานจนเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้ทำสัญญานั้น และนายบีได้รับเงินค่านายหน้าจากการชี้ชวนให้เกิดสัญญาดังกล่าวจำนวน 1 ล้านบาทนั้น ถือเป็นเงินได้ที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย เนื่องจากหน้าที่งานดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้น นายบีจึงต้องนำเงินจำนวน 1 ล้านบาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

สรุป นายเอไม่ต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 3 แสนบาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่สำหรับนายบีจะต้องนำเงินได้พึงประเมินจำนวน 1 ล้านบาท มาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคหนึ่ง

ข้อ 2. ให้ท่านอธิบายหลักกฎหมายเรื่องการหักค่าลดหย่อนบุตรและเรื่องการหักค่าลดหย่อนกรณีบริจาคตามประมวลรัษฎากรโดยละเอียด

ธงคำตอบ

ตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดหลักเกี่ยวกับการหักค่าลดหย่อนบุตรและการหักค่าลดหย่อนกรณีบริจาค ไว้ดังนี้:

1. การหักค่าลดหย่อนบุตร ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (1) (ค) และมาตรา 47 (3)

  • หักลดหย่อนให้สำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้มีเงินได้ หรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท และสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่คน ที่สองเป็นต้นไปที่เกิดในหรือหลังปี พ.ศ. 2561 ให้หักลดหย่อนได้เพิ่มอีกคนละ 30,000 บาท

  • หักลดหย่อนให้สำหรับบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ คนละ 30,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกินสามคน

  • ลักษณะของบุตรที่สามารถหักลดหย่อนได้: ต้องเป็นบุตรผู้เยาว์ หรือบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษา หรือเป็นบุตรที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในการอุปการะเลี้ยงดู

  • บุตรดังกล่าวต้องไม่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้นั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 42

  • ในกรณีผู้มีเงินได้มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนบุตรให้หักได้เฉพาะบุตรที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

2. การหักค่าลดหย่อนกรณีบริจาค ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 47 (7)

  • เมื่อได้หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนอื่น ๆ แล้ว เหลือเท่าใด ให้หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาคแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินที่เหลือนั้น

    • (ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ

    • (ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่การกุศลสาธารณะ หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

ข้อ 3. ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในข้อ 1 ให้ท่านวินิจฉัยว่าในปีภาษี 2566 เงินได้พึงประเมินดังกล่าวต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลหรือไม่ เพราะเหตุผลทางกฎหมายอย่างไร

ธงคำตอบ

หลักกฎหมาย ตามประมวลรัษฎากร

มาตรา 65 วรรคหนึ่ง “เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือ กำไรสุทธิ ซึ่งคำนวณได้จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี…”

มาตรา 66 วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้”

มาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นประกอบกิจการในประเทศไทย และให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อเช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว”

วินิจฉัย

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทย จะต้องเสียภาษีจากกำไรสุทธิที่ได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี โดยมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่ง กำหนดว่าหากมีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนในประเทศไทยจนเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ ให้ถือว่าประกอบกิจการในประเทศไทย

กรณีตามปัญหา บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ (สิงคโปร์) แม้ไม่มีสาขาในประเทศไทย แต่ได้ส่งนายบีซึ่งเป็นลูกจ้างและผู้ทำการแทนเข้ามาทำหน้าที่งานในประเทศไทยจนเป็นเหตุให้บริษัทฯ ได้ทำสัญญาและได้รับเงินได้พึงประเมิน 5 ล้านบาท กรณีดังกล่าวจึงถือว่าบริษัทฯ ได้ประกอบกิจการในประเทศไทยตามมาตรา 76 ทวิ วรรคหนึ่งแล้ว ดังนั้น บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด จึงต้องนำเงินได้จำนวน 5 ล้านบาท มาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่ประเทศไทยตามมาตรา 66 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 65 วรรคหนึ่ง โดยให้นายบีในฐานะตัวแทนมีหน้าที่ยื่นรายการและเสียภาษี

สรุป บริษัทสิงคโปร์แอนด์เอเลี่ยนจำกัด ต้องนำรายได้ที่ได้รับจำนวน 5 ล้านบาท มาคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคหนึ่ง และมาตรา 66 วรรคหนึ่ง

Advertisement